แล้วนักการเมือง ข้าราชการละ ไม่คิดบ้างหรือไม่ว่า คนที่อยู่ในพื้นที่มาทั้งชีวิต และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี จะทำตามเสียงของประชาชนบ้างไม่ได้ ทั้งที่ไม่ต้องลงทุนจ้างที่ปรึกษาของบริษัทมากมากมาย ประชาชนรากหญ้าตาดำๆนี่แหละ คือ ที่ปรึกษาที่ดีที่สุดแล้ว คุณเชื่อเหมือนผมไหมละครับ

คู่รัก นักสู้ อวยพร - สมหวัง

คุณชายน้ำขาว กับเจ้าสาวใบเขียว

เรื่อง /ภาพ : สานศรัทธา
ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมืองฅนคอน ปีที่ 1 ฉบับที่ 2  15 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์  53
 
               ในกระบวนการต่อสู้ของพี่น้องนครศรีธรรมราชแล้ว น้อยคนนักจะไม่ถึงถึงคู่รักนี้ ไปไหนไปกันตลอด  แทบไม่ห่าง เปลี่ยนความรักเป็นการรบเพื่อชุมชนมาโดยตลอด
              “พี่น้องไม่เอาเขื่อนหม้าย ไม่เอานิคมหม้าย ถ้าเขื่อนไม่เกิด นิคมไม่สร้าง ท่าเรือเชฟรอนไม่ทำ ผังเมืองไม่เปลี่ยน พวกเราไม่มีปัญหาเลย” คือ คำกล่าวนำเสมอของผู้หญิงร่างเล็กๆ ที่ใส่เสื้อสีดำสัญลักษณ์การต่อสู้นับสิบๆโครงการ มาตลอดเวลา ๑ ปี  “จับไมล์แล้วสั่น แต่สั่นสู้ เมื่อก่อนไม่กล้าจับเลย ตอนนี้ไม่ได้เห็นไมล์แล้วโดดเข้าหาเลย เราไม่สู้แล้วใครจะสู้ ออกมาพี่น้อง ออกมามากๆ ชนะแน่พวกเรา ปีนี้ยางกิโลร้อยกว่าบาทเพิ่งได้ตัด ๒ เช้าเหลย แต่ไม่พรือ สู้ถวายหัวแล้ว”
                คือคำประกาศอย่างชัดเจนเพื่อต่อสู้อำนาจรัฐ เพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด หญิงเหล็กคนนี้เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พี่พร นางอวยพร บุญพรหม ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์คลองท่าทน “วันนี้ เขื่อนคลองท่าทนเจ้าหน้าที่ระดับล่างว่าหยุดสร้างแล้ว แต่พี่พรไม่เชื่อ ตราบใดที่โครงการอื่นๆข้างล่างยังมั่วกันเหลย มันสร้างหล่าว สู้แล้วให้ถึงที่สุด ไม่กลัวตาย ไม่กลัวจน เพราะถ้าโครงการใหญ่ๆมา ทั้งตายทั้งจน ไม่เชื่อค่อยฟังคำพี่พร”
                พี่พร มักมากับหนุ่มร่างสูงใหญ่ หมวกคาวบอย ใส่เสื้อดำสัญลักษณ์รูปมือ เช่นเดียวกัน “ผมใหญ่เอียด โตที่ตรัง ดังที่นคร นอนที่เทพราช ไม่ขลาดไม่กลัวใคร”  คือ คำกล่าวของผู้ใหญ่เอียด  อดีตผู้ใหญ่บ้านเผียนบน ต.เทพราช ที่ไปไหนมาไหน ข้างหน้ารถ และข้างท้ายรถ บรรทุกคนเต็มคันมาเสมอ
                ทั้งเวทีเล็กใหญ่ เวทีสัญจรในพื้นที่ เวทีรณรงค์ต่างจังหวัด ไปไหนไปเป็นคู่เสมอๆ “ชีวิตนี้ โหม๋เราเชื่อหม้าย ไม่เคยจากกันเลย จากกันครั้งแรกตอนไปมาบตาพุด ๕ วัน รถเต็มไปกันไม่หมดต้องให้ที่นั่งเพื่อน นอนไม่หลับ พี่พรต้องเอาผ้าถุงพี่เอียดนอนคลุม แถมต้องให้พี่เอียดโทรมาหาก่อนนอน” พี่พรพูดจบ ได้ยินเสียงฮา และเรียกเสียงรอยยิ้มได้ทั่ว
                ทั้งพี่พร และ ผู้ใหญ่เอียด เป็นคนมีการศึกษาทั้งคู่  โดยผู้ใหญ่เอียดเป็นหนุ่มมาจากตรังหลานเจ้าอาวาส พักอยู่วัดในตัวเมือง ด้วยความที่เป็นหลานเจ้าอาวาสเกเรเล็กน้อย พี่พรเป็นลูกสาวชาวบ้านไปเรียนในตัวเมืองเช่าบ้านอยู่ บุพเพสันนิวาส ให้ทั้งคู่พบรักกันตั้งแต่ในหนุ่มสาว เป็นรักระหว่างเรียน พี่พรและผู้ใหญ่เอียด หากมีเวลาจะนั่งเล่า เรื่องราวความรักหนหลังอย่างน่ารักเสมอๆ จับพลัดจับพลูมาก่อสร้างสร้างตัวที่บ้านเผียนบน ต.เทพราชมาเท่าทุกวันนี้ พร้อมมีที่ดินนับร้อยๆไร่
                “เมื่อก่อน พี่พรยังไม่มีรถ เวลาเดินขึ้นมาสวน มาที่บ้าน หอบลูก จูงลูก แบกข้าวสาร เดินขึ้นมา บัดสีเพื่อนต้องเดินกลางคืน ระยะทางแค่ ๒๐ กิโล” พี่พรเล่าความหลังตอนยังสร้างเนื้อสร้างตัว  “ชลประทานสมัยนั้นมาสำรวจใหม่ๆ พักที่บ้าน ดูแลอย่างดี นำสำรวจ เขาบอกว่า ให้ไร่ละ ๓ แสน พี่พรคำนวณแล แค่ ๓๐ ล้าน ตอนนั้นฝันกลางวันแสกๆ เรียกลูกมาทุกคน แจกรถให้คนละคัน ให้เงินไปตั้งตัวเท่านั้น เท่านี้  เขาว่าไหรเห็นด้วยหมด เพราะอยากรวย”  พี่พรและผู้ใหญ่เอียดทยอยเล่ามาเป็นฉากๆ
                หลังจากนั้น ได้ไปดูงานที่มาบตาพุด ไปเห็นอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ที่เขานำน้ำไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรม ประชาชนใช้น้ำไม่ได้ ให้ต่อท่อ ๒ นิ้วต้องขออนุญาตก่อน ชาวบ้านเดือดร้อนไปหมด และเพิ่งรู้ว่า ที่ดินไม่มีโฉนด ได้แต่ผลอาสิน ค่ารื้อถอน แนวคิดพี่พร เริ่มเปลี่ยนไป “เขาหลอกเราทั้งเพ ไม่พูดจริงสักคำเดียว บอกว่าไม่สร้าง แค่สำรวจ สุดท้าย ทั้งแผนทั้งงบประมาณลงมาหมดแล้ว”  เป็นคำกล่วอย่างรันทด ที่ถูกหลอกว่าได้ค่าเวียนคืน ได้น้ำชลประทาน แต่สุดท้ายประชาชนมีแต่เสียกับเสีย
                “ถ้าให้เรายอมเอาน้ำไปให้นายทุนต่างชาติ วันนี้ให้ร้อยล้าน พันล้านก็ไม่เอา ที่บ้านขายของ ของที่โลตัสไม่ซื้อ ไม่เข้า ยอมซื้อร้านเล็กๆมาขายต่อ เราลำบากตั้งเท่าไหร่ อยู่ๆ จะมาเอาโน่น มาเอานี่ เรายอมตาย” ผู้ใหญ่เอียดกล่าวอย่างหนักแน่น
                “วันนี้ ถ้าใครมาที่บ้าน ผ่านมาทางนี้ถ้าเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำ แล้วระวังตัวให้ดี แต่ถ้ามาช่วยค้านเขื่อนมาเท่าใดพี่พรรับหมด วันนี้ใครบอกไปไหนก็ไป ให้ชนะ หรือไม่บอกถ้ารู้ก็ไป เพราะแต่ละโครงการมันเชื่อมโยงกันหมด” พี่พรกล่าวเสริมอย่างหนักแน่น
                เมื่อก่อนหากใครเจอผู้ใหญ่เอียดใหม่ๆ ได้กลิ่นเหล้าขาวเสมอๆ พูดจาเหมือนคนเมา แต่หลังจาก ๑ ปีให้หลัง จากที่ต้องเป็นแกนนำการต่อสู้ แทบไม่มีใครเห็นแกกินเหล้าอีกเลย มีก็แต่พี่พรที่บอกว่า แกแอบใส่ขวดเล็กๆ แอบกินบ้างแต่ไม่ให้ใครเห็น เป็นอีกความดีงามหนึ่ง เมื่อถูกเลือกมาเป็นผู้นำ ที่ต้องเสียสละ  และนี่ คือ ที่มาของคำว่า “เจ้าชายน้ำขาว”
               ส่วนพี่พร ผู้หญิงนักสู้ ที่ต้องต่อสู้และตรากตรำมาชั่วชีวิต เพื่อสร้างฐานครอบครัวจนประสบความสำเร็จทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่เห็นพี่พร รูดใบกระท่อม เคี้ยวก่อนออกจากบ้านเสมอ จนมีที่มาคำว่า “เจ้าสาวใบเขียว”   
             ชีวิตทั้งคู่ ของผู้ใหญ่เอียดและพี่พรมักถูกเพื่อนๆล้อๆเสมอๆว่า “พี่พรเป็นผัวของผู้ใหญ่เอียด” (ฮา)  เพราะผู้ใหญ่เอียดสนับสนุนทุกเรื่อง แต่ออกหน้าส่วนใหญ่ ขึ้นเวทีปราศรัย กำหนดเกมส์ และกลยุทธ์ต่างๆ ล้วนเป็นพี่พรแทบทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม คู่รักนักสู้คู่นี้ มีจุดลงตัว ไม่เคยทะเลาะ เบาะแว้ง ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่บ่นกับใคร และทำอะไรอย่างวิเคราะห์และชาญฉลาดเสมอ จนกลายเป็นขวัญใจและแรงบันดาลใจให้อีกหลายๆคนในพื้นที่ และนอกพื้นที่  ทั้งคู่ชอบนั่งฟังคนอื่นพูด นักวิชาการอภิปราย ไปไหนไม่เคยห่างเวที ไม่โดด ไม่หนีประชุม (อันนี้นักการเมืองควรเอาแบบอย่างยิ่ง)
                “ที่จริงพี่พร ไม่ใช่ค้านการพัฒนาทั้งหมด แต่ค้านโครงการที่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน ที่จริงฝายตัวล่างก็มี ทำให้ดีดีก็ใช้ได้ ห่างไปไม่ใช่เท่าไหร่ ทำไมต้องเอางบประมาณมาสร้างใหม่อีก บ้านเราน่าจะทำเป็นฝายเล็กๆ ทำประปาภูเขา ทำฝายแม้ว  หลังจากเรื่องนี้เงียบ พี่พรและทีมงานจะทำโฮมเสตย์ ทำเป็นหนำ มีที่พัก ใครไปใครมา ให้มีคนบ้านเรา นำเที่ยว ข้างบนมีน้ำตกตั้งหลายสายๆ สวยกว่าที่อื่นอีก”  เป็นเส้นทางฝันของคนทั้งคู่ที่อยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ตามทิศทางที่ควรจะเป็น
                แล้วนักการเมือง ข้าราชการละ ไม่คิดบ้างหรือไม่ว่า คนที่อยู่ในพื้นที่มาทั้งชีวิต และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี  จะทำตามเสียงของประชาชนบ้างไม่ได้ ทั้งที่ไม่ต้องลงทุนจ้างที่ปรึกษาของบริษัทมากมากมาย ประชาชนรากหญ้าตาดำๆนี่แหละ คือ ที่ปรึกษาที่ดีที่สุดแล้ว คุณเชื่อเหมือนผมไหมละครับ