ใช้แนวคิด LEAN ทำ One stop service วาง flow ของผู้ป่วยเป็นรูปวงกลม

ตอนก่อนหน้านี้

วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๓
ในการอบรมหลักสูตรพื้นฐานปีนี้ สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวานได้จัดให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้แนวทางการทำงานที่ประสบความสำเร็จของทีมต่างๆ จะได้มีแรงบันดาลใจและได้ไอเดียเอาไปปรับใช้กับทีมของตนบ้าง ในการอบรมที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดิฉันเชิญทีมเบาหวานจาก รพ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเคยได้รับรางวัล Diabetes Patient Care Team Award จากสมาคมฯ เมื่อปี ๒๕๕๐ มาเล่าเรื่องการทำงานของตนเอง พบว่าจากปี ๒๕๕๐ ถึงปีนี้ ทีม รพ.รามันมีการพัฒนาการทำงานก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้เราได้เชิญคุณรุ่งทิพย์ ฉัตรสุวรรณ หัวหน้าพยาบาล รพ.รามัน ซึ่งได้รับรางวัลผู้บริหารการบริการพยาบาลในระดับปฐมภูมิจากสภาการพยาบาลในปี ๒๕๕๐ มาเล่าประสบการณ์การทำงานให้บัณฑิตพยาบาลใหม่ฟังในงานปัจฉิมนิเทศเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้จะเป็นการติดต่อเชิญแบบกะทันหันแต่คุณรุ่งทิพย์ก็เต็มใจและจัดการส่งทีมเบาหวานมา ประกอบด้วยคุณนูรีซัน กะรียอ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ คุณมูรไฮนี สาแล เภสัชกร และคุณซูรายา เจ๊ะเล๊าะ นักวิชาการสุขศึกษา

คุณนูรีซันเป็นผู้นำเสนองานหลักและ ภญ.มูรไฮนี เสริมข้อมูลการทำงานของเภสัชกร คุณซูรายาเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ดิฉันประทับใจตั้งแต่การเริ่มนำเสนอด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนว่า “...บางโรงพยาบาลอาจทำดีอยู่แล้ว ก็จะรับไปพัฒนา” พร้อมๆ กับเล่าให้เห็นภาพสถานการณ์ในพื้นที่ว่า... "สถานการณ์ของเขาและของเราพัฒนาไปพร้อมๆ กัน..."

รพ.รามันจัดทีมดูแลผู้ป่วยทางคลินิกหลายกลุ่ม มีการแยกหน่วยงาน มีอัตรากำลังเฉพาะ ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมาจำนวนผู้ป่วยที่มาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฐานะที่เป็น รพช. แพทย์จึงมักหมุนเวียนกันมาอยู่ ....เดิมการให้บริการผู้ป่วยต้องเดินหลายจุด ใช้เวลารอคอยนาน โรงพยาบาลมีความแออัดวุ่นวาย

ได้ใช้แนวคิด LEAN ทำ One stop service วาง flow ของผู้ป่วยเป็นรูปวงกลม มีประชาสัมพันธ์จัดที่นั่งให้เป็นโซนๆ ควบคุมจำนวนให้เข้ามาทีละ ๕ คน จุดเจาะเลือดและซักประวัติอยู่ใกล้ๆ กัน มีการคัดกรอง URI, TB, ภาวะซึมเศร้า (คัดกรอง ๑๐๐% ถ้าพบจะส่งต่อพยาบาลจิตเวช) ตรวจน้ำตาลในเลือด มีแพทย์ออกตรวจวันละ ๒ คน หลังจากจัดระบบบริการใหม่ ลดการใช้เวลาจาก ๒ ชม. ๓๐ นาที เหลือ ๑ ชม. ๑๐ นาที

ที่โรงพยาบาลมีผู้ป่วยที่มีชื่อและนามสกุลเดียวกันหลายคน จึงต้องติดรูปถ่ายที่ OPD card ป้องกันการผิดคน ที่เวชระเบียนมีการบันทึกปัจจัยเสี่ยงของคนในครอบครัว บันทึกกิจกรรมผู้ป่วย...มีการทบทวน CPG ทุกปี ล่าสุดล้อของ สปสช. มีการ audit โดยแพทย์ปีละ ๒ ครั้ง...มีตารางตรวจสุขภาพประจำปี แพทย์ใช้ค้นหาภาวะแทรกซ้อน…แบ่งระดับผู้ป่วยตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็น A, B, C เพื่อประโยชน์ในการทำกิจกรรม ต้องวิเคราะห์อีกครั้งว่าที่น้ำตาลเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ใช้ค่าระดับน้ำตาล ๓ visit

การให้ความรู้เรื่องอาหาร นักโภชนาการศึกษาอาหารในท้องถิ่นก่อน แบ่งพลังงานให้ตามมื้อ จัดเมนูอาหารตามวิถีชีวิต มีโมเดลอาหารตัวอย่างโชว์ให้เห็นว่าแต่ละอย่างให้พลังงานต่างกัน...การออกกำลังกาย เลือกใช้ยางยืด ผู้ป่วยสนใจมากเพราะเอากลับไปทำที่บ้านได้ มีกองทุนยางยืด อสม. ทำขาย นักวิชาการสาธารณสุขเป็นผู้สอน

สร้างความตระหนักสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้บุคคลต้นแบบและผู้นำศาสนาเข้าร่วมกิจกรรม ผู้ป่วยที่ต้อง admit มีการวางแผนตั้งแต่วันแรก...มีแบบบันทึกการเรียนรู้ มี criteria ในการส่ง home health care เวลาไปเยี่ยมมีตรายางบันทึก มีแบบฟอร์มการประเมินผู้ป่วยที่บ้าน… แจกบัตร EMS ให้ผู้ป่วยทุกราย เวลามีภาวะฉุกเฉินสามารถเรียกทีมในหมู่บ้านมาส่ง

มีการจัดค่ายแบบไป-กลับ เป็นระยะๆ กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้นำชุมชน ข้าราชการครู ครูสอนศาสนา อสม. ผู้นำศาสนา ผู้ป่วยที่คุมไม่ดีและญาติ (จัดทั้งภายในและภายนอก สอ.) มีฐานต่างๆ เช่น อาหาร จัดอาหารที่เขาชินทุกวัน สังเกตการตักอาหาร ตรวจน้ำตาลหลังอาหาร ๒ ชม. Feedback การกิน การออกกำลังกาย การดูแลเท้า

การทำงานมีตัวชี้วัดด้านผู้ป่วยและด้านทีมดูแล

บทบาทของเภสัชกร
รับผิดชอบห้องยา เดิมผู้ป่วยบ่นว่ารอยานาน ห้องยาเป็นที่รองรับอารมณ์มากที่สุด (เพราะเป็นที่สุดท้าย)  จึงเอาระบบ LEAN เข้ามาใช้ ระหว่างรอแพทย์ เภสัชกรอธิบายเรื่องการใช้ยา เวลาที่ผู้ป่วยเอายาเดิมมาคืน ก็ค้นหาปัญหาและอธิบาย ปัญหาที่เจอ เช่น กินยาไม่ถูก อ่านหนังสือไม่ออก สูงอายุ สายตาไม่ดี อยู่บ้านคนเดียว...ถ้าไม่มีเวลาก็เขียน note ส่งต่อ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือแพทย์พูดภาษาอิสลามไม่ได้ แต่เภสัชกรสื่อสารได้ มีการออกแบบประเมิน ถ้าอ่านฉลากได้ จะถามต่อไป...

ใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสาร (มลายู) ใช้สัญลักษณ์ พบว่าได้รับการตอบสนองดี สั่งทำซองยา...ถ้ามีสัญลักษณ์ “ดาว” ถามว่าดาวขึ้นตอนไหน...ซองยา ๒ สี ก่อนอาหารสีเขียว หลังอาหารสีน้ำเงิน จะถามจนตอบฉลากได้ มีภาษาอิสลามแทรก (อ่านถอยหลัง ไม่เหมือนภาษาไทย)

ในเดือนรอมฎอน มีการวางแผนล่วงหน้า ๒ เดือนก่อนถือศีลอด มีเอกสารให้ พบว่ามีปัญหา hypo-hyper น้อยมาก

การติดตามการใช้ยา ให้นำยาเดิมมาโรงพยาบาลทุกครั้ง เอาเปลือกมาก็ยิ่งดี จะช่วย double check บางทีซองยาถูก แต่เนื้อในผิด ทำเรื่อง drug reconciliation มีแผ่นทำจากฟิลม์เอกซเรย์ใช้แล้ว เอาไปยื่นที่โรงพยาบาลอื่นได้...ทำให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจ เปลี่ยน level ดีขึ้น แจก “กระเป๋าแก้ปัญหา” ลดการใช้พลาสติกไปด้วย

ลดระยะเวลารอคอยรับยา โดยมีการจัดยาล่วงหน้า เอา OPD card มาดูล่วงหน้า ๑ วัน มีเกณฑ์ว่าคนไข้ level ไหนนัดกี่สัปดาห์ ต้องคุยกับแพทย์ก่อน (ได้เห็นว่าเภสัชกรมีบทบาทเชิงรุกอย่างไร) ลดเวลารอจากเดิม ๓๐ นาทีเหลือ ๑๐ นาที ณ เดือนนี้ประกันเวลาไว้ที่ ๑๒ นาที (ได้ประมาณ ๙ นาที)

ในห้องยาต้องมีความถูกต้องก่อน เดิมวางยากันตามสะดวก ต่อมาจัดบ้านเลขที่ยา เช่น G 7 = อยู่ column G แถวที่ ๗ ช่วยลด error ได้ ยาที่ look-alike และ sound-alike ก็มีป้ายแปะให้ดูอีกที เป็นการเตือน

 

ผู้เข้าอบรมหลักสูตรพื้นฐาน รุ่น ๑

วัลลา ตันตโยทัย