ที่จริงแล้ว หากเราเข้าไปใน Google แล้ว Search คำว่า "มโนราห์" จะได้ผลการค้นหาประมาณ 145,000 รายการ และถ้าเกิดชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่า "มโนราห์ตัวอ่อน" ก็จะได้ผลการค้นหาประมาณ 16,800 รายการ ซึ่งจำนวนนี้เพียงพอไหมที่จะเป็นฐานความรู้ที่เป็น "มรดกทางวัฒนธรรม"

อันที่จริงแล้ว การเก็บมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อทำฐานความรู้นั้นไม่ได้อยู่ที่จำนวนว่ามากหรือน้อย แต่จุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "ทำหรือไม่ทำ"

เพราะจุดหลักของการทำงานใด ๆ ก็คือ "การเรียนรู้" คนทำได้เรียนรู้ คนไม่ทำไม่ได้เรียนรู้

ในชีวิตของคนเราทุกคนคือการเรียนรู้ ดังนั้นการที่เราได้มีโอกาสไปประสบกับเรื่องราวใด ๆ เราควรที่จะศึกษาลงไปให้ลึก เพื่อที่จะได้ทราบถึงราก ถึงเหง้าในเรื่อง ในราวนั้น ๆ

ไม่ใช่ว่าเราอยากจะรู้เพื่อที่จะรู้มาก เพื่อที่จะเก่ง แต่ครั้นเมื่อเราศึกษาลงไปลึกแล้ว เราจะเห็นบริบทที่เชื่อมโยงกันระหว่างวิถีชีวิต วัฒนธรรม ทุนชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเห็นการเชื่อมโยงของอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถทำให้เรามองแนวทางความเป็นไปในอนาคตในเรื่องที่เราเข้าไปศึกษานั้นได้

การเก็บมรดกทางวัฒนธรรม ควรจะต้องเริ่มจากฐานที่มีและเชื่อมโยงไปในหลากหลายมิติ สานกันให้เป็นเครือข่ายแบบใยแมงมุม เพื่อที่จะสามารถมองจุดเชื่อมที่จะอธิบายสังคมในภาพรวม

ถ้าเราฝึกหาข้อมูลในเชิงลึกเราจะเป็นคนที่มองโลกกว้าง ถ้าเราฝึกหาแต่ข้อมูลกว้าง ๆ เราจะเป็นบุคคลที่มองโลกแคบ

งานใดที่ไม่ได้เสียเหงื่อ ไม่ได้ปาดน้ำตา งั้นนั้นจะไม่ทรงคุณค่า

เหมือนกับนักกีฬาที่เป็นแชมป์โอลิมปิค เข้าต้องเสียเหงื่อ เสียน้ำตา ทุ่มเทเวลาในการฝึกซ้อมกว่าที่จะได้เข้าแข่งโอลิมปิค เมื่อเข้าแข่งแล้วก็ไม่ใช่ทุกคนอีกที่จะได้เหรียญ ครั้งแรกแพ้ ครั้งที่สองกลับมาก็ฟิตซ้อมให้หนักกว่าเก่า ต้องสู้ ต้องอดทน เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงเส้นชัยหรือแท่นรับเหรียญรางวัลให้ได้...

ล้วงให้ลึก ทำงานให้หนัก ไม่มีอะไรไกลเกินเอื้อม...

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓


ที่มาจากบันทึก Gotoknow Forum : มรดกทางวัฒนธรรม