.............~>o<~..................

สวัสดีค่ะ ชาว G2K ทุกท่าน

 

 

 

อากาศบ้านเรา ร้อนซะตับจะแลบออกมาหายใจแล้ว........

แต่ยังไง ก็ต้องทนต่อไปค่ะ คิดซะว่ามันเป็นผลกรรม

ของคนทั้งโลกที่ทำร้ายโลกเรื่อยมา เลยทำให้โลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ

เราก็ต้องก้มหน้ายอมรับความเป็นจริงค่ะ อิอิ

จากบันทึกที่แล้วได้พูดถึง เรื่องของที่ผู้เขียน

ได้เข้าไปปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวัน(ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน)

ถ้าใครยังไม่ได้อ่านลองเข้าไปอ่านได้ค่ะ

คลิ๊กเลยจร้า

 

มาบันทึกนี้ตามที่บอกเอาไว้ตั้งแต่บันทึกที่แล้วว่า

จะมาเล่าเรื่องราวที่สวนเวฬุวัน ต่อค่ะว่าเป็นยังไง

หลังจากที่ได้เข้าไปทำวัตรเย็น กว่าจะทำเสร็จก็หกโมงกว่านิด ๆ

แล้วก็ต้องเดินเข้าแถว อย่างเป็นระเบียบไปทานน่ำปานะที่โรงอาหาร

น้ำปานะของที่สวน ก็จะเป็นน้ำเต้าหู้ ผสมโอวัลตินค่ะ

ก็อร่อยแปลก ๆไปอีกแบบค่ะ อิอิ

พอทานเสร็จ ซักหกโมงครึ่งผู้มาใหม่ก็เข้าไปรับศีล

แต่ผู้เขียนจะมาเล่าเรื่องราวของวันที่สองค่ะ

ว่าชีวิตของแม่ชีพราหมณ์เป็นยังไง

 

จากเมื่อวานที่เหนื่อยกับการปรับตัวที่มาอยู่ที่สวน

ก็ต้องตื่นตอนประมาณ ตี 3

เพื่อมาทำภารกิจส่วนตัว อาบน้ำแปรงฟัน

เตรียมไปทำวัตรเช้าตอน ตี 4

โหย ..... ผู้เขียนกับเพื่อนไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้มาก่อน

แต่ถ้าว่ายังไม่นอนอ่ะว่าไปอย่าง  ฮ่าๆ ๆ ๆ

แต่วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตี3 เพื่อมาทำวัตรค่ะ

ก็ได้ความรู้สึกไปอีกแบบนึง

ด้วยความคิดที่ว่าจะมีซักกี่คนที่ ได้มีโอกาส

เข้ามาปฏิบัติเหมือนพวกเราบ้าง

เราก็ต้อง Positive thinking ซะหน่อยค่ะ

 ว่าเรามีบุญนะถึงได้เข้ามา ณ.สถานที่แห่งนี้

หลาย ๆ คนอยากจะมาแทบเป็น แทบตาย

 แต่ก็มีอุปสรรคมากั้นขวาง ทำให้ไม่ได้มา......

คิดซะว่าบุญยังไม่ถึง (ก็แล้วกัน)

ถ้าวันไหนบุญถึงแล้ว ก็ได้มาเองค่ะ ฮ่าๆ ๆ  ๆ

 

นอกเรื่องมาเยอะ ต่อเลยแระกานค่ะ

จากที่ตื่นมาตอนตี 3 เพื่อมาทำวัตรเช้าเวลา ตี 4 ค่ะ

บรรยากาศก็เป็นแบบ อากาศเย็น ๆ แต่ละคนไม่มีท่าทีงัวเงียเลยค่ะ

รวมทั้งผู้เขียนด้วย ขนาดตื่นเช้าขนาดนี้

ไม่มีท่าทีของอาการง่วงนอนเลย

อาจจะเพราะบรรยากาศในห้องทำวัตร เพราะแต่ละคนสงบนิ่ง

เตรียมสวดมนต์ในตอนเช้า คิดแล้วประทับใจค่ะ

 เพิ่งมีโอกาสได้มาทำแบบนี้

 

(ก่อนอื่นเข้ามาก็ต้องไหว้พระประธานก่อนนน)

 

ทำวัตรเช้าเสร็จก็ประมาณ ตี 5 กว่า หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จ

ก็ต้องเจริญภาวนา นั่งวิปัสสนา และเดินจงกรมต่อ

 ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ

ซักประมาณเวลา 6:30 น ก็ถึงเวลาอาหารเช้า ก็เหมือนเดิมค่ะ

เดินเข้าแถวไปโรงอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้า

อาหารของที่นี่ ทุกเช้าก็จะเป็นข้าวต้มค่ะ

 

 

หลังจากที่ได้อาหารแล้ว

ก็จะเดินไปที่โต๊ะ โดยแต่ละโต๊ะนั้ง 10 คน รอจนกว่าแต่ละโต๊ะจะครบ

แล้วจึงเริ่มโต๊ะใหม่ เมื่อนั่งกันจนหมดแล้ว

เราก็จะเริ่มสวดถวายข้าวพระพุทธค่ะ

เมื่อเราได้ถวาย,ลา แล้ว ก็ทานได้ค่ะ

 

 (รูปนี้ก่อนถ่ายก็ บอกกล่าว ป้า ๆ เอาไว้ก่อนค่ะ อิอิ กลัวป้าเขิน)

  

หลังจากทานเสร็จ เราก็จะได้พักผ่อนค่ะ

เดินเที่ยวชมความร่มรื่นของสวน

 

 

 

 

 

ไหว้พระพุทธรูปต่าง ๆ ทั้งพระสิวะลี,หลวงพ่อโต,เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ

เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวต่าง ๆ ซักประมาณ 8 โมงเช้า ก็เตรียมตัว

เข้าห้องประชุม ปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนา และเดินจงกรมค่ะ

จนกระทั้งประมาณ 11 โมงก็เข้าแถวไปทานอาหารกลางวันค่ะ

ส่วนมากอาหารที่นี่จะเป็นอาหารง่าย ๆ เน้นผักค่ะ

เพราะที่นี่ การทานอาหารจะไม่ทานเพื่อ กิเลส ตัณหา และอุปทาน

แต่จะทานเพื่อความอิ่ม เพื่อที่จะได้ปฏิบัติธรรม และไกลโรคค่ะ

  

  

เมื่อทานอาหารเสร็จ ซักประมาณ บ่ายโมง

ก็เข้าห้องประชุมเพื่อเจริญภาวนาต่อ

จนถึง 4 โมงเย็นก็พักผ่อนค่ะ ซัก 5 โมงก็เข้าทำวัตรเย็นต่อ

 ต่อด้วย  เจริญภาวนาต่อ จนถึงประมาณ 3 ทุ่มค่ะ

 ก็แยกย้ายกันพักผ่อน นอนหลับ อิอิ

 

 

เล่ามาซะยาวเลย หลาย ๆ คนอาจจะเบื่อว่า

ทำไมบันทึกนี้ต้องมาเล่าเรื่องราว

การใช้ชีวิตในสถานที่ปฏิบัติธรรม

ผู้เขียนขอบอกก่อนว่า จากที่ผู้เขียนได้ไปปฏิบัติธรรมมา

ทำให้ผู้เขียนได้เห็นความจริงของชีวิตมากขึ้นว่า

 ชีวิตเราไม่ได้มีอะไรเลยค่ะ มีแค่กิน กับนอน และปฏิบัติธรรม

การอยู่แบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ ตัดจากโลกไม่มีโทรทัศน์ดู

ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ ไม่พูดคุยเรื่องไร้สาระ

ก็ทำให้สงบ แระมีความสุขยิ่งกว่าอยู่บนโลกที่วุ่นวาย

 รับรู้ข่าวสารหลาย ๆ เรื่อง  พาลปวดหัว เครียด

ถ้าคุณรู้สึกว่าเครียด หรือเบื่อหน่ายกับชีวิตทุกวันนี้

ผู้เขียนอยากขอแนะนำว่า ซักครั้งนึงลองหาโอกาส

ไปปฏิบัติธรรมดูนะคะ  แล้วคุณก็จะได้อะไรหลาย ๆ อย่าง

ทั้งความใจเย็น ความสติมากขึ้น  รับฟังผู้อื่นมากขึ้น

 และสุดท้ายเข้าใจสัจธรรมชีวิตมากขึ้น เกิด,แก่,เจ็บ,ตาย

(เพราะตามหลักที่สอน จะบอกว่า ตอนเราเกิดไม่มีอะไรมากับเรา แล้วทำไมต้องไปยึดติดกับวัตถุนอกกาย)

 

 

จากที่ผู้เขียนได้สังเกต ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม

(เอาอีกแล๊วววว AI เข้าสิงต้องเป็นคนชั่งสังเกต อิอิ)

ส่วนมากที่บอกไปแล้ว จะเป็นคุณแม่มากับคุณลูกก็ดี

มาคนเดียวก็ดี แต่ไม่แนะนำให้มาเป็นกลุ่ม แก๊งซ์ค่ะ เพราะจะคุยกัน

ซะมากกว่า ปฏิบัติอย่างจริงจัง อีกทั้งที่เห็นจะเป็นวัยรุ่นเยอะมากค่ะ

ในใจก็คิดว่า ดีจังเลยสมัยนี้ วัยรุ่นหัดเข้ามาปฏิบัติ

และ เรียนรู้ธรรมะมากขึ้น......

  

  

 

จากที่ผู้เขียนเขียนในบันทึกนี้ หวังว่าคงจุดประกายให้หลาย ๆ คน

อยากที่จะไปลองนั่งกรรมฐาน วิปัสสนา  เผื่อจะช่วยลดความร้อน

ความเครียดในใจค่ะ  ผู้เขียนไม่ได้หวังจะมาโฆษณาว่าสวนเวฬุวัน

ดีอย่างนั้น อย่างนี้ แต่คุณต้องลองไปสัมผัสดูค่ะ แล้วจะรู้ว่าทำไมผู้เขียน

ถึงภูมิใจขนาดหนัก อิอิ

 

 

 

บุญรักษาค่ะ  ^^