คุณธรรม

คุณธรรมช่วยให้สมหวัง

          สวัสดีครับ วันนี้ขอสนทนาพาทีถึงความมุ่งหวังในความสำเร็จเกี่ยวกับกิจการงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานหลวงงานราษฎร์ ในทุกยุคทุกสมัย ทุกสังคม คนเราต่างพากันมุ่งหวังให้บรรลุเป้าหมายหรือความสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีในกิจการหรืองานนั้นๆ  สิ่งที่พอจะเป็นตัวช่วยให้เราดำเนินการกิจการงานทุกอย่างให้บรรลุเป้าหมายหรือความสำเร็จได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักการหรือแนวคิดทฤษฎีเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและนำไปประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดมีในตนเอง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงหลักธรรมที่จะมาเป็นตัวช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้บรรลุไปในทิศทางที่ตั้งไว้ นั่นก็คือ หลักอิทธิบาทธรรม   

                อิทธิ    แปลว่า”  ความสำเร็จ”   บาท  แปลว่า” ทางหรือสิ่งที่ช่วยนำทาง”   รวมเป็น  อิทธิบาท   แปลว่า”ทางแห่งความสำเร็จ”(Iddhipada;  path   of  accomplishment  ;basis  for  success)หมายถึง  คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ     คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์   คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมายไว้ในกิจทั้งหลาย    คุณเครื่องที่ช่วยให้ถึงความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายและเป้าหมาย

                อิทธิบาท  ๔ เปรียบได้กับเครื่องมือทุ่นแรง  

ประเภทของอิทธิบาท 

                วิธีการที่บุคคลจะพึงใช้ในการสร้างความสำเร็จให้ชีวิตนั้น  ในทางพระพุทธศาสนามีคุณธรรมอยู่ข้อหนึ่งเรียกว่า” อิทธิบาท”   มีองค์ประกอบอยู่  ๔ ประการ   ได้แก่

                (๑). ฉันทะ (Chanda ; will    ; aspiration) ความพอใจ   หมายถึง  ความต้องการที่จะทำ  คอยใฝ่ใจในสิ่งที่ต้องการนั้นอยู่เสมอ   ความพอใจรักใคร่ในงานที่กระทำ   ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นหรือกากระทำกิจใดๆ  ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หรือการทำงาน  (ต้องการที่จะทำ , พอใจเต็มใจที่จะทำ  .ใฝ่ใจรักที่จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอและปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป )หมายความว่าการท งานเราจะต้องสร้างความพอใจสนใจในงานจึงจะทำให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้โดยง่าย    หรือความรักงานกล่าวคือพอใจในงานที่ตนทำ เช่น   นักเรียนรักการเรียน  ครูรักการสอน    ตำรวจรักการปราบปรามโจรผู้ร้าย  เป็นต้น

                (๒). วิริยะ  (Viriya ; energy  ;effort ;exertion) ความเพียร   หมายถึง  ความพยายาม  ขยัน  หมั่น  อุตสาหะ  บากบั่น  ก้าวหน้า  แกล้วกล้า  เข้มแข็ง  ทนทาน   เอาธุระ  ไม่ท้อถอย  ไม่ทอดทิ้ง  ขยันหมั่นประกอบ  หมั้นกระทำสิ่งนั้นด้วยความพยายาม   พากเพียรทำ    ความเพียรพยายามหมั่นประกอบในสิ่งนั้นด้วยความพยายาม  เข้มแข็ง  กล้าหาญ   อดทน  ต่อสู้  เอาธุระไม่ท้อถอยเป็นอันขาด   ความเพียรในการทำงานทุกอย่างต้องมีความลำบากและอุปสรรคบ้างไม่มากก็น้อย  กล่าวคือ    เราจะทำอะไรก็ต้องมีความเพียรขยันอยู่เสมอจึงจะทำสิ่งนั้นๆ  สำเร็จได้ตามความประสงค์หรือเราต้องมีความขยันหมั่นเพียร  อดทน  ฟันฝ่าอุปสรรคนั้นให้ได้   เพื่อจะให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี   ความเพียรพยายามในการทำงานนั้น เมื่องานก็ต้องมีอุปสรรค   สมดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า  วิริเยนะ   ทุกขะมัจเจติ “   แปลว่า  คนจะอะไรให้สำเร็จได้ก็ด้วยความเพียรทั้งนั้น   หรือคนจะล่วงพ้นจากทุกข์ (ความลำบากตรากตรำ)ได้ก็ด้วยความเพียรพยายามเหมือนกัน   ดังนั้น คนทำงานที่ดีจึงต้องมีความกล้าหาญ  คือกล้าที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ  เพื่อมุ่งทำงานให้สำเร็จ

                (๓). จิตตะ  (Citta ; thoughtfulness ; active  thought)ความคิด   ความเอาใจใส่  เอาจิตฝักใฝ่   หมายถึง ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด  เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป    ความคิดเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น  พยายามตั้งจิตในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความเป็นผู้มีสติ อยู่เสมอ  ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไปในที่อื่นซึ่งไม่มีประโยชน์สำหรับชีวิต   การตั้งจิตให้แน่วแน่ในสิ่งที่ทำ  ให้ความสุขใจ  เอาใจใส่  จดจ่ออยู่กับงานนั้น   หรือตั้งใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ตนกำลังทำ   ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยไปในที่อื่น  ย่อมทำให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงไปในเวลารวดเร็ว  หรือการหมั่นตรวจราดูแล  ใฝ่ในในการงานของตนอยู่เสมอ  หรือตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด  ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย  ใช้ความคิดในเรื่องนั้นบ่อยๆ เสมอๆ    หรือความเอาใจใส่กับงานที่ตนทำ       หรือความรู้เรื่องงานที่ตนทำนั้น  เริ่มแต่รู้จักงานที่ทำว่า ตนทำอะไร  มีขอบเขตแค่ไหน  รู้จักผลได้ผลเสียของงาน   รู้จักวิธีทำงานให้ได้ผลดี  วิธีทุ่นแรงทุ่นเวลา  และเพิ่มผลผลิต

                (๔). วิมังสา  (Vimamsa;   investigation  ;  examination  ; reasoning;testing)ความไตร่ตรอง   ทดสอบทดลอง  การพิจารณา  สอบสวน    การใช้ปัญญาสอบสวน  หมายถึง หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนเกินเลยเป็นต้นในสิ่งที่ทำนั้นโดยรู้จักทดลอง  มีการวางแผน  วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องขัดข้อง ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เป็นต้น    หรือพิจารณาไตร่ตรอง หรือทดลองอยู่เสมอ  โดยที่เป็นการใช้เหตุผลพิจารณาตรวจสอบสิ่งที่ทำให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด  เช่นนักเรียนที่ทำคณิตศาสตร์ด้วยการพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองหาคำตอบจากโจทก์เลขในการทดสอบได้อย่างถูกต้อง  เป็นต้น  (คนสุขุมรอบครอบ ตรวจสอบสิ่งที่ทำนั้นทั้งก่อนทำ  ขณะทำ และหลังจากทำเสร็จแล้ว)  หรือการใช้ปัญญาประกอบการทำงาน   ปัญญาในที่นี้ได้แก่ความรู้  และความรู้ที่สำคัญซึ่งจะนำออกมาใช้ได้ก็คือ  ความรู้เรื่องงานที่ตนทำนั้นๆ  

                คุณธรรมทั้ง  ๔ ประการนี้เป็นธรรมะที่สัมพันธ์กัน นั่นก็คือเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวเนื่องกันตลอด   กล่าวคือ  การใช้อิทธิบาทนั้นจะต้องใช้ให้ครบทุกขั้นตอนตามกระบวนการ  ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว  งานที่ทำก็จะสำเร็จลงมิได้  ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่ต้องต่อเนื่องกันตลอดนั่นเอง  ซึ่งได้แก่

                - ฉันทะ  ความพอใจ  เป็นเผตุให้เกิด วิริยะ ๆ เป็นผล   คือทำให้เกิดความขยัน

 -ฉันทะและวิริยะ  เป็นเหตุรวมกันให้เกิดจิตตะๆ  เป็นผล  คือทำให้การทำงานนั้นติดต่อกันไม่วางธุระ

 -จิตตะ  ความเอาใจใส่  เป็นเหตุให้เกิดวิมังสาๆ  เป็นผล คือ การทำงานติดต่อกัน เมื่อมีอะไรขัดข้อง

ต้องหาเหตุนั้นให้ได้  แล้วแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป

                ฉันทะ  วิริยะ  จิตตะและวิมังสา   ทั้ง  ๔ ประการนี้รวมเรียกว่า”  อิทธิบาท ๔ “  เพราะเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จทั้งมวล   ถ้าจะแปลอย่างจำง่ายๆ  ก็คือ  การปักใจ  บากบั่น  วิจารณ์  ทดลอง   ในการทำกิจการใดๆ  ถ้าประกอบด้วยคุณธรรม ๔  ประการนี้ก็เป็นอันสำเร็จทั้งสิ้น  ว่าโดยเฉพาะในการบำเพ็ญภาวนา  มีดังนี้

             (๑). ต้องปักใจรักการนี้จริงๆ   ประหนึ่งชายหนุ่มรักหญิงสาว  ใจจดจ่อต่อหญิงคู่รักฉะนั้น

                (๒). ต้องบากบั่นพากเพียรพยายามเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เราต้องการ

             (๓). วิจารณ์  ตรวจตราดูการปฏิบัติให้ถูกต้องตามแนวสอนของอาจารย์ผู้ให้คำแนะนำสั่งสอนให้ดีที่สุด

             (๔). ทดลอง หรือทดสอบดู   ในที่นี้ก็คือการหมั่นใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณาตรวจตราหาเหตุผลสอดคล้องหรือสอดส่องดูว่าวิธีการที่ทำไปนั้นมีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง   ควรรีบแก้ไขหรือถ้าอย่างนั้นไม่ดีควรเปลี่ยนเอาอย่างนี้  ลองดูใหม่  เช่น การนั่งเจริญภาวนาในที่นอนมักจะง่วงก็เปลี่ยนมานั่งเสียที่อื่น เป็นต้น

                อิทธิบาท ๔  นั้นจะสอนให้ผู้ปฏิบัติให้รู้จักใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาของกิจการต่างๆ ที่ทำ

                อีกอย่างหนึ่ง เมื่อกล่าวโดยสรุป  อิทธิบาท ๔  นั้นจัดเป็นคุณธรรมที่จะช่วยทำในสิ่งที่เรามุ่งหวังทั้งในหน้าที่การงานและการดำรงชิวตให้สำเร็จสมประสงค์  แต่สิ่งที่เราปรารถนานั้นจะต้องไม่ผิดไปจากทำนองคลองธรรมเกินวิสัยธรรมดา  หรือผิดปกติไปจากธรรมชาติ   อิทธิบาทนั้นถึงจะช่วยให้สัมฤทธิ์ผลขึ้นมาได้  อาจจะจำอิทธิบาท ๔ ไว้แบบย่อๆ    ดังนี้

            ฉันทะ    เต็มใจทำ   /  สนใจ      โดยประเมินคุณค่าของงาน  ทุ่มเทพลังกายและปัญญาและรับผิดชอบหน้าที่

             วิริยะ   แข็งใจทำ  /เต็มใจ  อาศัยความพยายาม กำลังใจเข้มแข็งอดทน  หนักเอาเบาสู้

             จิตตะ   ตั้งใจทำ / ตั้งใจ   จิตจดจ่อต่องาน   ขวนขวายด้วยความกระตือรือร้นและจริงใจ

             วิมังสา  เข้าใจทำ  /  เข้าใจ  ดัดแปลงและปรับปรุงงาน  ให้เหมาะแก่สถานที่และกาลเวลา

อุปสรรคของอิทธิบาท ๔(โทษของการขาดอิทธิบาท ๔)

                (๑). ฉันทะ       อุปสรรคคือ  ความเบื่อหน่าย    ขาดความรักงาน  หมดกำลังใจ เบื่องานอันเป็นหน้าที่  ท้อถอยแล้วทอดทิ้งงานกลายเป็นคนจับจดทำอะไรไม่สำเร็จ    เกียจคร้านการทำงาน  บ่มีบ้านจะอาศัย    

 วิธีแก้ไข   ต้องสร้างฉันทะให้เกิดขึ้นในใจ

            (๒). วิริยะ    อุปสรรคคือ  ความเกียจคร้าน    จะเป็นคนอ่อนแอ หนีที่ยากไปหาที่ง่าย ไม่มีทางทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน  ขาดความก้าวหน้าในงานของตน   คนเกียจคร้านไม่ยอมสู้กับอุปสรรคหรือเหตุการณ์สิ่งแวดล้อม เช่น    กลัวร้อน  กลัวหนาว กลัวแดด  กลัวฝน  กลัวหิว  กลัวเหนื่อย เป็นต้น  แล้วเลิกไม่ทำงาน จะเป็นคน  ที่เต็มไปด้วยงานอากูล (งานค้าง)

วิธีแก้ไข  สร้างฉันทะให้เกิดขึ้นมากๆ  ฉันทะจะช่วยหนุนวิริยะให้กล้าแข็งเพิ่มมากขึ้น  คบเพื่อนที่ขยันละเว้นการมั่วสุมกับคนที่เกียจคร้าน  (ฝนทั่งให้เป็นเข็ม)   เช่น ข้าราชการทอดทิ้งให้งานค้างไว้มากๆ  ก็ไม่ได้เลื่อนขั้น  ตำแหน่ง  กลับถูกลงโท ษ  เป็นคนที่งานอากูลมากจะกลายเป็นคนสมองเสื่อมจนเป็นคนหย่อนสมรรถภาพในที่สุด

                (๓). จิตตะ   อุปสรรคคือ การไม่ใฝ่ใจ  การวางธุระหรือการทอดทิ้งการงานที่กำลังกระทำอยู่  งานที่ตนลงทุนลงแรงทำไว้นั้นจะเสียหายโดยไม่รู้ตัว  หรือรู้ตัวเมื่อสายเกินแก้เสียแล้ว   

 วิธีแก้ไข  การศึกษางานที่กำลังกระทำอยู่นั้นให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเพื่อจะได้ทราบว่าควรจะกระทำในเวลาใด ที่ไหน  และมีอะไรบ้างที่จะต้องทำเช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้  ต้องศึกษาให้รู้เวลาการดน้ำ  การให้ปุย  การปราบศัตรูพืช  เป็นต้น

                (๔).วิมังสา   อุปสรรคือ  ความโง่เขลา   การทำงานอย่างผิดๆ ถูกๆ   ทำผิดจังๆ  ทำด้วยความงมงาย เปลืองทุนเปลืองแรง  เปลืองเวลา  เพราะผู้ทำโง่เขลา   ขาดการแสวงหาความรอบรู้ในงานที่กระทำ 

วิธีแก้ไข ต้องแสวงหาความรู้ให้มาก  ค้นคว้าหาวิธีที่จะทำงานให้ดีกว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าเป็นงานใหญ่ก็ต้องจัดให้มีการระดมสติปัญญาของหมู่คณะ  เข้าช่วยเหลือ

ประโยชน์ของอิทธิบาท ๔

                (๑).  ฉันทะ   เป็นข้าศึกษาโดยตรงกับความเบื่อหน่าย เมื่อมีฉันทะแล้วทำให้ไม่เบื่อหน่าย  ไม่รู้สึกท้อแท้ในการทำงาน    กล่าวคือความสนุกสนานเพลิดเพลินในการงานที่กระทำอยู่  แม้งานหนักก็จะกลายเป็นงานเบา   ทำให้เกิดกำลังภายในที่จะต่อสู้ป้องกัน สร้างสรรค์สิ่งที่ตนรัก  เมื่อมีความรักเกิดขึ้นแล้ว งานที่หนักก็กลายเป็นเบา  ที่ยากก็กลายเป็นง่าย

           (๒). วิริยะ  ช่วยเร่งให้เกิดความสำเร็จเร็วขึ้น   เกิดกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ   ของการทำงานที่กำลังกระทำอยู่ โดยตรงก็กำจัดความเกียจคร้านเสียได้

                (๓). จิตตะ  หากการทำงานมีความบกพร่องเกิดขึ้นจะช่วยให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที หรือทันต่อเหตุการณ์ที่กระทำอยู่   ถ้ามีจิตตะเอาใจฝักใฝ่อยู่แล้วงานก็จะแก้ไขเหตุการณ์ได้ทันท่วงที  เหมือนคนดูแลบ้านเรือนของตนดี  ย่อมขนสิ่งของออกจากบ้านได้ทันก่อนที่ไฟจะลามาถึงฉะนั้น

                (๔). วิมังสา   ช่วยให้การทำงานดำเนินไปด้วยดีไม่มีความผิดพลาด     เปรียบเสมือนตาและแสงสว่าง   นั่นคือนอกจากช่วยให้ทำงานไม่ผิดพลาดแล้วยังช่วยให้มองเห็นลู่ทางที่จะทำงานให้ได้ผลดีขึ้นด้วย

                อีกอย่างหนึ่ง

            ๑). ทำให้เป็นคนมีนิสัยรักงานและหน้าที่  งานสำเร็จ  ใฝ่ใจติดตามผลงานอย่างเพลิดเพลิน

            ๒). รู้จักผิดชอบงานที่ทำ  ด้วยความมีระเบียบและสมเหตุสมผล   ไม่ละทิ้งงาน

            ๓). มีประสบการณ์จัดเจนในกิจกรรมหลายสาขา    สามารถแก้ปัญหาได้เฉียบขาดถูกต้องและรอบคอบ

            ๔). ทำให้กิจการซึ่งไม่เหลือบ่ากว่าแรงบรรลุเป้าหมายสำเร็จ  คุ้มค่าและทันเหตุการณ์

             ๕). ทำให้มีความเข็มแข็งและมั่นใจในสิ่งที่ทำ

             ๖). ทำให้มีสมาธิในการทำงาน

             ๗). ทำให้ทำการงานด้วยความรอบคอบ มีระเบียบแบบแผนและรู้จักแก้ไขปรับปรุงให้เจริญก้าวหน้า

                ๘). ทำให้บรรลุผลที่มุ่งหมายอันไม่เหลือวิสัยทุกประการ

สงเคราะห์อิทธิบาท ๔ ลงในไตรสิกขา

                อิทธิบาท ๔   นั้น  สามารถสงเคราะห์ลงในไตรสิกขา   ได้ ดังนี้

            -  ฉันทะ  วิริยะ  และจิตตะ   สงเคราะห์เข้าใน  สมาธิ  เพราะการกระทำกิจใดๆในทางจิตต้องให้มั่นคงแน่วแน่อยู่เสมอ

 -วิมังสา  สงเคราะห์เข้าใน  ปัญญา  เพราะเป็นการฝักฝ่ายแห่งการรอบรู้ หรือการรู้แจ้งเห็นจริงในกอ

ทุกข์สังขารทั้งหลายด้วยปัญญาอันแท้จริงนั่นเอง

ไตรสิกขา

        ศีล      การรักษากาย วาจา และใจ  หรือการสำรวมกาย  วาจาและใจให้เรียบร้อย

       สมาธิ  ความตั้งใจมุ่งมั่น หรือ มีความตั้งใจแน่วแน่ ใจจดจ่อต่อสิ่งนั้นๆ

      ปัญญา  การรอบรู้ หรือการรู้แจ้งเห็นจริงในกองทุกข์สังขารทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ทั่วโลก

        ดังนั้น เมื่อเราประพฤติปฏิบัติตนให้ดำรงอยู่ในหลักธรรมข้ออิทธิบาท ๔ ได้เป็นนิตย์แล้ว สิ่งที่คาดหวังไว้ก็จะบรรลุตามเจตนารมณ์ในที่สุด