เว็บไซต์ 'virtualmedicalcentre' ของอาจารย์หมอจากออสเตรเลีย (Dr.Joe Kosterich) ตีพิมพ์เรื่อง 'Does an apple (or two) a day keep cancer away?' = "แอปเปิ้ลวันละผล (หรือสอง) ช่วยให้ไกลมะเร็งไหม?", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ [ virtualmedicalcentre ] 

----//----

การศึกษาใหม่ จากยุโรป รวมกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งล้านคนจาก 10 ประเทศในยุโรปพบว่า การกินผักผลไม้เพิ่มขึ้นลดเสี่ยงมะเร็ง 2.5% ทุกๆ 2 ส่วนบริโภค (portions) ต่อวัน

1 ส่วนบริโภค = กล้วยหรือส้มขนาดกลาง 1 ผล = ขนาดของผักผลไม้ประมาณเท่าฟายมือผู้ใหญ่ผู้หญิง (หงายมือ - นับเฉพาะฝ่ามือ ไม่รวมนิ้วมือ) นับความหนาประมาณข้อปลายนิ้วก้อย = ขนาดประมาณแผ่น CD

...

อ.ดร.ซูซาน ฮิกกินโบแตม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งอเมริกากล่าวว่า ถ้ากินมาพอ เช่น 6 ส่วนบริโภค (servings) ต่อวันขึ้นไป จะลดเสี่ยงได้ 11% เมื่อเทียบกับคนที่กินผักผลไม้น้อยที่สุด ฯลฯ

วิธีกินผักผลไม้ต้านมะเร็งควรจับหลัก 2 ข้อนี้ (3 key points) ได้แก่

...

(1). มากหน่อยดี กว่าน้อยหน่อย

มะเร็งนั้นไม่เป็นเลยเป็นดีที่สุด เพราะฉะนั้นถ้ากินน้อยคือ 2 ส่วน/วัน ป้องกันได้ 2.5%, เราน่าจะลองตั้งเป้าเพิ่มเป็น 4 ส่วน/วัน เพื่อให้ป้องกันได้ 5%, และจะดีมากถ้าตั้งเป้าเป็น 6 ส่วน/วัน เพื่อให้ป้องกันได้ 11%

...

(2). ผักผลไม้ แต่ละอย่างต้านมะเร็งได้ไม่เท่ากัน

ผักผลไม้มีแนวโน้มจะป้องกันมะเร็งต่อไปนี้ได้มากกว่า 2.5% คือ มะเร็งช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง กระเพาะอาหาร หลอดอาหารละก็... ผักหรือผลไม้ช่วยได้

ทีนี้ถ้าต้องการป้องกันมะเร็งปอด... ผลไม้มีแนวโน้มจะป้องกันได้มากกว่าผัก

...

(3). อย่าลืมข้อ นี้... 

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า คนที่กินผักผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้กรองกากทิ้ง หรือน้ำผลไม้เติมน้ำตาล) มากพอมีแนวโน้มจะอ้วนหรือมีน้ำหนักเิกินน้อยกว่าคนที่กินผักผลไม้น้อย

การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมีผลมากทีุ่สุดในการป้องกันมะเร็ง

...

 ติดตามบล็อกของเราได้ทางทวิตเตอร์ > [ Twitter ]

ที่มา                                                         

  • Thank virtualmedicalcentre // Source: American Institute for Cancer Research: Journal of the National Cancer Institute: April 2010.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. > 8 พฤษภาคม 2553.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.