บทเรียนชีวิต ที่จิตแพทย์อยากบอกให้โลกรู้

       อ.โย   ได้แนะนำหนังสือ"บทเรียนชีวิต ที่จิตแพทย์อยากบอกให้โลกรู้"  อ่านแล้วถูกใจครับ  นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

 

      

   

 

       ขอหยิบยกเรื่อง   "การยอมสละและการเกิดใหม่"

 

     ประเด็นหลัก  คือ  "ทุกสิ่งที่เรายอมสละไป เราจะได้กลับตืนมากกว่าเดิม"

 

     ขยายความได้ว่า   "ในการยอมสละตัวตนต่างหาก ที่ทำให้มนุษย์สามารถพบกับความเบิกบานในชีวิตอันลึกล้ำ ยาวนาน  อดทน และ มั่นคง"

 

    กระบวนการยอมสละตัวตน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในช่วงของวัยผู้ใหญ่ คือ สิ่งที่เรียกว่า การจำแนกแยกแยะ(bracketing) คือ  การจัดการให้เกิดความสมดุลและเป็นเอกภาพระหว่างความจำเป็นที่จะต้องมีความมั่นคงและการยืนยันความเป็นตัวตน(assertion of the self) ของเรา กับความจำเป็นที่เราจะต้องเสริมสร้างความรู้ใหม่และความเข้าใจที่มากขึ้น โดยการยอมสละตัวตนเป็นการชั่วคราว

 

    (ประเด็นนี้  ต้องยอมสละตัวตนไว้ชั่วคราวก่อนครับ  จึงจะเกิดการเรียนรู้ใหม่  และ ก่อนสละตัวตน  ก็ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ให้สละก่อนครับ   ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย  ใครว่าอะไรมาก็ว่าตามเขาไปหมด)

 

      การสละตัวตน  จะต้องรู้เท่าทันแนวคิดของตัวเองที่สรุปไว้ก่อนล่วงหน้า รวมถึงรู้เท่าทันความบิดเบือนทางอารมณ์ของตัวเองให้มากพอที่จะสามารถจำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ  จึงจะอยู่ในวิสัยที่ต้อนรับสิ่งแปลกใหม่ให้เข้ามาสู่โลกของการรับรู้ได้

 

    (หัวใจคัญ คือ  ต้องรู้เท่าทันความคิดตัวเองก่อนครับ  พูดง่ายๆ คือ ต้องใช้ "สติ" ให้มาก  ใช้สติ  แยก อารมณ์ของตัวเอง กับ เหตุผลที่ควรจะเป็น)

 

    วินัยของการจำแนกแยกแยะ  การปรับสมดุลทางความคิดและอารมณ์  หนือการละวางสิ่งที่คุ้นเคยนั้น จะต้องอาศัยการรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง และ ความซื่อตรงอย่างกล้าหาญ  จะต้องรู้จักการสลายยึดโยงของอัตตาตัวเอง(decentralization of the ego) เสียก่อน  ความสดใหม่ที่แท้จริงจะปรากฏขึ้นมาได้  และความพิเศษเฉพาะตัวของสิ่งของ ผู้คน หรือ เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะสามารถเข้ามาหยั่งรากในตัวเราได้

 

     (ต้องรู้จักปล่อยวาง และ กล้ายอมรับความคิดใหม่ๆ)

 

       ครับ   แนวคิดหลักของ "การยอมสละและการเกิดใหม่"  หัวใจอยู่ที่  "การฟัง"  นั่นเองครับ   และจะต้องเป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง  หรือ   การฟังแบบ  I   in  you

 

      สรุปก็คือ เป็นเรื่องเดียวกันกับ dialogue

 

       แนวคิดนี้  เป็นประโยชน์มากๆเลยครับ  ทั้งนักวิชาการ  และ  นักบริหาร

 

       เพราะทั้งสองนักนี่  เป็นที่ทราบกันดีว่าจะมี "อัตตา" สูง   ไม่ค่อยฟังใคร

 

       ประชุมทีไร   ก็พกมติมาจากบ้าน   จึงไม่ค่อยฟังใคร และ  ไม่เปลี่ยนแปลงความคิด  ประมาณว่า

 

 

      เวลามีใครมาพูดขัดแย้งความคิดเดิมของตัวเอง ก็จะมีอาการประมาณว่า

 

 

      วิธีคิดของทั้งนักวิชาการ  และ นักบริหารแบบนี้  จึงเป็นวิธีคิดที่คับแคบและหยุดนิ่ง   ไม่เกิดการพัฒนา  ไม่เรียนรู้  เพราะไม่ยอมละวางตัวตน   จึงไม่ฟังใคร  หรือ  ฟังแบบ I  in  me

 

 

   

        คนรุ่นใหม่  Generation Y   จึงต้องเป็นคนที่กล้ายอมสละตัวตน  เพื่อผลการพัฒนาครับ   ยอมสละตัวตนไป  เราก็จะได้การพัฒนาตัวเองใหม่ที่มากกว่าเดิม 

 

 

        เรื่องนี้  หัวใจอยู่ที่การฟังครับ   ประมาณว่า

 

       no   listening    no    learning