บุคคล

บุคคลหาได้ยาก 

 บทนำ

                -พ่อแม่บังเกิดเกล้า คือพ่อตัวแม่ตัวที่แท้   มี สองคนเท่านั้น หาแทนไม่ได้ หาได้ยาก

                -พ่อตัวแม่ตัวที่แท้ ผู้พลีทำหน้าที่ของตนต่อลูกอย่างสมบูรณ์ ทำได้แสนยาก ทำได้ยาก

                 -ลูกทั้งหลาย แต่จะหาผู้เสียสละทำหน้าที่สนองคุณต่อพ่อแม่สองคนโดยเต็มที่และจริงใจนั้นไม่ค่อยมี หาได้ยาก  

ประเภทของบุคคลหาได้ยาก

       ทุลภบุคคล   แปลว่า  บุคคลหาได้ยาก     มี  ๒  ประเภท  ได้แก่

        (๑). ปุพพการี             บุคคลผู้ทำอุปการคุณมาก่อน

               -บิดามารดาบังเกิดเกล้า คือชายและหญิงผู้ให้กำเนิดและชีวิตใกล้ชิดกว่าใครหมด

                -ผู้เสียสละ ทุ่มเทเลี้ยงแสนเหนื่อยยาก  มิได้หวังตอบแทนอะไรเลย

                -พ่อแม่บุญธรรม คือเพียงอุปถัมภ์ เลี้ยงดูจนเติบใหญ่  พร้อมทั้งชุบชูชีวิตตลอดมา

        (๒). กตัญญูกตเวที     บุคคลผู้รู้อุปการะคุณที่ท่าน(คนอื่น)ทำแล้วและทำตอบแทน

                  -บุตรธิดาที่เกิดสืบสายเลือดในอกแท้  ผู้เสมือนดวงใจโดยตรงของพ่อแม่  คือลูกในไส้

                  -เด็กที่ผู้อื่นยกให้  และได้รับอุปการะชุบเลี้ยง  จนสามารถพึ่งตนเองได้คือ ลูกบุญธรรม

                  -คนภายใต้ปกครอง พักพิงอาศัยเรียนศิลปวิทยา และอบรมบ่มนิสัย คือลูกศิษย์

ความหมาย

                ปุพพการี  มาจากคำว่า”ปุพพ+การี”   แปลว่า “ ผู้ทำก่อน “ หมายถึง ผู้ที่ทำอุปการคุณให้แก่ตนก่อนหน้านี้   ,ผู้ที่มีพระคุณมาก่อน  ได้ทำประโยชน์ให้แก่เรามาก่อน  ให้ความช่วยเหลือและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ก่อนโดยไม่หวังผลตอบแทน   ,ผู้ทำอุปการะก่อนที่สำคัญที่สุดเป็นคนแรกคือ  มาดาบิดา  เพราะมารดาบิดาเป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรธิดาตั้งแต่แรกเริ่มที่บุตรธิดาถือกำเนิดในครรภ์ของท่านด้วยกรณีเช่น  ท่านคอยทะนุถนอมบำรุงลูกที่เกิดในครรภ์  ท่านคอยห่วงใยเอาใจใส่ในทุกๆด้านของลูกตลอดเวลา  ท่านยอมลำบากตรากตรำก็เพื่อลูก  เป็นต้น  และบุพการียังหมายเอาบุคคลผู้แนะนำสั่งสอนช่วยเหลืออุปถัมภ์เลี้ยงดูผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา  โดยมิได้หวังผลประโยชน์ตอบแทนแต่ประการใด  เช่น  พระพุทธเจ้า  บิดามารดา ครู-อาจารย์ เป็นต้น

                กตัญญู   มาจากคำว่า”กต+ญู “แปลว่าผู้รู้อุปการะที่คนอื่นทำแล้ว หมายถึงการรูปอุปการคุณ หรือประโยชน์ที่ผู้อื่นเขาทำแล้วแก่ตน   ความนึกคิดถึงบุญคุณที่ผู้อื่นมีต่อตน  ความรู้คุณว่าใครมีบุญคุณแก่ตน 

              ความกตัญญูนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุพการี คือรู้คุณของผู้มีคุณแก่ตน นั่นก็คือ

              -รู้ว่าผู้นั้นเจตนาทำดี   -  ความดีนั้นเจตนาเพื่อเรา  - แม้ว่าอาจไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร ก็ยังคงทำความดีนั้นเพื่อเรา   - เมื่อความรู้เช่นนี้เกิดขึ้นในใจเราและชื่นชม  ซาบซึ้งต่อการกระทำนั้น     ตัวอย่างเช่น

เด็กชายสุรชัยระลึกถึงบุญคุณของเด็กชายเด่นที่แบ่งกับข้าวให้รับประทานทุกวัน เป็นต้น

                 กตเวที  หมายถึง การประกาศอุปการคุณ (คุณความดี)ที่ผู้อื่นได้กระทำแล้แก่ตนให้ปรากฎต่อสาธารณชน  ,การตอบแทนหรือการสนองบุญคุณที่ผู้อื่นมีต่อเรา  , การตอบแทนความดีแก่ผู้มีบุญคุณแก่เราโดยการรู้บุญคุณนั้นเป็นไปด้วยความซาบซึ้ง ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำ  และการตอบแทนนี้ก็กระทำด้วยการทำความดีตอบ ไม่ใช่การใช้หนี้ ทั้งนี้เพราะบุญคุณที่คนเรากระทำแก่กันนั้นไม่หมดไป การตอบแทนคุณเป็นสิ่งที่เกิดตามการรู้คุณโดยอัตโนมัติ  ถ้ารู้คุณแต่ไม่ตอบแทนคุณก็เรียกว่าไม่รู้คุณจริง เว้นแต่จะไม่มีโอกาสตอบแทนคุณได้ แต่ถ้ามีโอกาสทำได้แล้ว คนที่รู้คุณคนจะตอบแทนคุณเสมอ ซึ่งจะเป็นไปตามกตัญญูมาโดยอัตโนมัติ

                กตัญญูกตเวที  มีความหมายรวมว่า  บุคคลที่ระลึกถึงความดีที่ผู้อื่นกระทำไว้แก่ตนและหาทางตอบแทนคุณความดี

                ความมีกตัญญูกตเวทีนั้นเป็นที่ประเสริฐ หากบุคคลใดรู้จักคุณและตอบแทนคุณที่ผู้อื่นได้ทำแก่ตนแล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นคนดีมีแต่คนสรรเสริญ  ดังนั้น ทั้ง ๒ คำนี้จึงมาด้วยกันเสมอ เพราะจะต้องรู้จักกตัญญูก่อนแล้วจึงแสดงกตเวทีในทางที่ถูกที่ควรด้วยการคำนึงถึงคุณะรรมข้ออื่นๆ ศีลธรรมหรือกฎหมายอีกด้วย

วิธีตอบแทนคุณ

                การตอบแทนบุญคุณต้องอาศัยหลักการบูชามาเป็นหลักการตอบแทนคุณทำให้เกิดข้อปฏิบัติแก่บุพการี  ดังนี้

                (๑). ตอบแทนด้วยการให้สิ่งของที่ควรให้ (อามิสบูชา) เช่น ให้ของกินของใช้ที่ไม่มีโทษ ให้สิ่งที่แสดงความเคารพนับถือตามประเพณี เช่น ชาวอีสานให้ผ้า ชาวภาคกลางให้พวงมาลัย เป็นต้น หรือตอบแทนในสิ่งเดียวกัน เช่น พ่อแม่เลี้ยงเรามา  เราก็เลี้ยงท่านตอบด้วยการเลี้ยงดูท่าน เป็นต้นบางครั้งแม้ผู้ให้มีวัยสูงกว่าก็ยังสามารถให้ด้วยความเคารพได้คือเคารพความดีนึกถึงความดีของผู้ที่ตนให้มิใช่นึกถึงวัย

                (๒). ตอบแทนด้วยการปฏิบัติบูชา หรือการทำความดีให้ปรากฎ เช่น

              -การปฏิบัติตนเป็นคนดี อาทิเช่น  พ่อแม่เลี้ยงดูเรามา เราก็ตั้งใจเรียน ประพฤติตนเป็นคนดีรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล  ฯลฯ

                -การปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นคุณ ไม่มีโทษ ก็ควรปฏิบัติตามซึ่งจัดเป็นการแสดงความเคารพเชื่อถือท่าน

                -ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของท่านตามความสามารถเช่นรับใช้ทำกิจธุระให้ความสะดวกต่างๆ เช่นนักเรียนลบกระดานให้ครู-อาจารย์  ช่วยครูยกอุปกรณ์การสอน เป้ฯต้น จัดเป็นการตอบแทนโดยควรแก่หน้าที่

                -ช่วยดูแลรักษาสุขภาพของท่านในยามเจ็บป่วยและหมั่นเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขอยู่เสมอ

                -สรรเสริญท่านให้เป็นที่ปรากฎในสังคม ให้คนทั่วไปเห็นคุณงามความดีของท่าน

ทำไมจึงชื่อว่าบุคคลหาได้ยาก

                บุพการีบุคคลหาได้ยาก เพราะ

                คนส่วนมากทำอะไรก็หวังผลตอบแทน เช่น อยากได้ผลประโยชน์ อยากได้หน้าได้ตา อยากได้รับคำชมเชย เป็นต้น

                คนส่วนมากพอใจที่จะได้ รับผลประโยชน์จากผู้อื่นมากกว่าจะเป็นผู้ให้

                คนส่วนมากทำอะไรก็กลัวเสียเปรียบผู้อื่น จึงไม่กล้าลงมือทำความดีแก่ผู้อื่นก่อน มีแต่จะคอยรอให้คนอื่นทำก่อน

                คนส่วนมากแม้จะคิดช่วยเหลือผู้อื่น ก็มักจะไม่ได้ทำด้วยความจริงใจและไม่ทำจริงใจหวังเพียงเป็นบุญคุณเท่านั้น

                การกระทำประโยชน์แก่คนอื่น  ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งมีความเสียสละมาก

                การทำความดีของบุพการีบุคคลนั้น ต้องบริสุทธิ์ใจ มีคุณธรรม เช่น เมตตา กรุณา เป็นต้น

                กตัญญูกตเวทีบุคคล   หาได้ยากเพราะ

                คนจำนวนมากได้ดีมีความสุขแล้วมักลืมตัว ลืมผู้เคยมีอุปการะแก่ตน

                คนจำนวนมากเห็นแก่ตัว อยากได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว

                คนจำนวนมากแสวงหาผลประโยชน์โดยมิได้คำนึงถึงว่าผู้อื่นมีคุณความดีที่ตนได้พึ่งพาอาศัยอย่างไร

                คจำนวนมากเมื่อจะตอบแทนคุณแก่ผู้ใดมักจะทำเพียงเพื่ออวดตนแก่ผู้อื่นว่าตนมีความกตัญญูกตเวที มิได้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและจริงจัง

                คนจำนวนมากเมื่อจะตอบแทนคุณแก่ผู้ใดมักจะทำเพียงเพื่ออวดตนแก่ผู้อื่นว่าตนมีความกตัญญูกตเวที มิได้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและจริงจัง

                คนจำนวนมากมักเมินเฉยต่ออุปการะที่คนอื่นทำแก่ตน โดยคิดเสียว่าเขาอุปการะอุหนุนเอื้อเฟื้อแก่ตนเพียงนิดหน่อยหรือเขาทำตามหน่าที่ของเขา

                คนบางคนแสดงให้เขาเห็นว่าตนเป็นคนกตัญญูกตเวทีเพราะหวังผลประโยชน์บางอย่างจากเขา

ประเภทของบุพการีบุคคล

                บุคคลที่มีอุปการคุณมาก่อน จำแนกออกเป็น   ๔ ประเภท ได้แก่

                (๑). พระพุทธเจ้า                    (๒). พระมหากษัตริย์

                (๓). ครู-อาจารย์ อุปัชฌาย์        (๔). บิดามารดา

ประเภทของกตัญญูกตเวทีบุคคล

                ความเป็นผู้มีกตัญญูรู้คุณของท่านนั้นถือว่าเป็นเหตุ   ส่วนความเป็นผู้มีกตเวทีตอบแทนคุณของท่านนั้นถือว่าเป็นผล  รวมทั้งหมดแล้วเรียกกันว่า” กตัญญูกตเวทีบุคคล”  มี ๔ ประเภท ได้แก่

                (๑). พุทธศาสนิกชน (พุทธบริษัท)   
                (๒). ประชาราษฎร์ (ราษฎรชาวบ้าน)/พสกนิกร
                (๓). สัทธิวิหาริก และอันเตวาสิก (ลูกศิษย์)   
                (๔). บุตรธิดา (ลูกชายหญิง)

                อีกอย่างหนึ่ง บุคคลที่มีอุปการคุณแก่เรามากมายนั้น  อาจแบ่งตามความใกล้ชิดกับเราได้เป็น ๔ สาย คือ

                (๑). ทางสกุล  ได้แก่  บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุงป้า  น้า อา    ท่าเหล่านี้มีอุปการคุณแก่เรา ทั้งเป็นผู้ที่ให้กำเนินดูชีวิตเลี้ยงดูเรา  ให้อุปการคุณเลี้ยงดู รักใคร่เรามาตั้งแต่เด็ก  ให้ความเมตตา คอยปกป้องรักษาห่วงใยเราอย่างยิ่ง  เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงมีหน้าที่ตอบแทนคุณท่านด้วยวิธีต่างๆ เช่น

              -เลี้ยงน้ำใจท่านด้วยการแสดงความเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนท่าน ไม่หัวดื้อถือดี

                -เลี้ยงน้ำกายท่านด้วยการให้สิ่งของแก่ท่าน

                -รักษาน้ำใจท่านให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

                -ไม่ทะเลาะวิวาทกันในหมู่พี่น้อง

                -ดำรงวงศ์ตระกูลและประพฤติตนให้สมควรที่จะรับทรัพย์มรดก

                -คอยปรนนิบัติอุปัฏฐากท่านด้วยหยูกยาในยามที่ท่านไม่สบาย

                -คอยรับใช้และช่วยเหลือกิจการท่าน ไม่เกียจคร้าน รู้ว่าท่านชอบอะไรถ้าไม่เหลือวิสัยก็หาให้ท่าน เช่นช่วยทำงานบ้าน เป็นต้น

                -ยอมสละชีวิตตนเพื่อท่านได้ในยามที่ท่านตกทุกข์ได้ยากหรือมีภัยมาถึง

                -ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียรให้มีความรู้ดีและตั้งใจประพฤติดี

                -สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล ไม่ทำความเสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูล

สายธารน้ำใจของพ่อแม่

                (๑). ห่วงใยชีวิตลูกยิ่งกว่าตนเอง พยายามป้องกันมิให้ถูกชักจูงหลงผิดจนเสียคน

                (๒). สร้างอนาคตสดใสให้ โดยการปลูกฝังให้มีนิสัยทำงาน มีสมบุติผู้ดีมีสกุล

                (๓). เสียสละทุกสิ่งด้วยน้ำใจจริง ทุ่มเทสนับสนุนลูกให้มีความรู้และอาชีพเป็นหลักฐาน

                (๔). รอบรู้ทำหน้าที่ได้ทุกอย่าง กระทั่งยอมเป็นหนี้ ด้วยความยินดีกับความสำเร็จของลูก

                (๕). ตัดลูกไม่ขาด ต้องอุปการะถึงที่สุด และยกทรัพย์มรดกให้ในสมัย

หน้าที่รับผิดชอบที่ลูกควรทำ

                (๑). ลูกควรมีใจเมตตากรุณา ไม่เห็นแก่ตัว ควรบำรุงเลี้ยงพ่อแม่เมื่อท่านแก่เฒ่า

                (๒). ตนเองคือเลือดเนื้อและที่รักของพ่อแม่ จึงควรเอาอกเอาใจท่านให้ชื่นบานเสมอ

                (๓). ทำตนเป็นคนว่าง่าย รักษาจารีตอันเป็นมรดกล้ำค่าของตระกูลไว้ให้มั่นคง

                (๔). ประพฤติตนเป็นทายาทที่น่าไว้วางใจ สมกับที่ท่านรักและห่วงใย

                (๕). เมื่อท่านสิ้นชีพ ก็กระทำบุญกุศลสนองความดีมีน้ำใจของท่าน

วัฒนธรรมด้านจิตใจ

                (๑). การเลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีความสุข เป็นวัฒนธรรมอันดีของสังคมมนุษย์

                (๒). ให้รู้คุณค่าแห่งชีวิต เทิดทูนปูชนียบุคคลสำคัญประจำตระกูล

                (๓). สงวนเอกลักษณ์ของครอบครัวไทย ให้คงอยู่เป็นแบบแผนที่น่ายกย่องคู่โลกสืบไป

                (๒). ทางการศึกษา     ได้แก่  ครู-อาจารย์  อุปัชฌาย์   ท่านเป็นผู้มีคุณแก่ศิษย์รองจากบิดามารดา นั่นก็คือ เป็นผู้ปลูกฝังและถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์โดยตรง อบรมสั่งสอนให้ศืษย์มีความรู้ความคิดและความสามารถที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเลี้ยงชีวิตในอนาคต  มีความหวังดีต่อศิษย์ปรารถนาให้ศิษย์เป็นผู้มีคุณธรรม ประพฤติตนในทางที่ถูกที่ควร  มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและการงานให้เรียนดีด้วยการถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้แก่ศิษย์อย่างถูกต้อง แนะนำดีด้วยการอบรมพร่ำสอนให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดีงามและยกย่องให้ปรากฎในเพื่อนฝูง เป็นต้น   ศิษย์จึงมีหน้าที่ตอบแทนคุณท่าน เช่น

                -แสดงความเคารพนับถือด้วยการให้ความยกย่องนับถือด้วยกิริยาวาจานบนอบ

                -ตั้งใจเรียนเชื่อฟังในสิ่งที่ท่านสอน

                -ไม่เกียจคร้านและประพฤติตัวตามคำอบรมสั่งสอนของท่าน

                -มีน้ำใจให้วัตถุสิ่งของตามควรแก่อัตตภาพ       -เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ มีความเชื่อฟัง

                -ไม่ทำความชั่ว ตั้งตัวอยู่ในความดีงาม

                -ทำการปรนนิบัติอุปัฏฐากด้วยการเข้าไปคอยรับใช้ในบางโอกาสที่เห็นสมควร

                (๓). ทางการปกครอง  ได้แก่ ประมุขของประเทศ หรือองค์พระมหากษัตริย์    ทรงมีพระคุณต่อประชาราษฎร์เป็นอย่างมาก  เพราะทรงเป็นที่รวมจิตใจของคนทั้งชาติให้มีความรักใคร่สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันเป็นเหตุให้ประเทศชาติรอดพ้นจากภัยอันตรายที่มาคุกคามได้  และทรงมีทศพิธราชธรรม เห็นความสุขสงบร่มเย็นของพสกนิกรมากกว่าความสำราญส่วนพระองค์ เป็นต้น  ประชาราษฎร์มีหน้าที่ตอบแทนคุณด้วยการแสดงความเคารพ ตั้งใจเป็นพลเมืองดีของชาติ มีความรักชาติ ไม่คิดทรยศต่อชาติ บ้านเมือง  รักษาความมั่นคงโดยทางตรงเป็นทหารและตำรวจ และโดยทางอ้อมก็คอยสอดส่องดูแลสิ่งที่มีผลร้ายต่อความปลอดภัยของชาติ  เทิดทูนพระเกียรติในโอกาสอันควร  ปกป้องพระองค์ไว้ด้วยชีวิต  ปฏิบัติตนตามพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาท เป็นต้น

                (๔). ทางศาสนา  ได้แก่  องค์ศาสดาของแต่ละศาสนา (ศาสดาคือ ผู้ประกาศหรือสถาปนาศาสนา ) ในที่นี้จะกล่าวถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสวงหาทางหลุดพ้นให้แก่มวลมนุษย์ ทรงสอนให้มนุษย์กระทำความดีละเว้นความชั่ว  ทรงให้หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคลให้ประพฤติตนในทางที่ถูกต้อง อันเป็นผลทำให้ประเทศชาติและสังคมเกิดความสงบสุขร่มเย็น เป็นต้น   พุทธบริษัทพึงตอบแทนพระคุณโดยการแสดงความเคารพบูชาพระรัตนตรัยอันเป็นเครื่องหมายแทนองค์ศาสดา  ช่วยทำนุบำรุงศาสนาให้เจริญถาวรด้วยการรู้จักทำบุญตักบาตร  และช่วยจรรดลงศาสนาให้คงอยู่ต่อไปด้วยการช่วยทำนุบำรุงชาติให้มั่นคงเพราะถ้าไม่มีชาติ  ศาสนาก็ดำรงอยู่ไม่ได้

ความสำคัญของบุพการีบุคคลและกตัญญูกตเวทีบุคคล

                (๑). ถ้าไม่มีคน ๒ จำพวกนี้ คนก็จะอยู่กันโดยปราศจากน้ำใจ ไม่มีความเคารพนับถือกันและความรู้สึกที่ดีงามต่อกัน

                (๒). ถ้ามีคน ๒ จำพวกนี้ ก็จะเกิดมีเครื่องผูกพันประสานยึดเหนี่ยวมนุษย์ไว้ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน คุมสังคมให้อยู่รอดได้

                (๓). ถ้าไม่มีบุพการีบุคคลที่มีความประพฤติที่ดีงามแล้วมนุษย์ก็จะไม่รู้จักความเสียสละ คิดเห็นแต่ประโยชน์ของตนเอง

                (๔). ถ้าไม่มีกตัญญูกตเวทีบุคคลแล้ว มนุษย์ก็จะไม่รู้จักคุณค่าของความเสียสละ การบำเพ็ญความดีต่างๆ และไม่เคารพบูชาปูชนียบุคคล รวมทั้งไม่มีใครคิดที่จะทำความดีเพ่อบูชาความดีของบุพการีบุคคล

ประโยชน์ของความมีกตัญญูกตเวที

                (๑). เป็นเครื่องแสดงความเป็นคนดีของตนเอง (ผู้กระทำตอบ) ทำให้คนทั่วไปรักใคร่นับถือ

                (๒). ทำให้มีการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ในสังคมเดียวกัน

                (๓). ทำให้คนมีความรักใคร่กันช่วยเลหลือกันเมื่อยามตกยาก

                (๔). ทำให้เกิดความอบอุ่นในสังคมไม่โดดเดี่ยวและว้าเหว่

                (๕).ทำให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียวกันในสังคม

พุทธศาสนสุภาษิต

             นิมิตฺตํ      สาธุรูปานํ      กตญฺกตเวทิตา     :  ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”

          ดังนั้น บุคคลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากมากในสังคม  การเป็นหนึ่งในบรรดาบุคคลหาได้ยากนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นเครื่องหมายของคนดี หากในสังคมใดมีบุคคลหาได้ยากดังกล่าว สังคมนั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นสังคมแห่งความดีงาม มีความสันติสุขโดยทั่วหน้า