หลังจากบทเรียน ๔ส๒ เสร็จลงแล้ว ฉันก็เดินทางไปพบพี่ตึ๋งเพื่อร่วมทางไปสวนป่าด้วยเมื่อไปถึงอาคาร ERTC พี่ตึ๋งเพิ่งจบกิจกรรมอบรมเสร็จสิ้นลงและกำลังกินข้าวกันอยู่น้องอิ่มลงมารับตัวขึ้นไปพบกัน

ได้เจอน้องเมี่ยงด้วย น้องเมี่ยงตัวอ้วนกลมขึ้น น้องอิ่มตัวผอมลง สงสัยโดนเจ้านายใช้งานหนัก

เจ้าภาพชวนกินไอติมกับผลไม้ นั่งคุยด้วยกันได้สักครู่ ก็แยกย้ายกันเดินทาง

น้องอิ่มกับน้องเมี่ยงพาตัวเข้ากรุงเทพฯ พี่ตึ๋งกับฉันเดินทางมาสวนป่าระหว่างทางจ้อกันมาตลอดทาง คุยกันเรื่องบ้านเมืองแล้วก็แอบนินทาพี่บู๊ดมาตลอดทาง ที่จริงก็ไม่ต้องแอบหรอกเพราะพี่บู๊ดอยู่ที่สวนป่าไม่ได้อยู่ในรถด้วย

เมื่อเข้าถึงเขตโคราช ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ไม่ได้แวะเยี่ยมแม่ยก เพราะเกรงว่าจะถึงสวนป่ามืดแล้วจะหาทางเข้าไม่เจอ

ตั้งใจจะวิ่งเข้าสตึกทางเส้นพิมายแต่คุยกันเพลิน ทำให้เปลี่ยนเส้นทางที่ตั้งใจจะวิ่งรถมาเรื่อยจนมาเข้าทางลำปลายมาศ ไม่งั้นคงมีคนทำสถิติแข่งกับน้องตฤณเรื่องเวลาแน่เลย

เข้าเขตบุรีรัมย์แล้ว ก็แวะไปซื้อตั๋วเที่ยวกลับ ไม่รอกลับพร้อมน้องตฤณเพราะว่าจะถึงกรุงเทพฯไม่ทันขึ้นเครื่อง ขอวีซ่าไว้จากที่บ้านว่าจะกลับถึงบ้านเย็นวันอาทิตย์เพื่อให้ไปร่วมงานแต่งงานของหลานชายเพื่อนสนิทของคุณสามีได้ทัน

โทรบอกพ่อครูว่าถึงบุรีรัมย์แล้ว สักครู่ก็มีเสียงพ่อครูโทรมาถามว่าอยู่ตรงไหน สงสัยว่าเราจะโอ้เอ้ช้าไปมั๊ง

ไปถึงสนามชัยก็เป็นเวลามืดแบบโพล้เพล้แล้ว สี่ตาที่ไปด้วยกันก็ช่วยกันเล็งทางว่าไปทางไหน ผ่านสนามชัยเข้าไปแล้วก็ช่วยกันทวนความจำ แล้วก็ตามเคยหลงทางเข้า ขับเลยเข้าไปถึงหมู่บ้านแล้วย้อนกลับมา เข้าไปถึงสวนป่าแล้วปรากฏว่ามืดมากๆ ไม่เห็นเงาใครเลย จนแปลกใจว่าไปไหนกันหมด จนเดินผ่านเลยมาเห็นแนวข้างบ้าน จึงเห็นแสงไฟวับๆแวมๆ อ้อ ไฟดับนี่เอง

อากาศเย็นสบายเพราะฝนตกมาก่อนเรา ๒ คนจะมาถึง โชคดีจริงที่คืนนี้ไม่ร้อน

พี่บู๊ด พ่อครูนั่งกินข้าวรออยู่แล้ว น้องตฤณอิ่มท้องแล้ว นั่งกินไปคุยกันไปได้รสชาดดี อาหารอร่อย คุยถูกคอ วิเคราะห์ตื่นใจ เรื่องราวจึงสนุกเหมือนหนังสายลับยังไงยังงั้นเชียว ใครไม่เคยฟังขอโอกาสฟังกันนะคะ ฟังๆไปพี่บู๊ดร้องโอ้โฮเลยเชียว

คุยกันจึงรู้ว่าวันนี้มีกิจกรรมให้เด็กๆปั้นพระด้วยกัน ของเขาขลังไม่ขลังวิเคราะห์เอาเองนะคะ ปั้นพระกันไปตอนกลางวัน กลางคืนยามเข้าใต้เข้าไฟ ไฟดับพรึบเฉยเลย ค่อยๆดับไล่ไปจากสวนป่าออกไปปากซอยเข้าสวนป่าซะด้วยทำได้ไง ฉันแน่ใจว่าไม่ได้พกความขลังติดตัวเข้ามาพร้อมพี่ตึ๋งแน่นอน

คุยกันจนไฟฟ้าสว่างจึงได้เห็นหน้าตากันแล้วจึงได้ทักทายกับทีมงาน หมอสุ หมออุ๊ ส่วนน้องสุชาดานั้นได้กอดกันตั้งแต่ลงจากรถ คราวนี้มีลูกศิษย์ของดร.เอเชียมาด้วย ๑ คน อ้อ น้องจิ๋มจากวงน้ำชาก็มาด้วยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว

นั่งคุยแลกเปลี่ยนเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวังของทีมหมอสุ หมออุ๊ พานักเรียนแพทย์รุ่นนี้มานั้นมีโจทย์อะไรที่ต่างไปจากรุ่นที่แล้วบ้าง ก็ได้เรื่องราวให้ใคร่ครวญพอสมควรว่าจะร่วมแจมเพื่อช่วยเด็กๆได้อย่างไร

เรื่องราวของเด็กๆรุ่นนี้ต่างจากรุ่นที่แล้วหลายอย่าง รุ่นนี้เป็นเด็กเรียนแทบทุกคน วันๆใช้ชีวิตอยู่กับกองตำราเพื่อสอบให้ผ่าน มี ๓ คนที่เคยมาสวนป่าในรุ่นที่แล้วที่มีปัญหาเฉพาะของตัว

ฟังๆแล้ว ฉันรู้สึกว่าทั้ง ๓ คนมีปมเรื่องของความกลัวในบางเรื่องบางราวของตนอยู่ในใจด้วย แต่ก็ไม่ชัดว่าเป็นเรื่องอะไร

ระหว่างนั่งคุย น้องสุชาดาก็ปรึกษาพ่อครูเรื่องกิจกรรมที่จะทำต่อในค่ำคืนนี้และกิจกรรมพรุ่งนี้ ได้คร่าวๆก็นำกลับไปบอกเล่าบรรดาเด็กๆให้ได้รับรู้

กิจกรรมยามค่ำคืน น้องสุชาดาให้เด็กไปจับคู่คุยกันเรื่องเด็กน้อย ท่ามกลางความสลัวลางของกลางคืนที่มีไฟวับๆแวมๆจากเทียนไข

คุยกันแล้วก็ให้กลับมาพบกันเพื่อแจ้งกิจกรรมและเวลานัดหมายของวันรุ่งขึ้น แล้วก็ปล่อยให้เด็กๆมีเวลาของตัวเอง ผู้ใหญ่ก็พากันมานั่งคุยต่อ เด็กแยกตัวกันไปแล้วก็ยังคุยกันต่อ ในห้องบ้าง นอกห้องบ้าง บางคนก็พาตัวไปอาบน้ำ เตรียมตัวนอน เสียงอื้ออึงของเสียงพูดคุยสำเนียงต่างๆดังก้องสวนป่าในยามค่ำคืน

ฉันแยกตัวไปอาบน้ำแล้วก็กลับลงมานั่งคุยกับพี่ตึ๋งและน้องสุชาดา BAR สิ่งที่จะทำร่วมกันในวันพรุ่งนี้ สื่อความหมายให้น้องสุชาดาได้รู้ว่าเธอคือครูใหญ่ เธอโยนไมค์มาให้เมื่อไรพวกเราก็จะรับไม้ต่อ ไม่ต้องรีรอ ตัดสินใจได้เลยเมื่อเห็นควร ปรึกษาลำดับกิจกรรมของวันรุ่งขึ้นพอเข้าใจกันคร่าวๆแล้วก็เลิกราไปนอน

อากาศคืนนี้สบายๆ ฉันชวนน้องจิ๋ม น้องสุชาดา และน้องเพ็ญ ลูกศิษย์ของ ดร.เอเชีย นอนที่ลานชั้นล่างของบ้าน นอนสบาย หลับรวดเดียวถึงเช้าเลยค่ะ

๒๓ เมษายน ๒๕๕๓