เมื่อเช้าออกจากวัดประมาณสามโมงเช้า ตั้งใจจะไปซื้อของที่จะเอามาซ่อมบ้านและต้นไม้ ระหว่างทางเจอหนุ่มสาวห้าหกคน ยืนโบกรถอยู่ ใจรู้สึกคึกขึ้นมา แล้วภาพความทรงจำเก่าที่เคยโบกรถเที่ยวที่เกาะช้างปรากฏขึ้นในใจ ทำให้รู้สึกตื่นเต้น

พอจอดถามเห็นแววตาแห่งความหวังของแต่ละคนแล้วประทับใจ รู้สึกถึงพลังบริสุทธิ์ เขาถามว่า “พี่จะไปไหนค่ะ”

หนูจึงถามกลับว่า “แล้วพวกเราจะไปไหน”

“ไปชุมแพค่ะ”

 แล้วหนูก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม น้องอธิบายต่อว่า “จะไปชัยภูมิ ไปค่ายอาสาค่ะ”

หนูหยุดพิจารณา หนูพอมีเวลา ไม่มีอะไรเร่งด่วนในวันนี้ หนุ่มสาวเหล่านี้มีพลัง และเขาได้ให้โอกาสหนู มีส่วนร่วมในการทำความดี จึงเอ่ยไปว่า

 “งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งให้ที่ชุมแพ”

เสียงเฮ ดังสนั่นหวั่นไหวเข้าไปในใจ ทั้งบางคนจับมือกันกระโดด สีหน้าท่าทางของทุกคนแสดงถึงความดีใจ เป็นอะไรที่ยากจะบรรยาย เหมือนได้รับรางวัลตั้งแต่ตั้งใจไปส่ง

น้อง ๆ ส่วนใหญ่ตั้งใจนั่งกะบะหลัง มีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อน้องปอ มานั่งข้างหน้า พอคุยดูจึงรู้ว่า

“น้อง ๆ อยู่คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปออกค่าย ทำห้องสมุดและอาคารให้น้อง ๆ ที่โรงเรียนเล็ก ๆแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ ในช่วงวันที่ ๔-๑๔ พฤษภาคม เพื่อน ๆ และรุ่นพี่ล่วงหน้าไปก่อนกับรถคณะตั้งแต่วันที่ ๔ ที่น้อง ๆ ต้องโบกรถไปทีหลังเพราะว่า ติดสอบ พึ่งสอบเสร็จวันนี้จึงค่อยตามไปทีหลัง มีกันทั้งหมดประมาณสิบกว่าคน แบ่งกันเป็นสามกลุ่ม ๆละประมาณ ห้าถึงหกคน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังรั้งท้าย เพราะจะโบกรถกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงค่าย”

หนูฟังอย่างรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ และซาบซึ้งใจ รู้สึกขอบพระคุณทุกคนที่ให้โอกาสมีส่วนร่วมและได้ยินเรื่องราวดี ๆ น้อง ๆ ทุกคนเต็มไปด้วยพลัง มุ่งมั่นและศรัทธา

          การได้เห็น ได้รับโอกาสจากน้อง ๆ เป็นความรู้สึกซาบซึ้งและขอบพระคุณที่น้อง ๆ มาแบ่งปันพลังบริสุทธิ์และพลังแห่งความดี หนูขับรถไปส่งน้อง ๆที่ชุมแพ มีบางแว๊บของใจ ที่อยากจะไปร่วมด้วย เพียงแวะหาซื้อเสื้อผ้าสักชุด ผ้าเช็ดตัวและแปรงสีฟัน ก็น่าจะไปร่วมในค่ายได้วันสองวัน แต่สุดท้ายก็บอกตนเองว่า

“อย่าเลย เดี๋ยวจะทำให้รถชาดการโบยรถไปค่ายขาดสีสัน และเหมือนใจเกิดอาการโลภจะทำความดี ซึ่งอาจจะมากไป"

พอไปส่งน้อง ๆเสร็จก็เลี้ยวรถกลับขอนแก่น ระยะทางประมาณ ๗๗ กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ ๕๐ นาที เป็นห้วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่งดงาม ขอบพระคุณนะคะที่มาเจอกันและให้โอกาส