ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวนี้ มันรู้สึกเหมือนกับว่า มีก้อนอะไรสักก้อนหนึ่งวิ่งขึ้นมาจุกแน่นอยู่ที่อก มันรู้สึกเสียดาย สูญเสีย ล้มเหลว หรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่บอกไม่ค่อยถูกเหมือนกัน ...

            คุณจะรู้สึกอย่างไร  ถ้ามีหน้าที่ในการดูแลผู้เจ็บป่วย...และคุณมีความรู้มากมายที่จะจัดการกับปัญหาการเจ็บป่วยต่างๆ  มียาพร้อมสรรพที่จะบรรเทาอาการเจ็บปวดได้อย่างชะงัด แต่วันหนึ่งคุณกลับได้รับทราบข่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับรายหนึ่งที่เคยดูแลอยู่จนอาการสงบ อยู่ได้โดยไม่มีอาการรบกวนจากความเจ็บปวดเท่าใดนัก และจำหน่ายคืนเขาไป ให้แก่ครอบครัวสังคม โดยหวังว่าเขาจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ กับสิ่งแวดล้อมที่เขาคุ้นเคย กับคนที่เขารัก...แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น มันช่างโหดร้ายเมื่อทราบว่าเขาเสียชีวิต ในสภาพที่ทุกข์ทรมานจากการปวด…ปวดมาก…ปวดทุกวัน ปวดเป็นสัปดาห์ จนบุตรสาวซึ่งเป็นผู้ดูแลต้องเอาผ้าห่อน้ำแข็งมามัดรอบเอวไว้เพื่อบรรเทาอาการ ทำเช่นนี้อยู่ทุกๆวัน  ผู้ป่วยทุกข์จากความปวด จนไม่อยากกินอะไร อ่อนเพลียลงเรื่อยๆ และเสียชีวิตในที่สุด...ผู้ดูแลบอกว่า ไม่ได้พามาโรงพยาบาลเพราะหมอว่าโรคนี้รักษาไม่ได้แล้ว คิดว่าพามาหมอก็คงบอกว่าให้ทำใจ  ไม่รู้จะรักษาอย่างไร

            สำหรับฉันเอง ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวนี้  มันรู้สึกเหมือนกับว่า มีก้อนอะไรสักก้อนหนึ่งวิ่งขึ้นมาจุกแน่นอยู่ที่อก มันรู้สึกเสียดาย สูญเสีย ล้มเหลว หรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่บอกไม่ค่อยถูกเหมือนกัน ...ก็ ทำไมล่ะ บ้านผู้ป่วยอยู่ไม่ไกลไปจากโรงพยาบาลเลย หรือแม้แต่สถานีอนามัยเองก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน แต่พวกเราบุคลากรสาธารณสุขซึ่งมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข...สุขภาวะของผู้เจ็บไข้ กลับไม่รู้ว่าเขากำลังทุกข์อยู่มากมายก่อนตาย  ยาแก้ปวดหลายขนาน แม้แต่มอร์ฟีนเราก็มี แต่เขากลับไม่ได้มีโอกาสใช้มันอย่างเต็มที่...ด้วยความที่ไม่รู้  ส่วนเราเองที่มีความรู้ก็กลับไม่มีช่องทางที่จะรับรู้ได้ว่าเขาน่าจะต้องได้รับการบำบัดอาการเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้น นั่นเป็นเหตุให้เราขาดโอกาสที่จะเข้าไปช่วยเหลือเขาทั้งที่เราทำได้...ฉันเชื่อ... ว่าเราน่าจะช่วยเขาได้มากกว่านี้     
            เหตุการณ์ในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจครั้งสำคัญที่ทำให้ฉันมุ่งมั่น ทุ่มเท แสวงหากลยุทธ์ แนวทางในการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ทางทีมเราได้ดำเนินการอยู่ ให้สามารถที่จะตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของผู้รับบริการได้อย่างจริงจัง
          การให้บริการปรึกษาแก่ผู้ป่วยและครอบครัวทางโทรศัพท์ตลอด24 ชั่วโมง (Hotline EOL) การทำระบบการส่งต่อและให้คำปรึกษาแก่เครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในอำเภอปัวผ่านทางอินเทอร์เนตโดยใช้โปรแกรม Skype และกลยุทธ์อีกมากมายที่เลือกสรรมาใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายจึงเกิดขึ้น


Hotline EOL และ Skype contaction
 
          บ่อยครั้งที่มีเบอร์แปลกๆ ปรากฏขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ฉันต้องรีบรับสายเพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นของผู้ป่วยที่เคยดูแลหรือญาติโทรมาปรึกษาปัญหาหรือเปล่า ที่ต้องรีบเพราะคิดว่าผู้ป่วยส่วนมากจะเกรงใจหมอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเขาตัดสินใจโทรมา ฉันถือว่าจำเป็นสำหรับเขาอย่างยิ่งแล้ว

           ¶¶ อยากจะบอกให้รู้ว่าคิดถึง...เธอ   อยากจะให้โทรไปหาเหมือน...วันก่อน...         
          เสียงเพลงเรียกเข้าที่คุ้นเคยดังมาจากโทรศัพท์มือถือตัวเก่งตอน 4 ทุ่มกว่า...ปลุกให้ฉันงัวเงียตื่นขึ้น  เมื่อกดรับสาย สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ดูร้อนรนนัก

            “แม่เลี้ยงคับ แม่ผม...แม่ผม...” ญาติของผู้ป่วยระยะสุดท้ายรายหนึ่งกล่าวด้วยเสียงละล่ำละลัก

            …

          จำปี เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย  ที่ “หมอเติ้ล” พยาบาลชายประจำสถานีอนามัยตำบลสกาด เพิ่งไปติดตามเยี่ยมบ้าน และติดต่อศูนย์การดูแลแบบประคับประคองของ CUP ปัวมาทาง skype เมื่อบ่ายวันก่อน  รูปถ่ายแผลที่ขาหนีบของผู้ป่วยที่แนบ skype มาให้ ยืนยันได้ถึงผลลัพธ์ของการใช้น้ำผึ้งใส่แผลได้เป็นอย่างดี คุณหมอและพยาบาลซึ่งเป็นเจ้าของไข้เมื่อครั้งนอนอยู่โรงพยาบาลถึงกับกล่าวว่าแผลดีขึ้นมาก
           วันนั้น สามีและบุตรชายของผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยไม่ได้ลงมาด้วยเพราะไม่สะดวกที่จะนั่งรถนานๆ เนื่องจากจะปวดแผลมาก ทางทีมได้คุยกันถึงทางเลือกและแนวทางในการรักษากับครอบครัวอีกครั้ง
            หลังกลับจากโรงพยาบาล สามีของผู้ป่วยได้โทรกลับมา บอกว่าผู้ป่วยดูอ่อนเพลียลงมาก มีเลือดซึมออกมาที่แผลเหมือนเมื่อนอนอยู่โรงพยาบาลครั้งก่อน  สามีเธอบอกว่า อยากจะพามาโรงพยาบาลแต่ผู้ป่วยปฏิเสธ...หรือเธอจะรู้ว่า นาฬิกาชีวิตของเธอใกล้หยุดเดินแล้ว

            และคืนนั้น...เธอก็จากไปจริงๆ
            …

            ฉันได้แต่ถือหูโทรศัพท์รับฟัง รับรู้และเข้าใจถึงความทุกข์ของเจ้าของเสียง รอจังหวะที่จะปลอบโยนให้กำลังใจแก่บุตรชายของผู้ป่วย เมื่อเสียงคร่ำครวญร้องไห้เงียบไปพักใหญ่...ฉันทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ
            รุ่งเช้าฉันรีบโทรติดต่อกับ “หมอเติ้ล” เพื่อแจ้งข่าว ปรากฏว่า “หมอเติ้ล”ถูกโทรตามและรับทราบเรื่องแล้วตั้งแต่เมื่อคืน...

            จวบจนวันนี้ ...Hotline EOL ก็ยังคงดำเนินการต่อไป  

          “ถ้าปิ๊กไปอยู่บ้านแล้ว อาก๋านเปิ้นเปลี่ยนไป มีปัญหาขึ้นมาใหม่ หรือว่าบ่ฮู้จะตั๊ดสินใจ๋จะใด ต้องก๋านคำปรึกษา หื้อนึกถึงขะเจ้าเน้อ เอาเบอร์โทรนี้ไป แล้วโทรมาถามกั๋นได้ บ่ต้องเกรงใจ๋ ขะเจ้ายินดีหื้อคำปรึกษาตลอด กลางค่ำกลางคืนก็ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง...แล้วก็ หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว ตางโรงพยาบาลก็จะมีก๋านโทรติ๊ดต๋ามถามอาการเป็นระยะๆ  พร้อมกับส่งข้อมูลหื้อตางอนามัยฮู้ว่าคนไข้ปิ๊กบ้านแล้ว หมออนามัยจะไปแอ่วหาตี่บ้าน จะได้จ่วยกั๋นดูแล น้อเจ้า...”

          “ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด” เสียงสัญญาณเตือน ดังมาจากคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน...อ้อ มีคนติดต่อมาทาง Skype…“หมอนัย” จากสถานีอนามัยตำบลเจดีย์ชัยนั่นเอง...
            เป็นอย่างนี้ทุกวัน ที่ฉันต้องเปิดโปรแกรม Skype ให้ online ไว้เพราะเครือข่ายของเรารับส่งต่อข้อมูลระหว่างกันอยู่เสมอ ทั้งส่งข้อมูลผู้ป่วยให้สถานีอนามัยเพื่อการดูแลที่ต่อเนื่องในชุมชน  เป็นช่องทางในการปรึกษาเรื่องราวคนไข้รายใหม่ที่พบ และอื่นๆอีกมากมาย