กฎแห่งกรรม
ความหมายของกรรม
คำว่า”กรรม (Actions)” แปลตามศัพท์ว่า”การกระทำ “ แต่ในทางธรรม หมายถึงการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาหรือจงใจ กรรมเกิดขึ้นโดยมีเจตจำนงหรือพลังนำที่เป็นตัวกระทำ
การกระทำมี ๓ ระดับ คือ
(๑). การกระทำดี เรียกว่า”บุญกรรมบ้าง กุศลกรรมบ้าง”
(๒). การกระทำชั่ว เรียกว่า “บาปกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง”
(๓). การกระทำไม่ดีไม่ชั่ว เรียกว่า”อัพยากตกรรม” ได้แก่กิริยาอาการ และกิจวัตรที่คนทำประจำ-วัน เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน แปรงฟัน อาบน้ำ รับประทานอาหาร เป็นต้น
ตามปกติกรรมไม่ดีไม่ชั่วนี้ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เพราะเป็นกรรมธรรมดา แต่สามารถเปลี่ยนเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ได้ แล้วแต่เจตนาของผู้กระทำ ในที่นี้จึงจะกล่าวเฉพาะกรรมดีและกรรมชั่วเท่านั้น
ความเข้าใจของคนบางคนว่า บุญตรงกันข้ามกับกรรม เช่นคำว่าไบุญทำกรรมแต่ง” เป็นความเข้าใจที่ผิด อันที่จริง คำว่า”กรรม “ เป็นคำกลางๆ เอาคำว่า”ดี” หรือคำที่มีความหมายดีมาต่อเช้าก็เป็นการกระทำที่ดี เอาคำว่า”ชั่ว” หรือคำที่มีความหมายไม่ดีมาต่อเข้าก็เป็นการกระทำที่ชั่ว เพราะฉะนั้นคำที่ตรงกันข้ามจึงควรเป็นดังนี้ คือ
กรรมดี ตรงข้ามกับ กรรมชั่ว
บุญกรรม ตรงข้ามกับ บาปกรรรม
กุศลกรรม ตรงกันข้าม อกุศลกรรม
การกระทำจะเป็นกรรมหรือไม่เป็นกรรมนั้น ทางพระพุทธศาสนามีหลักเกณฑ์ชัดเจน ตามพุทธภาษิตว่า
“เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ”
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม”
เพราะฉะนั้น การกระทำใดๆ ที่ไม่มีเจตนาไม่จัดเป็นกรรม เช่นคนเป็นลมบ้าหมู ชักดิ้น ชักงอ เป็นต้น การกระทำไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เป็นเพราะฤทธิ์ของโรค จึงไม่จัดเป็นกรรม คนที่ละเมอพูดอะไร ต่างๆ ออกมา คนที่นอนหลับฝันถึงเรื่องต่างๆ ล้วนขาดเจตนา จึงไม่จัดเป็นกรรม
ความหมายของกฎแห่งกรรม
กรรมที่กระทำด้วยเจตนา เมื่อกระทำแล้วย่อมให้ผล กรรมดีให้ผลดี กรรมชั่วให้ผลชั่ว กฎแห่งกรรมจึงหมายถึงกฎแห่งเหตุและผล เหตุอย่างใดให้ผลอย่างนั้น และผลที่ปรากฎให้เห็นอยู่ในปัจจุบันย่อมมาจากเหตุในอดีต
“การไม่ทำความชั่ว การทำแต่ความดีและการทำใจให้บริสุทธิ์” ทั้งสามประการนี้ เป็นบทสรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าและถือเป็นแก่นคำสอนเกี่ยวกับหลักและกฎแห่งกรรม พระพุทธศาสนาเป็นสัจนิยม ความถูกต้องและคุณค่าทางศีลธรรมใดๆ เป็นธรรมชาตินิยม ยอมรับความจริงของสิ่งตามธรรมชาติภายใต้กฎธรรมชาติ เป็นจิตนิยม ยอมรับจิตสำคัญกว่าร่างกายหรือวัตถุ พระพุทธศาสนาเป็นมนุษย์นิยม ยอมรับคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ในฐานะเป็นศูนย์กลางของคุณค่าและเป็นผู้กำหนดวัดทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องของมนุษย์เอง และที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ภายใต้เจตจำนงเสรีของมนุษย์ผู้รับผิดชอบชะตากรรมของตนเอง
ในทางหลักจริยศาสตร์ของพระพุทธสาสนาจึงได้ชื่อว่าเป็น”กรรมวาที กิริยวาที” หมายถึงศาสนาที่สอนว่ากรรมหรือการกระทำของมนุษย์เองเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลตามมาได้ ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล ในความหมายทั่วไปคำว่า”กรรม”คือ การกระทำ ความเคลื่อนไหว กิริยาและปฏิกิริยา” แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งก็คือ การกระทำทุถือเป็นกรรมและมีผลทางศีลธรรมจะต้องเป็นการกระทำที่ประกอบขึ้นด้วยความจงใจและตั้งใจ เรียกว่า”เจตนา”
เจตนา เป็นการชี้บอกการกระทำ แต่กากระทำหาได้เป็นตัวบ่งบอกเจตนาเสมอไปไม่ การกระทำโดยไม่มีจุดประสงค์หรือปราศจากเจตนาชี้บอกและกำกับให้กระทำได้ชื่อว่า”กิริยา” เป็นอาการสักแต่ว่ากระทำ ไม่นับว่าเป็นกรรมที่ก่อให้เกิดผลหรือวิบากทางศีลธรรม เช่น ความถูกความผิด เป็นต้น แต่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อรู้เท่าไม่ถึงการณ์จัดว่าเป็น”กรรม” เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรม คือการขาดสติกับความไม่ประมาท อนึ่งการกระทำที่ไม่มีเตนาของสามัญชนกลับเป็นการกระทำของพระอรหันต์และเป็นไปโดยความจงใจ เพราะพระอรหันต์ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุให้ประกอบกรรมชั่วและความผิดโดยสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้น กฎแห่งกรรมจึงหมายถึงกฎแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล
กฎแห่งกรรม มี ๒ ระดับ (ลักษณะ) ดังต่อไปนี้
(๑). กฎแห่งกรรมในลักษณะเป็นกฎธรรมชาติ เป็นกฎแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลในระดับที่เป็นกฎธรรมชาติ พระพุทธศาสนาถือว่า”เพราะอาศัยสิ่งนี้เป็นเหตุ จึงทำให้สิงนั้นเกิดขึ้นเป็นผลตามมา” ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นผลของกันและกันสัมพันธ์กันอยู่ กฎแห่งกรรมในระดับนี้เป็นทรรศนะที่ช่วยให้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับชีวิต สังคม และโลก ตามสภาพที่เป็นจริง เป็นข้ออธิบายที่ยอมรับได้ทางจริยศาสตร์
(๒). กฎแห่งกรรมในลักษณะเป็นกฎทางจริยธรรม เป็นกฎที่ไม่ครอบคลุมถึงทุกสิ่งทุกอย่างในกฎธรรมชาติ แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต จิตใจที่มีเจตจำนงหรือที่เรียกว่า”เจตนา” มีศักยภาพที่จะได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ฝึกอบรม สามารถใช้สติปัญญาหรือความรู้สึกในการเลือกและชี้นำพฤติกรรมต่างๆ ได้ สามารถรู้เหตุรู้ผล รู้จริงรู้เท็จ แยกผิดแยกถูกได้ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องคุณค่าทางศีลธรรมและคุณค่าด้านอื่นๆ ของมนุษย์
ดังนั้น กฎแห่งกรรมในระดับนี้จึงมุ่งเน้นในเรื่องของมนุษย์และสังคมมนุษย์ รวมทั้งสัตว์ชั้นสูงอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมไม่กำหนดโดยสัญชาตญาณล้วนๆ แต่ถูกชี้นำและกำหนดโดยเจตนา ความจงใจและตั้งใจกระทำที่ถือว่าเป็นทำดี ทำชั่ว ตามที่มนุษย์เข้าใจกันและยอมรับกัน คำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่า”ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”จึงจัดเข้าในกฎแห่งกรรมลักษณะนี้
ผลของกรรม
เรื่องของกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรทำความเข้าใจคำว่า”ผล”ของกรรมเสียก่อน ผลของกรรมมี ๓ แบบ คือ
(๑). ผลโดยตรง ศัพท์ที่ใช้เรียกก็ใช้คำว่า”ผล”นั่นเอง หรือไม่เรียกคำใดเลย
กัลยาณะการี กัลยาณัง ทำดีได้ดี ปาปะการี จะ ปาปะกัง ทำชั่วได้ชั่ว
หมายถึง การกระทำสิ่งใดแล้วได้สิ่งที่กระทำนั่งเอง เช่น เมื่อปลูกต้นมะพร้าวย่อมได้ต้นมะพร้าว เมื่อรับประทานอาหารย่อมได้อาหาร เมื่อฆ่าสัตว์ย่อมได้ความตายของสัตว์ เป็นต้น
(๒). ผลพลอยได้ ผลพลอยได้ในทางดีเรียกว่า”อานิสงส์” ผลพลอยได้ในทางชั่ว เรียกว่า”อาทีนะวะ หรืออาทีนพ”
เมื่อทำดีอาจมีผลพลอยได้ในทางดีหรือไม่มีเลยก็ได้ เช่น ทำบุญตักบาตรบ่อยๆ แล้ว มีสุขภาพอนามัยดี จิตใจเอิบอิ่ม ปลูกต้นมะม่วงจนเจริญเติบโต ออกผลให้ได้รับประทานหรือขายได้ รับประทานอาหารได้รับความอิ่ม เป็นต้น ผลพลอยได้นี้อาจได้รับหรือไม่ได้รับก็ได้ เช่น รับประทานอาหารได้ ๒ - ๓ คำ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ต้องเลิกรับประทาน ย่อมไม่ได้รับอานิสงส์เต็มที่(ความอิ่ม) แต่ได้ผลอานิสงส์บางส่วนคือประโยชน์ที่ได้จากอาหาร ๒ - ๓ คำ
เมื่อทำชั่วย่อมมีผลพลอยได้ในทางชั่ว หรือไม่มีเลยก็ได้ เช่น ห่าคนตาย ลักทรัพย์ เขาอาจได้รับผลพลอยได้ในทางชั่ว คือถูกจับติดคุก หรืออาจไม่ได้รับเลยก็ได้ ถ้าผู้นั้นหนีไปไม่ถูกจับหรือสามารถสู้คดีหลุด
(๓). ผลสืบเนื่อง ศัพท์ที่ใช้เรียกผลสืบเนื่องคือ”วิบาก” แปลว่า ผลของกรรมที่จะได้รับในลำดับต่อไป กรรมบางอย่างได้รับผลทันที กรรมบางอย่างได้รับผลช้าออกไป และกรรมบางอย่างต้องใช้เวลานานมากจึงจะให้ผล แต่อย่างไรๆ ก็ต้องให้ผลแน่ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ความสับสนเรื่องกฎแห่งกรรม
(๑). คนส่วนมากไม่เข้าใจผลโดยตรงของกรรม คิดว่าทำกรรมใดแล้วต้องได้รับผลพลอยได้ทันที
(๒). คนส่วนมากคิดว่า ผลพลอยได้คือ ผลอันแท้จริง หรือวิบากของกรรม เช่นผู้ที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และขยันหมั่นเพียร ไม่ได้เงินเดือน ๒ ขั้น กลับไปได้แก่คนประจบสอพลอ เรื่องนี้เป็นการสร้างกรรมชั่วซ้อนกรรมชั่ว คือผู้บังคับบัญชาที่ให้เงินเดือน ๒ ขั้น แก่คนประจบสอพลอโดยไม่ทำงานั้นเป็นการสร้างกรรมชั่วขึ้นใหม่ ซ้อนกรรมชั่ว คือการประจบสอพลอของลูกน้อง เพราะผู้บังคับบัญชาไม่ใช่ผู้ที่จะตัดสินผลกรรมให้ใครได้ เป็นคนธรรมดานี่เอง สามารถทำกรรมดีและกรรมชั่วได้เหมือนคนอื่นๆ
(๓). วิบากของกรรม หรือผลอันแท้จริงของกรรมมีความซับซ้อนมาก ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนเราทำกรรมดีและกรรมชั่วปะปนกันจนนับครั้งไม่ถ้วน ในคติการเวียนว่ายตายเกิด ในชาติหนึ่งๆ คนเราทำกรรมดีและกรรมชั่วเท่าไร เหลือคณานับ และกรรมเหล่านั้นให้ผลในเวลาแตกต่างกันจนไม่ทราบว่าผลที่ได้รับอยู่นี้เป็นของกรรมอะไร ผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ หรือการระลึกชาติได้เท่านั้นจึงจะรู้ว่ากรรมที่ทำไว้มากมายให้ผลอย่างไร เมื่อไร และผลที่ได้รับอยู่นี้เป็นของกรรมอะไรที่ทำเมื่อใด
ประเภทของกรรม
พระพุทธศาสนาจัดกรรมที่ให้ผลผิดแผกแตกต่างกันไว้ดังต่อไปนี้
ประเภทของกรรม |
ลักษณะ/ชื่อของกรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่างกรรม |
๑. จำแนกตามคุณภาพ (มูลเหตุแห่งการกระทำ) |
๑.อกุศลกรรม (กรรมชั่ว)(Bad actions:unwholesomeaction, an evil action)๒. กุศลกรรม (กรรมดี)(Good actions:wholesome action ,meritorious action)๓. อัพยากตกรรม(Indeterminate :neutral action , unexplained action) |
(๑).การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล (โลภะ, โทสะ,โมหะ)(๒).การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)(๓). การกระทำที่ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เนื่องจากผู้ทำเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม(ผู้บริสุทธิ์จากอาสวะกิเลส(พระอรหันต์)) |
- อยากได้นาฬิกาของคืนอื่น ฯลฯ- ไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่น- พระอรหันต์เป็นผู้กระทำกรรมชนิดนี้แล้วไม่จัดว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เป็นอัพยากตกรรม
|
ประเภทของกรรม |
ลักษณะ/ชื่อของกรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่างกรรม |
๒. จำแนกตามทวาร(ทางที่ทำกรรม) |
๑. กายกรรม (Bodilyaction๒.วจีกรรม (Verbal action)๓. มโนกรรม(Mental action) |
(๑). การกระทำทางกาย(๒).การกระทำทางวาจา(๓).การกระทำทางใจ |
-การให้ทานแก่คนจน ฯลฯ-การพูดวาจาอ่อนหวานไพเราะสุภาพ ฯลฯ-การคิดจะให้ทานเมื่อได้สิ่งของมากมาย ฯลฯ |
๓. จำแนกตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการ-ให้ผล |
ก. ว่าโดยปากกาล (Classification according to the time of ripening or taking effect)๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม(Karma to be experiencedon here and now : effective karma )๒. อุปปัชชเวทนียกรรม (Karma to be experiencedon rebirth: karma ripening in the next life)๓. อปราปริยเวทนียกรรม(Karma to be experiencedin some subsequent becoming : indefinitely effective karma )๔. อโหสิกรรม(lapsed or defunct karma ) |
ก. จำแนกตามเวลาที่ให้ผล(๑). กรรมให้ผลในปัจจุบันคือภพนี้(๒). กรรมให้ผลในภพที่จะไปเกิดคือภพหน้า(๓). กรรมให้ผลในภพต่อๆไป(๔). กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก |
กรรมที่เกิดจากเจตนาแรกที่จะกระทำ และกระทำลงไปด้วยเจตนาแรกนั้น- กรรมที่ให้ผลในภพที่จะเกิดในภาพหน้า คือให้ผลเฉพาะในชาติหน้าเท่านั้น- กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆไปและจะติดตามให้ผลต่อไปเรื่อยๆในภพใดภพหนึ่ง- กรรมดีและกรรมชั่วที่กระทำไปแต่ไม่ให้ผลภายในเวลาที่จะออกผลได้ เมื่อล่วงเวลานั้นไปก็จะไม่ให้ผล |
|
|
ข. ว่าโดยกิจ(Classification according to function)๑. ชนกกรรม(productive karma : reproductive karma)๒. อุปัตถัมภกกรรม(supportive karma : consolidating karma)๓. อุปปีฬกกรรม(obstructive karma : frustrating karma)๔. อุปฆาตกกรรม (destructive karma : supplanting karma) |
ข. จำแนกการให้ผลตามหน้าที่(๑). กรรมแต่งให้เกิด,กรรมที่เป็นตัวนำไปให้เกิด,พาไปเกิดอย่างเดียว(๒). กรรมสนับสนุน,กรรมที่เข้าช่วยสนับสนุนหรือซ้ำเติมต่อจากชนกกรรม(๓). กรรมบีบคั้น,กรรมที่มาให้ผลบีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมนั้นให้แปรเปลี่ยนทุเลาลงไป บั่นทอนวิบากมิให้เป็นไปได้นาน(๔). กรรมตัดรอน,กรรมที่แรงฝ่ายตรงข้ามกับชนกกรมและอุปัตถัมภกกรรม เข้าตัด |
-กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เป็นตัวทำให้เกิดขันธ์ ๕ อันมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นตัวปรุงแต่ง-กรรมดีทำให้เป็นสุคติ-กรรมชั่วเป็นทุคติทั้งในขณะปฏิสนธิและเวลาที่ชีวิตเป็นไป-กรรมที่ทำให้มีสุขหรือทุกข์ในขณะปฏิสนธิและเวลาที่มีชีวิตเป็นไป-กรรมที่ให้มีสุขมีทุกข์ไม่ได้นาน-ถ้าชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศควรเป็นเศรษฐีก็ตัดรอนลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย-ถ้าชนกกรรมแต่งไว้เลวมากก็กลับหน้ามือเป้นหลังมือกลายเป็นราชาหรือมหาเศรษฐีไปเลย |
ประเภทของกรรม |
ลักษณะ/ชื่อของกรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่างกรรม |
|
|
|
รอนการให้ผลของกรรมสองอย่างนั้น ให้ขาดไปเสียทีเดียว |
|
|
|
ค. ว่าโดปากทานปริยาย(Classification according to the order of ripening)๑.ครุกกรรม(weighty karma)๒. พหุลกรรม/อาจิณณกรรม(habitual karma)๓. อาสันนกรร(deaththresholdkarma:proximate kamma)๔. กตัตตากรรม/กตัตตาวาปนกรรม (reserve kamma:casual act ) |
ค. จำแนกตามความยักเยื้องหรือลำดับความแรงในการให้ผล,กรรมให้ผลตามความหนักเบา(๑). กรรมหนัก ให้ผลก่อน(๒). กรรมทำมากหรือกรรมชินให้ผลรองจากครุกกรรม,(๓). กรรมจวนเจียน,กรรมใกล้ตาย กรรมทำเมื่อจวนจะตาย(๔). กรรมสักว่าทำ,กรรมที่ทำไว้ด้วยเจตนาอันอ่อนหรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตรง ต่อเมื่อไม่มีกรรมอื่นให้ผลแล้วกรรมนี้จึงจะให้ผล |
-อนันตริยกรรม ๕กรรมที่ซ้ำซากเช่นฆ่าสัตว์เป็นประจำ-คนจะตายจะนึกถึงกรรมที่ดีที่ทำไว้ เมื่อตายกรรมจะนำปสู่สุคติภพทันที-กรรมที่ทำด้วยเจตนาไม่สมบูรณ์เช่นทำด้วยความประมาทหรือรูเท่าไม่ถึงการณ์ จะให้ผลต่อเมื่อไม่มีกรรมอื่นให้ผลแล้ว |
ความหมายของวิบากกรรม
กรรมวิบาสรุปความหมายสำคัญๆ ดังนี้
(๑).กรรมที่กระทำลงไปย่อมให้ผล แต่จะเป็นเมื่อไรและอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยอย่างอื่นด้วย
(๒).ผลของกรรมที่ทำไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกรรมโดยสิ้นเชิงอาจเป็นอย่างอื่นที่สอดคล้องหรือเหมาะสมกันได้
(๓).ผลที่ได้ไม่ใช่ว่าจะได้รับเช่นนั้นทุกชาติไม่สิ้นสุด
(๔).ความเป็นไปในชีวิตมิใช่ผลของกรรมเก่าทั้งหมดอาจเกิดจากสมุฏฐานหรือสาเหตุอื่ก็ได้
ถ้าพิจารณาความตามจูฬกัมมวิภังคสูตร จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลของกรรมเก่าคือ
(๑).ความประณีตสวยงามหรือไม่สวยงามของรูปร่างโดยกำเนิด
(๒).การเกิดในตระกูลสูงหรือต่ำ
(๓).ความร่ำรวยหรือยากจน
(๕).ความสมบูรณ์หรืออ่อนแอของร่างกาย
(๖).ความยึดยาวหรือสิ้นของอายุ
สิ่งเหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อชีวิตบุคคลนั้นๆ ไปชั่วระยะหนึ่ง แต่เขาสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้การให้ผลของกรรมนั้นเราอาจพิจารณาได้ ๓ ระดับ คือ
๑. ระดับภายในจิตใจหรือคุณภาพของจิต การกระทำฝ่ายดีและฝายชั่ว มีอิทธิพลปรุงแต่งความนึกคิดต่างๆทุกครั้งที่ทำชั่วเช่น นินทาหรือพยาบาทผู้อื่นจะได้รับผลชั่วทันที คือเกิดอาสวะหรือกิเลสในจิตใจ ทุกครั้งที่ทำดี เช่น คิดเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นตลอดเวลา พลังความดีจะสั่งสมในจิตใจชำระจิตให้สะอาด สร้างคุณภาพสมรรถภาพที่ดีแก่จิต “ทำดีเมื่อใดก็เป็นคนดีเมื่อนั้น ทำชั่วเมื่อใดก็กลายเป็นคนชั่วเมื่อนั้น”
๒.ระดับบุคลิกภาพและอุปนิสัย กรรมีผลสร้างเสริมลักษณะทั้งดีและเลวเมื่อคุณภาพจิตสูงหรือต่ำ ก็แสดงออกทางบุคลิกภาพท่าทางอุปนิสัยใจคอ
๓.ระดับภายนอกหรือระดับทางสังคม กรรมระดับนี้จะส่งผลต่อสิ่งที่มองเห็นในชีวิตประจำวัน เช่นลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งผลนี้ทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่าเป็นผลโดยตรงของการทำดีทำชั่ว หากเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ถือว่าสำคัญนัก อาจจะมีก็ดีไม่มีก็ได้มีตรงข้ามกันก็ได้
ตัวอย่างกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ ทำชั่วได้ชั่ว เช่น
(๑). เด็กเลี้ยงโค ๗ คน ขังเหี้ยไว้จนอดโซถึง ๗ วัน แม้จะไม่เจตนากักขังไว้นานขนาดนั้น แต่ก็ทำให้สัตว์เดือดร้อน เมื่อเกิดใหม่และบวชในพระพุทธศาสนาจึงติดอยู่ในถ้ำถึง ๗ วัน เท่ากัน
(๒).ครั้นพุทธกาล นายจุนทะสูกริก มักฆ่ากินโดยวิธีการทารุณ เมื่อป่วยหนักใกล้ตาย ได้คลานสี่เท้าร้องเหมือนหมูอย่างทรมานจนถึง ๗ วัน จึงสิ้นลมปราณ
ประโยชน์ของการศึกษาหลักธรรม
ผู้ศึกษาหลักธรรมเข้าใจจะได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้ คือ
(๑). เชื่อมั่นว่าผลสำเร็จทุกด้านของชีวิตเกิดขึ้นเพราะการกระทำต้องพึ่งตนเองเป็นหลัก
(๒). เชื่อมั่นในตนเอง เป็นผู้รู้จักหน้าที่และมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง
(๓). เป็นคนหนักแน่นเข้าใจในเหตุผล ไม่เชื่องมงาย
(๔). เชื่อมั่นว่าวิถีชีวิตเป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ โดยเปลี่ยนการกระทำของตนซึ่งถือเป็นการสร้างเหตุ ปัจจัยที่จะเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญขึ้นมาเอง
(๕).เข้าใจว่ากรรม (การกระทำ) เป็นตัวกำหนดทิศทางและวิถีชีวิตของบุคคลและสังคมทุกแง่
สาธุ.......