วันเด็กแห่งชาติกับสังคมไทยและคุณภาพชีวิต

วันเด็กแห่งชาติกับสังคมไทยและคุณภาพชีวิต

 

เมื่อถึงวันเด็กแห่งชาติทีไร พวกเด็ก ๆ มีความสนุกสนานและมีความสุขกันถ้วนหน้า วันเด็กคือวันที่ผู้ใหญ่มอบความสุขให้เด็ก ๆ ให้โอกาสเด็ก ๆ ได้แสดงออก มอบของรางวัล มอบขนมให้เด็ก ๆ เป็นพิเศษและให้พวกเขา ได้แสดงออกอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการหรืออย่างที่ดารานักร้องนักแสดงเขาทำกัน ส่วนมากก็จะเป็นกิจกรรมบนเวที ซึ่งการแสดงนั้นคงหนีไม่พ้นการเต้นและร้องเพลง ทุกวันนี้ผู้ใหญ่จะให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ เพราะถือว่า เด็กคืออนาคตของชาติ  หรือ เด็กวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ผู้ใหญ่พยายามหาโน่นหานี่หาสิ่งดี ๆ มาป้อนให้กับผู้เป็นลูกหลาน เพื่อที่หวังจะให้เขาเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม หลายที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนร่วมกันจัดงานวันเด็กกันอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสนุกสนานกันในวันนี้

แต่คงจะลืมเรื่องสำคัญไปประการหนึ่ง นั่นคือ กระบี่ที่ดี ย่อมมาจากช่างเหล็กที่ฝีมือเยี่ยม  ผมไม่ได้กล่าวถึงหนังจีนแต่ผมกำลังจะกล่าวถึง พฤติกรรมของผู้ใหญ่ ที่มีผลต่อ พฤติกรรมของเด็ก

ตามที่เป็นข่าว มีเรื่องของเด็กคนหนึ่งดูละครแล้วทำตาม คิดพยายามจะลองแขวนคอตัวเองแบบในละครจนเกือบเสียชีวิต ตามมาด้วยการพยายามจะจัดระเบียบละครกันยกใหญ่ ทำให้น่าขำ ในการแก้ปัญหาของผู้ใหญ่บ้านเรา ที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกันอย่างนี้ 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุก็มาจากพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว โรงเรียน หรือในชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ ที่จะมีผลต่อเด็กโดยตรงยิ่งกว่าในละครหรือการ์ตูนเสียอีก เนื่องจากละครนั้นเป็นเรื่องสมมติ และมีเพียงไม่กี่ฉาก แต่พฤติกรรมของผู้ใหญ่เหล่านั้น มันคือของจริง ที่ฉายย้อนไปย้อนมาไม่รู้จักจบสิ้นและไม่จำเป็นต้องสอน เพราะต่อให้พ่อแม่สอนลูกให้เป็นคนดีแค่ไหน แต่ถ้าตนเองยังทำความชั่วให้ลูกรับรู้อยู่ ลูกก็ยากที่จะเป็นคนดีได้ ดังที่โบราณว่าไว้ ร้อยคำพูด ไม่เท่าหนึ่งการกระทำ

ในการพัฒนาเด็กนั้น นอกจากจะต้องให้ความสำคัญพัฒนาการทางร่างกาย ทางสติปัญญาแล้ว ควรให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกับพัฒนาการทางอารมณ์ในตัวเด็กด้วย โดยพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความรู้ คำอธิบาย เหตุผล และทางออกที่ดีต่อต้นแบบที่ลูกกำลังเลียนแบบอยู่ โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเหมาะสม ความถูกต้อง รวมทั้งการฝึกให้เด็กรู้จักความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอ่อนโยน และการเสียสละ ซึ่งนอกจากจะทำให้เด็กแสดงออกอย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นการเพิ่มเสน่ห์และเพิ่มความน่ารักให้เด็กอย่างหนึ่งด้วย

ผู้เขียนเห็นว่าทุกวันนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจถึงความสำคัญของลูกตัวเองหรือเด็กผิดเพี้ยนไป มองว่าการอบรมขัดเกลาลูกของตัวเองนั้นเป็นเรื่องของสถานศึกษาและสถาบันสังคมอื่นๆ ที่น่าเจ็บปวดคือ พ่อแม่บางคนคิดแต่เพียงว่าตนมีหน้าที่กำเนิดและเลี้ยงดูเท่านั้น ดังนั้นเราจึงเห็นความไม่พร้อมของการเลี้ยงดูในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูกด้วยเงิน การเอาอกเอาใจที่เกินควร การปรนเปรอลูกด้วยวัตถุความทันสมัย ท่านเชื่อไหมครับว่า พ่อแม่ทุกวันนี้ไม่มีความสามารถในการเล่านิทานให้ลูกตัวเองฟัง ไม่สามารถประดิษฐ์ของเล่นให้ลูกได้ และที่รุนแรงที่สุดคือ ไม่รู้จะเลี้ยงลูกของตัวเองอย่างไร ซึ่งเกิดจากความไม่พร้อมในการทำหน้าที่ของพ่อแม่ยุคใหม่ เมื่อสื่อโฆษณาบอกว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ดีต่อเด็ก หลงเชื่อคำโฆษณา ซื้อให้ลูกกินแบบเอาเป็นเอาตายเช่นเดียวกัน โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นมิได้เกิดประโยชน์อย่างไรเลยแถมยังเพาะสร้างนิสัยความฟุ่มเฟือยเชิงถาวรแก่เด็ก

ในสังคมไทยเรานั้นเดินตามกระแสนิยมโลก ซึ่งปัจจุบันคือโลก IT แต่สิ่งที่กลับตาลปัตรก็คือผู้ใหญ่ยังคงทำตัวไม่เป็นมิตรกับเด็กเช่นเคย กล่าวคือถ้าไม่เอาแต่ดุ ก็เอาแต่ใช้กำลังใช้พระเดช หรือกลายเป็นประเภทปล่อยปละละเลย ให้แต่เงินไว้ใช้อย่างเดียว พ่อแม่หลายคนปล่อยให้ลูกอยู่กับ โทรทัศน์ เกมส์ อินเตอร์เน็ตโดยที่ตัวเองไม่รู้จักว่ามันคืออะไรใช้งานยังไง ขณะที่อีกส่วนก็ห้ามไปเสียหมด กดดันลูกสารพัด โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือผลักดันเด็ก ๆ ไปสู่ด้านมืดอย่างง่ายดายซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเราที่เห็นกันบ่อย ๆ คือ เด็กติดเกมส์ ไปมั่วสุมอบายมุข และก่ออาชญากรรม ไม่ชอบเรียน อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มีมากในทุกวันนี้

คำขวัญวันเด็กที่ไม่ว่าจะออกมาสักกี่ปี ก็เน้นเรื่อง ขยันเรียน ขยันคิด มีคุณธรรม แต่ผมว่าไม่ใช่แต่เด็ก ผู้ใหญ่เองก็ต้องขยันเรียนเช่นกัน

หลายคนเข้าใจคำว่า การเรียน นั้นต้องเกิดขึ้นในโรงเรียนเท่านั้นแต่จริง ๆ แล้วการเรียนนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่ เพราะการเรียนก่อให้เกิดความรู้ และความรู้นั้นก็คือการได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้

มีนักจิตวิทยาเคยกล่าวไว้ว่า หากอยากรู้ว่าลูกเป็นยังไง โปรดสังเกตแนวเพลงที่ลูกฟัง ตรงนี้นั้นหมายถึงว่าเราต้องรู้เท่าทัน และอย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือการกระทำเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การสอน ตัวอย่างง่าย ๆ เด็กช่วงวัยอนุบาล ประถม ช่วงนี้เป็นวัยสำคัญมากที่จะซึมซับพฤติกรรมจากผู้ใหญ่  ดังนั้นหากปล่อยเด็กกลุ่มนี้ไปอยู่ที่ ๆ ไม่ดี โอกาสจะกลายเป็นด้านมืด แบบกลับตัวได้ยากก็มีมากแล้ว

ดังนั้น เราทุกคนจะต้องมุ่งมั่นร่วมขัดเกลาเด็กให้มากขึ้น เป็นผู้มีส่วนกระตุ้นให้เด็กได้พัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้านเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมของไทยเราต่อไป

 

 

 

 

 

นายทินกร    แก้วกัญญา

เลขที่ 4 หมู่เรียน บ.ศศ.คม. 12

สาขา บริหารการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี