เกือบจะบ่ายสองโมงที่เราได้เริ่มต้นของการตั้งวงเล็กๆ เพื่อเติมน้ำแห่ง "ใจ" ให้แก่กันและกัน ข้าพเจ้าได้นัดหมายกับเภสัชจำปี ให้เตรียมการตั้งแต่เมื่อวันศุกร์เพราะในช่วงขณะนั้นข้าพเจ้าอยู่ที่จังหวัดชลบุรีและเดินทางกลับไปที่ขอนแก่น

วงเล็กๆ ... ที่มาล้อมวงคนๆ หนึ่งฟังเรื่องราวแห่ง "ชีวิตและจิตวิญญาณ"

ทำไมไม่ทำเรื่องวงใหญ่ล่ะ...

เพราะทุกคนต่างคร่ำเคร่งกับตัวชี้วัดและภาระงานอันหนักอึ้ง

"ใจ" ของเรานั้นปรารถนาอย่างยิ่งที่อยากจะให้ทุกคนมาร่วมฟัง มันคือ พลังนะ...พลังที่เราไม่สามารถจับต้องได้ หากว่าไม่ "เปิดประตูใจ" เราก็จะไม่สามารถสัมผัสพลังนี้ได้

วันนี้เราตั้งใจเชิญพี่ทิพย์...คนหน้างานตัวน้อยๆ และพี่หน่อย - นภาพร ผู้บากบั่นใช้การงานเป็นแหล่งแห่งการฝึกฝน "ใจ" ตนเอง

สองชั่วโมงกว่าสำหรับเรื่องของพี่ทิพย์...จนเราได้ขออภัยพี่หน่อยที่จะเชิญมาเล่าในครั้งต่อไป เป็นสองชั่วโมงที่อิ่มเอมใจข้าพเจ้ามาก...พี่ทิพย์เล่าเรื่องที่ตนเองเดินทางไปแข่งขันกรีฑาในงานกีฬาของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องราวที่หลายคนมองข้ามและไม่เห็นความสำคัญ แต่เป็นหน้าที่ที่พี่ทิพย์ทุ่มเท ทำเพื่อโรงพยาบาลยโสธรมาเป็นเวลา ๑๕ ปี ลงทุนเอง นั่งรถโดยสารไปเอง

หากถามว่าทำ...ทำไม...

คำตอบเดียว คือ ... เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงพยาบาล

เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่สะท้อนถึงหน้าที่ที่ตนเองพึงทำ ถามว่าผู้บริหาร คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลมองเห็นหรือให้ความสำคัญหรือเปล่า...คำตอบและสิ่งบอกเล่า ตลอดจนการสะท้อนใจของผู้นั่งฟังทั้งหลาย บอกว่า เรานั้นแทบไม่รู้เรื่อง และทึ่งต่อสิ่งที่พี่ทิพย์ทำมาตลอดสิบกว่าปี ...

หน้าที่และศักยภาพที่พี่ทิพย์ทำได้ดีที่สุดคือ การเป็นนักกีฬา ... เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานพี่ทิพย์เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ที่ทำได้เพื่อองค์กร ก็คือ การก้าวย่างไปในศักยภาพของตนเองที่มีอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง ด้วยการทำให้ผู้คนได้รู้จักโรงพยาบาลยโสธร ผ่านทักษะทางกีฬาที่ตนเองมี

ตอนที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องเล่าของพี่ทิพย์นั้น ข้าพเจ้าน้ำตาซึม และซาบซึ้งอย่างยิ่ง มีด้วยเหรอ...ที่คนคนหนึ่ง ตัวเล็กๆ มากในองค์กร หากแต่ทำบางสิ่งบางอย่าง ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน เพื่ออยากให้ผู้คนได้รู้จักโรงพยาบาลของตนเอง...

"ความศรัทธา" ความมุ่งมั่น และแรงใจยิ่งใหญ่มาก

คำพูดเพียงประโยคเดียว ของผู้นำองค์กร ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่พี่ทิพย์ได้เจอผู้นำมาก็มาก แต่มีเพียงท่าน นพ.อดิเกียรติ เอี่ยมวรนิรันดร์ นี่แหละที่ทำให้พี่ทิพย์ใช้พลังที่มีทั้งหมด ทุ่มเทสร้างตำนานและชื่อเสียง วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อคว้าเหรียญทองในการแข่งขันกรีฑาหนึ่งพันห้าร้อยเมตร เพียงเพื่ออยากให้ผู้คน ณ ขณะนั้นได้รู้จักโรงพยาบาลยโสธร

ข้าพเจ้ามองว่า...นี่คือ การเข้าถึงหัวใจ

เมื่อเราเข้าถึงหัวใจ แล้วเราจะทำให้บุคคลนั้นสามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ มันเป็นอะไรที่มีคุณค่ามากกว่า "อำนาจ" และ "การสั่งการ" ==> Authority ไม่สามารถเข้าถึง จิตวิญญาณของผู้คนได้ แต่คนที่เข้าถึงจิตวิญญาณ สามารถใช้ authority ให้มีเกิดขึ้นได้ และจะสามารถใช้ได้อย่างมี "ศิลปะ" เพราะเข้าใจ "ธรรมชาติ" ของมนุษย์ได้อย่างลุ่มลึก

สิ่งที่ท่านผู้อำนวยการปฏิบัติต่อทีมที่เป็นตัวแทน...ไปแข่งขันกีฬา เป็นสภาวะของการร่วมทุกข์ร่วมสุข และการเคียงข้าง ทำให้ได้ "ใจ" ของผู้ที่มีความตั้งใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ขณะที่เริ่มแข่ง ตลอดระยะทางพี่ทิพย์เล่าว่า แทบจะไม่มีหวังที่จะวิ่งแซงแชมป์เก่า แต่ด้วยความที่นึกถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทำให้พี่ทิพย์บอกกับตัวเองว่าตายเป็นตาย จะต้องนำเหรียญทองมาให้ท่านผู้อำนวยการให้ได้ ช่วงสองร้อยเมตรสุดท้ายจากลำดับที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของกองเชียร์ พี่ทิพย์ใช้แรงที่มีทั้งหมด เหนี่ยวนำตนเองวิ่งแซงคนแล้วคนเล่า จนมาถึงแชมป์เก่า ณ ขณะนั้นไม่คิดอะไรแล้ว นึกถึงท่านผู้อำนวยการคนเดียว และหลับตาวิ่งไม่คิดชีวิต ที่สุด...เสียงอันกึกก้อง เชียร์ เฮ...ลั่น ก้องสนามก็ทำให้พี่ทิพย์วิ่งผ่านความท้อ ความสิ้นหวัง และแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังอันยิ่งใหญ่...ได้ จนทำให้สามารถก้าวไปสู่ "เป้าหมาย" ที่ตั้งไว้...

สุดยอด...

สุดยอดของสองชั่วโมงที่ข้าพเจ้านั่งฟังอย่างที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบเทียมได้ว่า ช่างมีคุณค่าจริงๆ เป็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราว เหตุการณ์ และคำบอกเล่า นั่นก็คือ พลังแห่งจิตวิญญาณที่คนๆ หนึ่งทำเพื่อองค์กรอย่างที่ไม่มีเงื่อนไข และทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

ขอบพระคุณพี่ทิพย์ที่มาเล่าเรื่องแบ่งปันพลังดีดีในวันนี้

 

Sati_resize 
๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

บ่ายวันจันทร์