การปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษา

บทความเรื่อง  “การศึกษารูปแบบใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ”

โดย  นายชลิต  มีสุข  เลขที่ 52   บศศ. คม. 12

 

การศึกษารูปแบบใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

          การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นอย่างมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องปรับตัวเข้ากับสังคมยุคใหม่ การจัดการศึกษาต้องสอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป การจัดการศึกษายุคใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามความหมายและเจตจำนงของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 หมวด 4 มาตราที่ 22 ได้กำหนดไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการเรียนรู้แบบ Constructivism ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ของนักเรียนสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของนักเรียนเอง วิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม คือ การเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Learning) ประกอบการเรียนรู้จากกลุ่ม (Cooperative Learning) ซึ่งการเรียนรู้ทั้ง 2 ลักษณะ มีดังนี้

1. การเรียนการสอนแบบค้นพบ เป็นการเรียนการสอนลักษณะเดียวกับแบบการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method) ซึ่งมีขั้นตอนในการเรียนการสอน 5 ขั้นตอนคือ

1) การนำเข้าสู่บทเรียนกิจกรรม ประกอบด้วย การซักถามปัญหา ทบทวนความรู้เดิม กำหนดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการเรียนการสอนและเป้าหมายที่ต้องการ

2) การสำรวจ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการทดลอง การสำรวจ การสืบค้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติเองโดยมีครูเป็นเพียงผู้แนะนำหรือผู้เริ่มต้น

3) การอธิบาย กิจกรรมประกอบด้วย การนำข้อมูล ผลการทดลองมาร่วมกันอภิปราย

4) การลงข้อสรุป เป็นการสรุปเนื้อหาหรือข้อมูลการทดลองเพื่อให้เห็นถึงความเข้าใจ ทักษะ กระบวนการ และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้นักเรียนมีโอกาสปรับแนวความคิดหลักของตนเองในกรณีที่ไม่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง

5) การประเมินผลเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนตรวจสอบแนวคิดหลักที่ตนเองได้เรียนรู้มาแล้ว โดยการประเมินผลด้วยตนเอง ทั้งนี้ จะรวมถึงการประเมินผลของครูต่อการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย

2. การเรียนการสอนแบบเรียนรู้จากกลุ่มเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทักษะของการอยู่ร่วมกันในสังกัด และทักษะในด้านเนื้อหาวิชาการต่าง ๆ เป็นการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ โดยจัดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันเรียนและทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ละ 2-4 คน โดยมีจุดหมายเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ผู้เรียนเก่งจะช่วยผู้เรียนอ่อนกว่า และต้องยอมรับซึ่งกันและกันเสมอ ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกภายในกลุ่ม โดยบทบาทของครูผู้สอน จะเป็นดังนี้

1) จัดเตรียมแหล่งความรู้สำหรับนักเรียนค้นคว้า หาวัสดุอุปกรณ์ที่นักเรียนต้องใช้ร่วมกัน

2) จัดเตรียมแบบฝึก (Work Sheet) หรือมอบหมายงานที่ต้องทำร่วมกันในกลุ่ม

3) จัดกลุ่มนักเรียนโดยเฉลี่ยความรู้ ความสามารถให้แต่ละกลุ่มใกล้เคียงกัน เช่น สมาชิกในกลุ่มมี 4 คน ควรเป็นนักเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน อีก 2 คนอาจจะเรียนอ่อนหรือค่อนข้างอ่อน และประการสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ด้านความประพฤติของนักเรียนในกลุ่ม ไม่ควรจัดให้นักเรียนที่มีความประพฤติเบี่ยงเบน หรือไม่ค่อยสนใจในการเรียนอยู่รวมกันทั้งหมด ต้องเฉลี่ยเข้ากลุ่มต่างๆ กลุ่มนี้อาจจัดเป็นกลุ่มที่ถาวร หรือเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมก็ได้ เช่น 1 เดือนสลับปรับเปลี่ยนครั้งหนึ่ง

4) ครูควรปูพื้นฐานทักษะเบื้องต้นให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น จัดกลุ่มอย่างรวดเร็ว ทำงานในกลุ่มของตนเอง ไม่รบกวนกลุ่มอื่น ผลัดเปลี่ยนการทำบทบาทหน้าที่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โต้ตอบ อภิปราย ยอมรับฟังความคิดเห็น มีน้ำใจแบ่งวัสดุอุปกรณ์ใช้ร่วมกัน

5) วางแผนการวัดผลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เช่น

-          จากการสังเกต และการสอบถามจากผู้สอน

-          จากแบบสำรวจตนเอง

-          จากแบบสำรวจของกลุ่ม

ประเด็นสำคัญประการแรกของทฤษฎีการเรียนรู้ตาม Constructivism คือ ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม โดยใช้กระบวนการทางปัญญา (cognitive apparatus) ของตน

ประเด็นสำคัญประการที่สองของทฤษฎี คือ การเรียนรู้ตามแนว Constructivism คือ โครงสร้างทางปัญญา เป็นผลของความพยายามทางความคิด ผู้เรียนสร้างเสริมความรู้ผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาด้วยตนเอง ผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาได้โดยจัดสภาพการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น

แนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนการสอนแนวทางนี้น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและสามารถพัฒนาผู้เรียนได้เต็มตามศักยภาพ ดังนี้

1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้

2. ผู้เรียนได้เรียนรู้ตรงกับความต้องการ ความสนใจ และความถนัดของตนเอง

3. ผู้เรียนมีโอกาสคิดอย่างสร้างสรรค์

4. ผู้เรียนมีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระ

5. ผู้เรียนได้เป็นผู้ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

6. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพจริง และได้รับประสบการณ์ตรง

7. ผู้เรียนได้ใช้สื่อต่างๆในการเรียนรู้

8. ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น หรือได้ทำงานเป็นกลุ่ม

9. ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

 

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาเพื่อคนไทย เก่ง ดี มีสุข ตามความมุ่งหวังของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 แล้วนั้น การนำแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้น่าจะเป็นหนทางหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน  แต่การนำเอาแนวคิดและวิธีการลงสู่การปฏิบัติยังคงพบปัญหาหลายประการ เช่น  การขาดแคลนครูที่มีความรู้ความสามารถ งบประมาณไม่เพียงพอ ความไม่พร้อมของชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการศึกษา ขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรม จากปัญหาทั้งหลายที่กล่าวมานั้นคุณภาพและเจตคติของครู ความทุ่มเทต่องานสอนหนังสือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก  ซึ่งการแก้ปัญหาก็ไม่สามารถทำได้ด้วยการทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากเพื่อดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถให้หันมาประกอบอาชีพครู หรือแม้แต่การเพิ่มวิทยฐานะครูเพื่อให้มีเงินประจำตำแหน่งเท่านั้น หากแต่สำคัญที่การสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถและศรัทธาในวิชาชีพครูให้มีโอกาสได้เป็นครูจึงจะสามารถผลักดันให้การศึกษาของไทยประสบความสำเร็จได้

 

 

 

นายชลิต  มีสุข

เลขที่ 52  บศศ.คม.12