จากหน้าปกหนังสือ “ใจสว่าง” และคำจำกัดความใต้ชื่อเรื่องที่ว่า “ปลุกใจให้สว่างโพลง ขับไล่ความมืดมิดอนธการในหัวใจ” ทำให้สมองสั่งการว่าต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านเพื่อแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านกัน
ผู้เขียนได้สื่อสารให้เราว่า “ใจสว่าง” ที่เป็นมุมมองของเขานั้นมี แปด ด้านคือ หนึ่ง คุณค่าความความดีและการให้ สอง รู้จักพอในสิ่งที่มี สาม สังคม สี่ สัมพันธภาพ ห้า ระงับโกรธ หก วิกฤตคือโอกาส เจ็ด รับมือกับทุกข์ และสุดท้าย ความงามของชีวิต หากมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้สามารถทำใจและปฏิบัติได้ครบถ้วน “ใจที่สว่าง ย่อมเกิดกับทุกคนอย่างแน่นอน แต่ที่โดนใจที่สุดและเข้ากับสถานการณ์ความไม่สงบของคนในประเทศไทยในตอนนี้ ก็คือ ระงับโกรธ สิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเรามากที่สุด ไม่ใช่ความโกรธของคนอื่นหรอก แต่เป็นความโกรธของเราเอง ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น นอกจากเผาลนจิตใจแล้ว ยังบั่นทอนร่างกายด้วย ทั้ง ๆ ที่มันก่อความทุกข์แก่เราเป็นอย่างมาก แต่เหตุใดเราจึงมักปล่อยให้ความโกรธอาละวาดอยู่บ่อย ๆ จนบางครั้งถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับคำตอบก็คือ เพราะเราไม่รู้ตัวนั่นเอง เวลาโกรธใครสักคน เราจะมัวแต่คิดหาทางตอบโต้เขา หรือวางแผนเล่นงานเขา ใจแล่นออกไปนอกตัว จึงลืมดูใจของตัวว่ากำลังถูกความโกรธครอบงำหรือลากถูลู่ถูกังไปไปไหนต่อไหนแล้ว ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งความโกรธทำให้เราเผลอพูดหรือทำในสิ่งที่ต้องมาเสียใจภายหลัง “ไม่น่าเลยตู ” คือคำพูดที่มักหลุดออกมาเมื่อระบายความโกรธไปอย่างสะใจและเกิดความเสียหายแล้ว ลองสังเกตเวลาหงุดหงิดหรือเริ่มจะโกรธ ใจเราเป็นอย่างไรแล้วกายเราล่ะ เป็นอย่างไร รู้สึกถึงความหม่นหมองเร่าร้อนและหนักอึ้งที่ใจไหม สังเกตไหมว่ากายเริ่มเกร็ง ส่วนลมหายใจก็ถี่และตื้นทันทีที่รู้ตัว ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ถ้าให้ดีก็นับไปด้วยทุกลมหายใจออก จาก 1 ถึง 10 ถ้ายังไม่รู้สึกดีขึ้น นับซ้ำอีกรอบหรือสองรอบ จะช่วยให้กายและใจผ่อนคลาย ส่วนความโกรธจะทุเลาลง หากเจอคนที่อารมณ์เสีย เอะอะโวยวาย ต่อว่าเราอย่างไร้เหตุผล เรามักอดไม่ได้ที่จะตอบโต้กลับไปด้วยความโมโห แม้คำพูดของเราจะมีเหตุผล แต่อารมณ์ที่แสดงออกมาก็มักจะกระตุ้นโทสะของเขาให้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้เรามีอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม ในที่สุดก็กลายเป็นการทะเลาะวิวาทกัน ต่างฝ่ายต่างระบายอารมณ์และส่งเสียงดังใส่กันเพื่อเอาชนะซึ่งกันและกันให้ได้ แต่ก็มักลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าหากมีใครสักคนตั้งใจฟังด้วยความใส่ใจ พร้อมรับฟังทุกอย่างไม่ว่าเลวร้ายเพียงใดก็ตาม โดยไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด ความในใจที่เคยเก็บไว้ก็สามารถหลั่งไหลออกมาได้ไม่ยาก เพราะโดยส่วนลึกเราก็ต้องการเพื่อนที่สามารถรับฟังเรื่องราวทุกอย่างของเราได้ การรับฟังด้วยความใส่ใจ คือการฟังอย่างนิ่งสงบและด้วยสติไม่เร่งเร้า และไม่คิดจะแนะนำสั่งสอน มีเพียงใจที่เปิดกว้าง พร้อมจะรับรู้ทุกอย่างที่ออกมาจากใจของเรา ใจที่เปิดกว้างของผู้ฟัง ย่อมช่วยให้ผู้พูดยอมรับความทรงจำที่เจ็บปวดโดยไม่ผลักใสหรือปฏิเสธ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการให้อภัยทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ความนิ่งสงบอย่างมีสตินั้นมีอานุภาพในการเยียวยามาก เป็นการ “ไม่กระทำ” ที่ส่งผลยิ่งกว่าการกระทำหลายเท่านัก ทุกวันนี้เราทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ หรือปล่อยใจให้ไปจดจ่อยึดติดอยู่กับสิ่งที่ตนโกรธเกลียด เสร็จแล้วก็หันไปโทษใครต่อใครว่าทำให้เราเป็นทุกข์โดยไม่เคยหันกลับมามองเลยว่า ตัวการที่แท้จริงนั้นคือใจเรานั่นเองที่เผลอไป การพาตัวห่างไกลจากสิ่งที่เราเกลียดโกรดนั้น แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่ถ้าใจยังไม่รู้จักปล่อยวาง ก็อดไม่ได้ที่จะหวนไปคิดถึงสิ่งนั้นและฉวยเอาความทุกข์มาซ้ำเติมตัวเอง ถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่รู้ตัวก็ยิ่งทำร้ายตัวเองมากขึ้น
การระงับความโกรธได้นั้น “ใจ” เราเท่านั้นที่สามารถควบคุมมันได้ รู้ใจของตัวเอง นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว อย่าเผลอใจ และให้รู้ทันอารมณ์ของตัวเอง ความสว่างก็จะเกิดในใจของทุกคน
จากหนังสือ : ใจสว่าง
ผู้เขียน : ภาวัน