วิชาประวัติศาสตร์ เป็นวิชาที่ปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความสำนึกในความรักชาติ รักแผ่นดิน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องเน้นการสอนวิชาประวัติสาสตร์ในสถานการณ์ปัจจุบัน.....   

           “...เมืองไทยนี่ โอ้โห บรรพบุรุษเลือดทาแผ่นดิน กว่าจะมาถึงที่ให้พวกเราอยู่นั่งอยู่กันสบาย มีประเทศชาติเนี่ยเรากลับไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าใครมาจากไหน เอ๊ะ เป็นความคิดที่แปลกประหลาด(ทรงพระสรวล)อย่างที่อเมริกาถามไปเขาก็สอนประวัติศาสตร์ สอนประวัติศาสตร์บ้านเมืองของเขา ที่ไหนประเทศไหนเขาก็สอนกัน แต่ประเทศไทยไม่มีไม่ทราบว่าแผ่นดินนี้มันรอดมาอยู่จนบัดนี้เพราะใคร หรือว่ายังไงกัน โอ้โห อันนี้น่า       ตกใจ..”
           (พระราชเสาวนีย์ ตอนหนึ่ง ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ที่ทรงห่วงใยในการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย)
           จากพระราชเสาวนีย์ข้างต้น ทำให้คนไทยทุกคนได้สำนึกถึงอดีตประวัติศาสตร์ชาติไทยความเป็นมาของชาติไทยที่บรรพบุรุษได้สั่งสมมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนชาติไทยให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งครูผู้สอนสามารถใช้วิธีการสอนที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ ผู้สอนควรนำวิธีการทางประวัติศาสตร์มาฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะในการใช้
วิธีการทางประวัติศาสตร์ค้นคว้าเรื่องราวความเป็นมาของชาติในอดีต ใช้ประเด็นใกล้ตัวเด็กได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องใกล้ตัวมากที่สุดก่อนโดยให้เด็กได้เรียนรู้จากตัวเองด้วยการตั้งคำถาม เช่น
           ถามว่า รู้ประวัติตนเอง ครอบครัว ชุมชน หรือไม่ ให้เด็กไปศึกษาค้นคว้ามา เด็กก็จะเริ่มสนุกสนานในการไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และที่สำคัญ ต้องให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเอง โดยการนำนักเรียนไปศึกษาประวัติเรื่องราวท้องถิ่นของตนเอง ให้เด็กเกิดความสำนึกในความรักมาตุภูมิ ก่อนที่จะเรียนประวัติศาสตร์ของชาติ และประวัติศาสตร์นานาชาติ ต่อไป