เมื่อได้ลงพื้นที่ที่อ่าวบางปอและท้องชิง ปรากฏว่ามีการสำรวจ ขุดเจาะจริงมีปลายปี ๒๕๕๐ ซึ่งสอดคล้องกับการมาเปิดเวทีสร้างความเข้าใจในขณะนั้น แต่จะมุ่งเน้น การเข้าหาบุคคลและองค์กรหลักๆเสียมากกว่า จนขนาดว่า ชาวบ้านที่อยู่หน้าหลุมขุดเจาะก็ยังไม่ทราบว่า เข้ามาสำรวจขุดเจาะอะไร

ผุด โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บนพื้นที่การท่องเที่ยว

เรื่อง/ภาพ : สายธารธรรม
ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมืองฅนคอน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 15 ธันวาคม 52 – 15 มกราคม 53

 

             เมื่อเอ๋ยถึงคำว่า “นิวเคลียร์” คงสร้างความตกใจและกระตุ้นต่อมคิดถึงระเบิดนิวเคลียร์ ที่ฮิโรชิมา และนางาซางิ จากการที่สหรัฐทิ้งในประเทศญี่ปุ่นสมัยสงรามโลกครั้งที่ ๒ จนญี่ปุ่นกลายเป็นผู้แพ้สงครามด้วยแสนยานุภาพอันรุนแรง

                จากนั้นเหตุการณ์ระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เชอเนอบิล ประเทศรัสเซีย กว่าสามสิบปีที่ผ่านมา ยังเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่เต็มไปด้วยกัมมันตรังสีอันตราย

                ดังนั้น เมื่อการคิดค้นเพื่อ นำนิวเคลียร์ มาผลิตเป็น ไฟฟ้า หลายประเทศมีการสร้างขึ้นมาหลายๆโรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะนั่นหมายถึง การรับผิดชอบในทุกๆด้านอย่างระมัดระวัง เพราะหากผิดพลาดเพียงนิดเดียว นั่นหมายถึงหายนะดีดี นี่เอง และในอีกหลายประเทศยอมล้มเลิกโครงการทั้งที่ยังไม่แล้วเสร็จ

                สำหรับประเทศไทย ถือว่า เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ก็พยายามให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มายาวนาน ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อม ทั้งในด้านความรู้ บุคลากร รวมทั้งเทคโนโลยี จนมาถึงปัจจุบันมีการพยายามและผลักดันอย่างหนัก เพราะมีนักวิชาการที่ร้อนวิชา ที่จบมาด้านนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ความรู้ความสามารถของตนเอง และอยู่ในวัยใกล้เกษียณ

               ผ่านมาไม่กี่ปี ทุ่มงบประมาณมหาศาล เพื่อให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาให้ได้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านความไม่พร้อมอย่างหนักตลอดมา  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากทุ่มงบด้านเทคโนโลยีแล้ว ต้องทุ่มงบในการสร้างทัศนคติเชิงบวก หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในแทบทุกด้าน พร้อมอ้างเหตุผลสารพัด เช่น “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าพลังงานจากฟอสซิลหรือปิโตรเลียมก็จะหมดลง ดังนั้นต้องหาพลังงานทดแทน”  “นิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาดและก่อเกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมน้อยมาก”  และอีกหลายๆเหตุผล ซึ่งดูเหมือนกับว่า นิวเคลียร์เป็นทางออกเพียงอย่างเดียว สำหรับพลังงานในอนาคต ทั้งที่ประเทศไทย ยังมีทางเลือกพลังงานทดแทนจากธรรมชาติที่ยั่งยืนมากกว่า เช่น พลังงานลม น้ำ แสงอาทิตย์ พลังงานจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ฯลฯ แต่ก็ขาดการส่งเสริมอย่างจริงจัง

                ในประเทศไทย มีความพยายามผลักดัน โดยสำรวจพื้นที่รองรับมากกว่า ๑๔ จุดทั่วประเทศ และที่นครศรีธรรมราช สรุปพื้นที่สำรวจ ๕ จุด เมื่อปลายปี ๒๕๕๒ สรุปพื้นที่เหลือ ๕ จุดทั้งประเทศ แต่ก็ยังมีพื้นที่ ที่นครศรีธรรมราชอีก ๑ จุด ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นพื้นที่ไหน ซึ่งว่ากันว่าสาเหตุในการคัดเลือกมาจากเหตุผลด้านมวลชนทั้งสิ้น กรณีที่ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ก็ได้รับการต่อต้านอย่างหนัก  จนถูกเอาออกจากพื้นที่ทางเลือก

                พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกระบุถึง ๕ จุด โดยอยู่ในอำเภอสิชล ๑ จุด บริเวณอ่าวบางปอ ต.ทุ่งใส พื้นที่ว่างก่อนขึ้นเขาพลายดำ ส่วนอีก ๔ จุดระบุที่ อ.ขนอม หลังจากนี้รัฐบาลจะดำเนินการคัดเลือกพื้นที่ เตรียมความพร้อมให้เสร็จก่อนปี ๒๕๕๔ จากนั้นจะออกแบบและเตรียมการจนถึงปี  ๕๖ และใช้เวลาก่อสร้างอีก ๗ ปี จนสามารถเดินเครื่องได้ในปี ๒๕๖๓

                สำหรับพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มักจะถูกระบุเสมอๆ คือ อ่างบางปอ และอ่าวท้องชิง ซึ่งทั้งสองพื้นที่ ได้ถูกครอบครองโดยนายทุนเจ้าใหญ่เพื่อรองรับโครงการต่างๆที่แท้งมาก่อนหน้านี้ในหลายๆโครงการ พื้นที่จังหวัดนครศรีฯเองนับว่า เป็นทางเลือกอันดับต้นๆมาโดยตลอด เพราะว่าเพื่อรองรับโครงการต่างๆที่อยู่ในแผนรอการทะลักและขยายตัวลงพื้นที่

               เมื่อได้ลงพื้นที่ที่อ่าวบางปอและท้องชิง ปรากฏว่ามีการสำรวจ ขุดเจาะจริงมีปลายปี ๒๕๕๐ ซึ่งสอดคล้องกับการมาเปิดเวทีสร้างความเข้าใจในขณะนั้น แต่จะมุ่งเน้น การเข้าหาบุคคลและองค์กรหลักๆเสียมากกว่า จนขนาดว่า ชาวบ้านที่อยู่หน้าหลุมขุดเจาะก็ยังไม่ทราบว่า เข้ามาสำรวจขุดเจาะอะไร

                “เห็นเขาเข้ามาอยู่เป็นอาทิตย์ มีแท่นปั้นจั่นสูงๆ ถามเขาก็บอกว่า สำรวจดินทำน้ำบาดาล เราก็ไม่ถามต่อ จากนั้นก็มีรถตู้ มีฝรั่งเขามาดุอีหลายครั้ง แต่ไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าเขามาทำอะไร” แหล่งข่าว  เล่า เพราะว่าหลุมขุดเจาะอยู่เยื้องกับบ้านไม่ถึง ๕๐ เมตร และสอดคล้องกับที่อ่าวท้องชิง  มีการสำรวจในอ่าวท้องชิง ถึง ๒ จุด “ที่ดินแปลงนี้ห่างจากบ้านผมไม่ถึงร้อยเมตร ผมได้ขายไปหลายปีแล้ว เขาเข้ามาขุดเจาะด้วยแท่นสูงๆ ประมาณ ๒ อาทิตย์  เข้ามาถามเขาก็บอกว่าสำรวจชั้นหินเพื่อก่อตั้งโรงงาน” ชา วันรุ่นชาวประมงนำไปดูหลุมเจาะและเล่าให้ฟัง  ป้าแพรก หญิงชราที่เป็นแม่ของชาเล่าว่า “มีบ้านในอ่าวแห่งนี้เพียง ๒ หลัง และรีสอร์ทท้องชิง มันเป็นแผ่นดินผืนสุดท้ายแล้ว ไม่อยากย้ายไปไหน อยากตายอยู่ที่นี่ คนแก่ก้อย่างนี้แหละผูกพันกับสถานที่นี้ มันเป็นแผ่นดินเกิด ไปอยู่ที่อื่นก็นอนไม่หลับ ไม่คุ้นชิน เขามาทำอะไรก็ให้มาบอกด้วย ยายไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ป้าแพรกเล่าด้วยความหวงแผ่นดินกลบหน้าผืนสุดท้ายของแกอย่างวิงวอน

                “ในอำเภอขนอมมีศักยภาพ เป็นพื้นที่มีศักยภาพการท่องเที่ยวมาก เรามีหญ้าทะเล โลมาสีชมพู เกาะแก่งมากมาย ส่งเสริมดีดี การท่องเที่ยวเราไปได้ ไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  อยากให้เขามาเปิดเวทีที่นี่ มาบอกให้ชาวบ้านทราบ เพราะเราไม่ทราบอะไรเลย พี่เองก็ไปฟังเขาบอกมาอีกที นี่ก็ช่วยเขียนบทความลงสื่ออยู่ เพื่อช่วยบอก ไม่รู้เขาว่าเราหัวรุนแรงและคัดค้านอีกหรือเปล่า แต่ส่วนตัวแล้วพี่ไม่เอา จะเอาเรื่องการท่องเที่ยว” พี่ชวนชื่น ซึ่งทำธุกิจการท่องเที่ยวเล่าให้ฟัง

                ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๕๒ ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานก็มาเปิดเวทีที่ทวิลโลตัส แหล่งข่าวเล่าว่า “ในเวทีดังกล่าว มีนักวิชาการ ผลัดกันมาให้ข้อมูลถึงข้อดีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งเรื่องของเป็นพลังงานที่ปลอดภัย ราคาถูก สามารถให้พลังงานกระแสไฟฟ้าได้ในประมาณสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศได้  และยังได้นำเรื่องของกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่บริเวณรอบโรงไฟฟ้ามาเสนอพร้อมกับกล่าวว่า เมื่อมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว ใครๆ ก็อยากจะย้ายมาอยู่ในบริเวณรอบๆ โรงไฟฟ้า เพื่อที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน ทั้งนี้ ไม่ได้มีการให้ข้อมูลถึงผลเสีย หรือบทเรียนความผิดพลาดของโรงไฟฟ้าในประเทศต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า ในส่วนของความคืบหน้าของโครงการฯ กล่าวเพียงว่า ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้บอกว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว และถ้ารัฐบาลอนุมัติ จะเริ่มการก่อสร้างได้ในปี 2554 ซึ่งเมื่อก่อสร้างไปแล้วจะล้มเลิกโครงการไม่ได้  และเมื่อถามถึงเรื่องของพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะเป็นเป้าหมายในการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ได้รับคำตอบแค่ว่ายังไม่ชัดเจน ไม่ได้รับคำตอบว่าศึกษาความเป็นไปได้ในพื้นที่ใดบ้างแล้ว”

                สำหรับการก่อสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในพื้นที่ต่างๆ คงไม่ง่ายนัก ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจของประชาชนในแต่ละพื้นที่  แต่ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องพยายามชี้แจงและหากลยุทธ์เพื่อดันเรื่องนี้ต่อ แต่ทั้งหมดต้องไม่ละเลยการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้มากที่สุด เพราะหากแม้แต่คนในพื้นที่ คนในจังหวัดยังไม่ทราบว่า จะเกิดอะไรขึ้น มีผลกระทบด้านดี ด้านเสียอย่างไร จะบอกได้อย่างไรว่า โครงการนี้มีความโปร่งใส ไม่หมกเม็ด

          เรื่องนี้ต้องรีบเร่งทำความเข้าใจแก่พื้นที่อย่างเร็วที่สุด  เพราะว่าพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปซ้อนทับกับพื้นที่ท่องเที่ยว เพราะนั่นหมายถึงทิศทางการพัฒนาต่อ ว่านครศรีธรรมราชจะผลักดันต่อในเรื่องไหน เป็นเมืองผลิตพลังงาน หรือเมืองการท่องเที่ยว

             สงสารแต่โลมาสีชมพู ผู้ไม่รู้ชะตากรรม จะร่วมเห็นด้วยและคัดค้านก็ไม่ได้ แตก็ถึงเวลาแล้วที่เจ้าโลมาสีชมพู ต้องกระโดดสูงๆ ให้น้ำสะเทือนดังๆ เผื่อเป็นเสียงแว่วให้อีกหลายคนได้ยิน