ธรรมมีอุปการะมาก

 พหุปการธรรม 

             วันนี้ขอพูดถึงหลักธรรมที่เป็นเครื่องสนับสนุนช่วยเหลือให้เราไม่ตกไปในที่ไม่ดีหรือทางชั่ว นั่นก็คือ หลักพหุปการธรรม   ซึ่งมีนัยอรรถาธิบาย ดังนี้

          พหุปการธรรม  มาจากคำว่า  พหุ+อุปการ+ธรรม”  แปลว่ารูปศัพท์”ธรรมมีอุปการะมาก”   หมายถึง  คุณธรรมที่เสริมสร้างทางดำเนินชีวิตให้ก้าวหน้าและสูงส่ง  , คุณธรรมที่ส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติงานให้สำเร็จเรียบร้อยรอบคอบ

          พหุปการธรรม  มี  ๒  ประการ  ได้แก่

          ๑. สติ  ความระลึกได้       นึกถึงตนเองอยู่ตลอดเวลาโดยละเอียดถี่ถ้วน คือไม่พลั้งเผลอจนไม่รู้สึกตัว

          ๒. สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว   ควบคุมกระแสจิตให้จดจ่อปรากฎปกติและสม่ำเสมอด้วยความระมัดระวังมั้นคง

        สติ  ความระลึกได้     มีรูปวิเคราะห์ว่า  สรตีติ  สติ   แปลว่า   ธรรมชาติใดย่อมระลึกได้  เพราะเหตุนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า  สติ     หมายความว่า  การระลึกนึกถึงสิ่งที่ได้กระทำออกไปทั้งทางกาย (การกระทำ)วาจา(คำที่พูด) และใจ(เรื่องที่คิด)  ในอดีตกาล  ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล (ก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิด)    ซึ่งอาจกล่าวสั้นๆได้ว่า  สติ  คือความไม่ประมาท  ความรอบคอบ  และความไม่พลั้งเผลอ   ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับการระลึกถึงทั้งในอดีต  ปัจจุบันและอนาคต    ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งการทำพูด คิดนั้นให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ให้เป็นในทางที่ผิด เปรียบเสมือนคนขับรถคอยบังคับรถให้ไปตามทางที่ถูกต้อง ไม่ให้ผิดพลาด   กล่าวคือ  เมื่อก่อนจะทำ พูด คิด ก็มีความนึกได้อยู่เสมอว่า เมื่อทำ พูด  คิด  ไปแล้วจะมีผลเป็นเช่นไร  จะดีหรือไม่ดี  มีประโยชน์หรือไม่มี   ถ้าคนมีสติระลึกได้อยู่เช่นนี้ จะทำ พูด หรือคิด

         สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว    มาจากคำว่า”  สํ +ป+ชา “  หมายความว่า   การรู้ตัวว่าในขณะเวลาที่ตนกำลังทำ  พูดและคิดอะไรอยู่   มีความรู้ตัวและใจจดจ่ออยู่เสมอ   ความรู้ชัดเข้าใจชัดถึงสิ่งที่นึกได้ในขณะที่กำลังกระทำทั้งทางกายวาจาและใจ   เป็นเครื่องสนับสนุนสติให้สำเร็จตามความต้องการ ฉะนั้นสัมปชัญญะจึงมีความเกี่ยวข้องกับปัจจุบันเท่านั้น  กล่าวคือ  การรู้ตัวในขณะที่ทำ  คำที่พูด  สิ่งที่คิด ซึ่งมีสติควบคุมอยู่ก่อนทำ ก่อนพูด  ก่อนคิด  สัมปชัญญะช่วยประคับประคองอีกชั้นหนึ่ง ให้การทำ การพูด การคิดดำเนินไปในทางที่ถูกต้องที่สุด 

          ลักษณะของสัมปชัญญะที่ดีนั้นจะประกบด้วยปัญญาเสมอ  นั่นคือ 

             ๑). รู้ตัวว่ากิจที่ตนกำลังทำนั้นเป็นประโยชน์ หรือไม่

             ๒). รู้ตัวว่ากิจที่ตนกำลังทำนั้นเหมาะสมกับตน หรือไม่

             ๓). รู้ตัวว่ากิจที่ตนกำลังทำนั้นเป็นความสุขหรือความทุกข์ หรือไม่

             ๔). รู้ตัวว่ากิจที่ตนกำลังทำนั้น เป็นความงมงาย  ความงดงามหรือไม่

          ท่านนักปราชญ์ได้เปรียบร่างกายของคนเราเสมือนบ้าน   ส่วนสติสัมปชัญญะเปรียบเสมือนกับรั้วบ้านหรือกำแพงบ้านนั่นเอง

          สติกับสัมปชัญญะ เป็นธรรมคู่กัน สติควบคุมก่อนทำ พูด คิด   หรือควบคุมในวงกว้าง  สัมปชัญญะควบคุมในขณะทำ พูด คิด  หรือในวงจำกัดเข้ามา  เมื่อมีทั้งสติและสัมปชัญญะจะเป็นการควบคุมการทำ  พูด คิด ที่ถูกต้องรัดกุมที่สุด     ในกรณีที่พูดถึงสติอย่างเดียวก็หมายความรวมถึงสัมปชัญญะด้วย     ในกรณีที่มีทั้งสติและสัมปชัญญะก็มีความหมายเฉพาะตัวของแต่ละอย่างไป

          สติและสัมปชัญญะเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะคอยควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ทำให้การประกอบกิจต่างๆ เป็นไปในทางที่ถูกต้อง  ไม่ให้ผิดพลาด มีแต่ทำความเจริญก้าวหน้าให้แก่ผู้มีสติและสัมปชัญญะเป็นธรรมประจำใจ   ธรรม ๒ ประการนี้เปรียบดังบิดามารดาที่มีอุปการะมากแก่บุตรที่คอยพร่ำสอนบุตรให้เว้นความชั่ว  ประพฤติแต่ความดี  และคอยคุ้มครองป้องกันบุตรไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

ลักษณะของผู้มีสติสัมปชัญญะ

          (๑). ระลึกได้อยู่เสมอว่า ได้ทำอะไรบ้าง  (อย่างน้อยในระยะเวลาสั้นๆ)  และกำลังทำอะไรอยู่ ปฏิบัติตามหลักการและกฎเกณฑ์ที่ชอบธรรม

          (๒). ระมัดระวังอันตรายอันจะเกิดแก่ตนเองและผู้อื่น  เนื่องจากการกระทำของตนและสิ่งแวดล้อม

          (๓). ควบคุมตนเองมิให้ตกเป็นทาสของอารมณ์โกรธ  สิ่งยั่วยุ  ความอยากได้  (โลโภ  ธัมมานัง   ปะริปันโถ  ความโลภเกินเป็นอันตรายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น  เป็นอันตรายต่อการประพฤติคุณงามความดี)และสิ่งมอมเมาต่างๆ (การพนัน สถานเริงรมย์ ฯลฯ)

          (๔). หมั่นตรวจตราและไตร่ตรองความประพฤติและการปฏิบัติตนอยู่เสมอและทำตนให้เป็นคนที่ผู้อื่นติเตียน ตักเตือนได้ ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อรั้น มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

แนวปฏิบัติให้มีสติสัมปชัญญะ

          (๑). ก่อนจะทำ พูด คิด ต้องไตร่ตรองเหตุผล  อย่างรอบคอบและชอบธรรมทุกครั้ง

          (๒). ขณะทำ  พูด  คิด ใจมุ่งจดจ่อต่อสิ่งนั้นๆ โดยสม่ำเสมอและมั่นคง

          (๓). ฝักใฝ่สนใจตรงกิจที่กำลังดำเนินอยู่  ตรวจทานและปรับปรุงเพื่อเหมาะสมยิ่งขึ้น

          (๔). งดเว้นของมึนเมา  และสิ่งเสพติดให้โทษโดยเด็ดขาด

          (๕). ปลูกนิสัยใจคอให้เยือกเย็น  สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน โดยหาโอกาสเจริญกัมมัฏฐาน(นั่งสมาธิ)

          หรือ

          (๑). ให้ใคร่ครวญให้รอบคอบเสียก่อน  ระลึกถึงหลักเกณฑ์หลักการที่ชอบธรรม  ทั้งก่อนและกำลังทำ  พูด  คิด

          (๒). ระลึกอยู่เสมอว่าป้องกันดีกว่าแก้ไข   ในการกระทำของตนว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมหรือไม่  ทั้งก่อนและขณะทำ  พูด  คิด ตั้งระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา 

          (๓). ให้รู้จักควบคุมอารมย์  พยายามควบคุมตนเองไม่ให้เป็นทาสของความโกรธ  ความอยากได้ และความมอมเมา   พยายามให้จิตเกาะอยู่กับเรื่องที่ทำ  พูด คิด ทั้งก่อนและกำลังทำ  พูด  คิดอยู่ 

          (๔). หมั่นตรวจตรา ไตร่ตรองถึงหลักความประพฤติที่ถูกต้องของตนเองอยู่เสมอ ทั้งก่อนและกำลังทำ  พูด  คิด

           (๕). หลีกเลี่ยงเครื่องดองของมึนเมาและสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด  เช่น สุรา  ฝิ่น กัญชา  ยาบ้า เหล้าแห้ง  มอร์ฟีน  เฮโรอีน เป็นต้น

           (๖). ให้มีใจจดจ่อในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ  ฝึกจิตใจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ทำ  คำที่พูด  สิ่งที่คิด

           (๗). ตรวจทานงานที่ตนทำมาแล้วให้เรียบร้อย โดยไม่ประมาทในหน้าที่การงานนั้นๆ

           (๘). ให้ฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมออันเป็นการฝึกพื้นฐานก่อนอื่นใด

ประโยชน์ของสติสัมปชัญญะ

          ๑.  งานที่ทำ  คำที่พูด  เรื่องที่คิด ไม่ผิดพลาดบกพร่อง ได้ผลสมบูรณ์และปลอดพิษพ้นภัยทั้งปวง

          ๒. ป้องกันมิให้จิตฟุ้งซ่าน  ฟั่นเฟือน  แต่จะสุขุมแยบคาย เหมาะแก่งานละเอียดและกิจสำคัญ

          ๓. ทำให้มีจิตใจหนักแน่น  จิตใจผ่องใส  เยือกเย็นรู้จักควบคุมอารมย์   มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง  จิตผ่องใสเยือกเย็น มีความคิดเฉียบแหลม และปัญญาฉลาดเฉลียว  รอบคอบ  มีความรู้จักยับยั้งชั่งใจ มีเหตุผล ไม่ผลุนผลัน ไม่หลงลืม

          ๔. เกื้อหนุนให้สำเร็จการศึกษา ก้าวหน้า ในอาชีพ และดีเด่นในสังคม

           ๕. ช่วยให้มีสมาธิในการทำงาน ทำให้งานสำเร็จด้วยความเรียบร้อย

           ๖.ช่วยปิดกั้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งปวง  และเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้ทำแต่ความดีงาม 

           ๗.ช่วยให้เกิดปัญญา  มีความระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อ

            ๘.ช่วยให้เป็นผู้ไม่พูดหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ และมีกิริยามารยาทนิ่มนวลที่ทำให้เป็นที่รักใคร่ชอบพอแก่คนที่คบค้าสมาคมด้วย

พุทธศาสนสุภาษิต
           “สติ     โลกสฺมึ     ชาคโร   แปลว่า  สติปลุกชาวโลกให้ตื่น”
           “สติมโต     สะทา    ภทฺทํ   แปลว่า   คนมีสติย่อมเจริญก้าวหน้าเสมอ”
           “สติ    สพฺพตฺถ  ปตฺถิยา   แปลว่า  ในการงานทุกอย่าง  จำเป็นต้องมีสติรอบคอบ”
           “สติมโต    สุเว    เสยฺโย    แปลว่า ผู้มีสติย่อมเจริญยิ่งขึ้นทุกวัน”

           ดังนั้น เมื่อเรามีหลักพหุปการธรรมเป็นข้อวัตรปฏิบัติแล้ว โอกาสที่เราจะตกไปในที่ไม่ดี ก็คงจะไม่เกิดขึ้น หลักพหุปการธรรมนี้จะคอยเป็นเครื่องช่วยสนันสนุนให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท  ดำรงตนอยู่ในสังคมโดยสันติสุข ไม่เดือดร้อน