“โลมา” กลุ่มนี้ได้อาศัยประจำที่อ่าวขนอมพบได้ทุกวันตลอดปี จนได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวว่า “โลมาสีชมพู”เนื่องจากมีชนิดพันธุ์ “โลมาเผือก,หลังโหนก” ที่ลำตัวมีสีผิวสีชมพูในกลุ่มหลายตัวจนกลายเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของอำเภอขนอม
ใครฆ่า โลมาสีชมพู สัตว์น้ำอนุรักษ์
สัญลักษณ์ การท่องเที่ยวที่เมืองคอน
เรื่อง/ภาพ วชิรพงศ์ สกุลรัตน์ ประธานชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอม
ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมืองฅนคอน ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 16 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 53
นับตั้งแต่ชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอมได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 และได้เข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการเฝ้าระวังและดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่อำเภอขนอม ภายใต้การกำกับดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอมได้ร่วมทำหน้าที่ทั้งในส่วนของให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชน เยาวชนในพื้นที่และการประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ภารกิจหนึ่งในการทำหน้าที่ของชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอม คือ การอนุรักษ์พืชและสัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ในพื้นที่อำเภอขนอม ซึ่งวันนี้อำเภอขนอมมีพืชคือ “หญ้าทะเลแหล่งสุดท้ายของจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนสัตว์ที่อาศัยประจำคือ “โลมา” กลุ่มโลมาที่อาศัยและหากินประจำบริเวณอ่าวขนอมประกอบด้วย “โลมาเผือกหลังโหนก” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า souse chinensis ชื่อสามัญว่า Indo-pacific hump-backed dolphin “โลมาอิรวดี” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Orcaella brevirostris “โลมาหัวบาตรหลังเรียบ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Neophocaena phocaenoides
ปัจจุบัน “โลมา” กลุ่มนี้ได้อาศัยประจำที่อ่าวขนอมพบได้ทุกวันตลอดปี จนได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวว่า “โลมาสีชมพู”เนื่องจากมีชนิดพันธุ์ “โลมาเผือก,หลังโหนก” ที่ลำตัวมีสีผิวสีชมพูในกลุ่มหลายตัวจนกลายเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของอำเภอขนอม
วันนี้สถานการณ์ของ ”โลมา”กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงยิ่ง นับตั้งแต่ ปี 2548 ถึงปัจจุบันที่ชมรมฯได้เก็บซากโลมาที่เสียชีวิต “โลมา”กลุ่มนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 30 ตัว และตั้งแต่ปี 2549 ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง(สงขลา)ได้ร่วมกับชมรมฯในการเก็บซากจัดทำข้อมูลการเสียชีวิตตลอดจนการผ่าวิจัยหาสาเหตุการเสียชีวิตไว้ทุกตัว สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่คือติดอวนประมง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำการประมงผิดกฎหมายและประมงต่างถิ่น
ชมรมฯได้ทำหน้าที่ในการประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาตลอดเวลาแต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้สถานการณ์การเสียชีวิตของโลมายังคงมีอย่างต่อเนื่องและรุนแรงโดยเฉพาะในปี 2553 นี้เสียชีวิตถึงวันนี้ 5 ตัวล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2553 “โลมาสีชมพู”ได้เสียชีวิตอีก 1 ตัว
ชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอมเป็นองค์กรภาคประชาชนในท้องถิ่นที่ได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุด หากแต่หน่วยงานภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้แต่ประการใด ทั้งด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา กิจกรรมและงบประมาณในการดำเนินการในปี 2548 และ 2549 ก็ขาดหายไปทั้งที่โครงการ แผนงานชมรมก็ได้เสนอมาตลอดทุกปี
หน่วยงานที่จะต้องทบทวนบทบาทเพราะบกพร่องในหน้าที่อย่างรุนแรง คือ กรมประมง นับตั้งแต่ปี 2548 มาชมรมฯไม่เคยได้รับความร่วมมือใดๆ ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในส่วนของสำนักอนุรักษ์ฯก็หายไปตั้งแต่ปี 2550 เช่นกันยกเว้นส่วนงานวิจัยโดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง(สงขลา)ที่ยังคงให้ความร่วมมือในการมารับซากโลมาเสียชีวิต
วันนี้จึงขอเรียนไปยังผู้เกี่ยวข้องผ่านสื่อมวลชนโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุณาได้สั่งการให้หน่วยงานในความดูแลได้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าของท้องถิ่นจะเสียหายจนสูญหาย วันนี้รัฐได้รับประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้อย่างมากมาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช และช่วยสร้างอาชีพเสริมให้ชาวประมงเล็กชายฝั่งในอำเภอขนอมในการนำนักท่องเที่ยวชมโลมา แต่รัฐเคยให้ความสำคัญกับทรัพยากรเหล่านี้บ้างหรือไม่
อย่าให้ “โลมาสีชมพูอ่าวขนอม” คงเหลือไว้เพียงตำนานและอนุสาวรีย์เถอะท่าน