หัวข้อการวิจัย : การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
สำหรับนิสิตมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตอีสานตอนเหนือที่มีรูปแบบการเรียนต่างกัน
ผู้วิจัย : นายเด่นชัย สมปอง
ความเป็นมาของปัญหา
ปัจจุบันระบบการอุดมศึกษาไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการศึกษาบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถือได้ว่าเป็นการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ ที่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นช่องทางในการถ่ายทอดเนื้อหา เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ (ประชิต อินทกนก,2541) โดยมีการใช้ชื่อเรียกที่ต่างกันออกไปอันได้แก่ E-learning, Online learning, Web-based education, Web-based instruction, Tele-learning, Tele-hyeducation, Virtual classroom, Virtual university(ส.ก.ศ.,2544)
แต่เนื่องจากการเรียนการสอนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีความแตกต่างจากการเรียนการสอนในแบบชั้นเรียนปกติที่เรียกกันว่า Traditional Classroom Environment หรือ Face to Face (ส.ก.ศ., 2544) การที่จะทำให้การเรียนการสอนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ผลและเกิดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้อย่างสูงสุด ดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงต้องใช้วิธีการเรียนการสอนที่มีกิจกรรมการเรียนที่มีความสอดคล้องเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อรูปแบบของการเรียนการสอนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงใช้ศักยภาพของเทคโนโลยี ของระบบเครือข่ายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและทำให้ได้ผลลัพธ์และคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้อย่างสูงสุด
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT (อุษณีย์, 2542) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนหนึ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง นอกจากนั้นยังมีความจำเป็นที่จะช่วยให้การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้เพราะกิจกรรมการเรียนแบบ 4 MAT เป็นกิจกรรมการสอนที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญและพัฒนาสมองซีกซ้ายและซีกขวา ซึ่งเบอนิส แมคคาร์ธี (Bernice McCarthy) ปีค.ศ. 1980 นักการศึกษาชาวอเมริกันได้นำรูปแบบการเรียนรู้ของ เดวิด คอล์บ(David Kolb) ปีค.ศ.1976 มาประยุกต์และพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับการทำงานของผู้เรียนที่มี 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้เรียนที่ถนัดการใช้จินตนาการ (Imaginative Learners) 2) ผู้เรียนที่ถนัดการวิเคราะห์ (Analytic Learners) 3) ผู้เรียนที่ถนัดใช้สามัญสำนึก (Commonsense Learners) และ 4) ผู้เรียนที่สนใจค้นพบความรู้ด้วยตนเอง (Dynamic Learners) ซึ่งเมื่อนำเอาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกเข้ามาใช้บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการเรียนเพิ่มขึ้นนับเท่าตัว
แต่การเรียนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้นมีข้อแตกต่างจากการเรียนในชั้นเรียนปกติ ด้วยการเรียนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะเป็นการจัดให้กับผู้เรียนจำนวนมากในลักษณะของมวลชน ที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ภาษา และลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลนอกจากนี้ก็ยังอยู่ต่างเวลาและสถานที่กัน อีกทั้งผู้สอนและผู้เรียนก็มีโอกาสที่จะพบกันน้อยมาก ซึ่งผู้เรียนต้องเรียนรู้ด้วยตนเองถึง 70% ของเวลาเรียนทั้งหมด จึงทำให้มีข้อจำกัดทางการเรียนอยู่พอสมควร ประกอบการลงทุนในการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่าย ก็ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ดังนั้นการที่จะจัดกิจกรรมการเรียนและทรัพยากรการเรียนแบบเฉพาะเจาะจงให้กับผู้เรียนแต่ละลักษณะจึงเป็นไปได้ยากลำบากและที่สำคัญต้องใช้ตัวเทคโนโลยีเป็นสื่อ จึงทำให้เกิดข้อจำกัดในการออกแบบการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น
จากปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะหาทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยหลักการและทฤษฎีทางด้านการเรียนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์และการจัดกิจกรรมการเรียน 4 MAT เข้ามาช่วยในการเรียนของนักศึกษามาบูรณาการเพื่อสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียน 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ได้กับผู้เรียนทุกรูปแบบการเรียน เพื่อสนับสนุนผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและได้มีโอกาสพัฒนาสติปัญญาในทุกด้านพร้อมๆกันไป ในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้แนวทางในการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในระดับอุดมศึกษา
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในระดับอุดมศึกษา
3. เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา
4. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนต่างกันที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
คำถามการวิจัย
การเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ควรเป็นอย่างไร
สมมติฐานการวิจัย
1. นิสิตที่มีรูปแบบการเรียนต่างกันเมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2. นิสิตที่มีรูปแบบการเรียนต่างกันเมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนไม่แตกต่างกัน
ขอบเขตการวิจัย
1. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
1.1 ตัวแปรอิสระคือ รูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1.2 ตัวแปรตามคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเฉพาะการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น
3. ประชากรในการวิจัยครั้งประกอบด้วย
3.1 ประชากรที่ใช้ศึกษารูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คืออาจารย์ผู้สอนบนเครือข่ายและผู้ที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบการบริหารเครือข่าย
3.2 ประชากรที่ใช้ในการทดลองรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตอีสานตอนเหนือ ที่เรียนวิชาการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ในภาคปลายปีการศึกษา 2553
4. ในการวิจัยครั้งนี้จะศึกษาเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเท่านั้น
ระยะเวลาในการวิจัย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553
เครื่องมือการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยรวมดังนี้
1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ บทเรียนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์วิชาการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ
2. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่
2.1 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2.2 แบบวัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT
2.3 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน
ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย
ในการดำเนินการวิจัยเรื่องการนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับนิสิตมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตอีสานตอนเหนือที่มีรูปแบบการเรียนต่างกัน ครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะนำเสนอวิธีการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษารูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาและทดลองรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนที่ 3 ประเมินรับรองรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ด้วยค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการเปรียบเทียบพหุคูณ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ทำให้ได้แนวทางการรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต้นแบบที่ครอบคลุมและใช้ได้อย่างเหมาะสมกับผู้เรียนทุกรูปแบบการเรียนในระดับอุดมศึกษา
คำนิยามศัพท์
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อตอบสนองการใช้สมองซีกซ้ายและซีกขวา ทำให้ผู้เรียนซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันมีโอกาสได้เรียนและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างมีความสุข
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลต่างของระดับคะแนนระหว่างแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
รูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4 MAT บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึงองค์ประกอบ กระบวนการและกิจกรรมการเรียนที่พัฒนาขึ้นโดยใช้หลักการและทฤษฎีในด้าน การพัฒนาระบบการเรียนการสอน การเรียนบนเครือข่าย รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียน 4 MAT มาบูรณาการในการพัฒนา
สถาบันอุดมศึกษาหมายถึง สถาบันอุดมศึกษาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ในระดับปริญญาตรีอย่างเต็มรูปแบบอย่างน้อย 1 หลักสูตร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
กาญจนา พันธ์โยธี (2542)(อ้างถึงใน สมสิทธิ์ จิตรสถาพร,2545) ได้ศึกษาแบบการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยสุรนารี ตามรูปแบบของ Felder and Solomon โดยเก็บข้อมูลจากนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 718 คน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีรูปแบบการเรียนแบบการมองมิติในด้านการนำข้อมูลเข้ามากที่สุด รองลงมาคือแบบประสาทสัมผัสมิติด้านการรับรู้ ส่วนแบบการเรียนที่พบน้อยที่สุดคือแบบถ้อยคำภาษาในมิติด้านการนำเข้าข้อมูล เมื่อจำแนก เป็นรายมิติพบว่า ด้านการรับรู้ นักศึกษามีรูปแบบการเรียนประสาทสัมผัสมากกว่า ญาณหยั่งรู้ ด้านการนำข้อมูลเข้า นักศึกษามีรูปแบบการเรียนแบบการมองมากกว่าแบบถ้อยคำภาษา ด้านการจัดกระทำข้อมูล นักศึกษามีรูปแบบการเรียนแบบปฏิบัติมากกว่าแบบไตร่ตรอง ด้านการทำความเข้าใจข้อมูล นักศึกษามีรูปแบบการเรียนแบบองค์รวมมากกว่าแบบเป็นขั้นตอน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแบบการเรียนกับเพศ ภูมิลำเนา ชั้นปี กลุ่มสาขาวิชา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเภทการเข้าศึกษา พบว่าเพศ สาขาวิชา มีความสัมพันธ์กับแบบการเรียนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่เพศชายมีรูปแบบการเรียนแบบการมองมิติด้านนำข้อมูลเข้ามากกว่าเพศหญิง ขณะที่เพศหญิงมีรูปแบบการเรียนแบบประสาทสัมผัสในมิติด้านการรับรู้มากกว่าเพศชาย สำหรับนักศึกษากลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และกลุ่มสาขาเทคโนโลยีการเกษตรมีรูปแบบการเรียนแบบประสาทสัมผัสในมิติด้านการรับรู้สูงสุด ส่วนนักศึกษากลุ่มวิศวกรรมศาสตร์มีรูปแบบการเรียนแบบการมองในมิติด้านการนำเข้าข้อมูลสูงที่สุด แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิลำเนา ชั้นปี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเภทของการเข้าศึกษากับแบบการเรียน
ปรารถนา เกษน้อย(2540) ทำวิจัยเรื่องผลของการเรียนแบบร่วมมือในวิชาสังคมศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้แผนการสอน 2 แบบคือ แผนการสอนแบบร่วมมือ และแผนการสอนแบบปกติ อย่างละ 11 แผน ใช้เวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 คาบ คาบละ 50 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคือแบบทดสอบวัดความสามารถในการวิเคราะห์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสังคมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนวิชาสังคมศึกษาด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2)นักเรียนที่เรียนวิชาสังคมศึกษาด้วยการเรียนแบบร่วมมือมีคะแนนความสามารถด้านการวิเคราะห์สูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05
เอกสารอ้างอิง
สมสิทธิ์ จิตรสถาพร. (2545). การศึกษารูปแบบปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ตามลักษณะ งานที่ได้รับมอบหมายของนิสิตระดับปริญญาตรี ที่มีแบบการเรียนและบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เธียร พานิช. 4 MAT การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียน. กรุงเทพมหานคร : 2544.
อนุชัย ธีระเรืองไชยศรี. (2542).ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเรียน พฤติกรรมการเรียนของการเรียนใน มหาวิทยาลัยเสมือนที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
กำลังสนใจศึกษางานวิจัยแนวนี้เลยค่ะ