ทวดกลาย ศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ คงไม่เป็นตำนานและรอยศรัทธาที่ผ่าน วันเวลา เป็นแน่แท้ หากลูกหลานทวดกลาย รักษาทรัพยากรและความดีงาม รวมทั้งปากน้ำกลายให้เป็นดังเดิม
ทวดกลาย บนความศรัทธาและความเชื่อ
เรื่อง/ภาพ : สำนึกบาป
ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมืองฅนคอน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 15 ธันวาคม 52 – 15 มกราคม 53
หากขับรถผ่านไปทางสิชลก่อนข้ามสะพาน กลาย ทางด้านซ้ายมือ คงเห็น “ศาลทวดกลาย” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของพี่น้องแถบนี้ ความศรัทธาในการบนบาน บอกกล่าว เห็นได้จากเสียงบีบแตรรถ ไก่ชน เสียงปะทัด และการทรงเจ้าเข้าทรงในทุกๆปี รวมไปถึงความเชื่อที่ว่า “คนสองฝั่งคลองไม่กล้าทำความสกปรกลงในคลองสายนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหมู เพราะเชื่อว่า ทวดกลายเป็นมุสลิม” วันดีคืนดีที่ผ่านมา ทวดกลายจะปรากฏให้เห็น ในรูปของจระเข้ตัวใหญ่ เพื่อย้ำเตือนสติลูกหลานให้มุ่งคิดดี ทำดี อย่าทำลายทรัพยากร สายน้ำกลายจึงมีเรื่องเล่า ตำนานทวดกลายอยู่มากโข
เชื่อกันว่าทวดกลาย คือ ลูกหลานสามสี่พีน้องที่คุ้มครองเมืองนคร และในสมัยนั้นเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยา เมืองไทรบุรีก็เป็นเมืองขึ้นของอยุธยาด้วย ตามจารีตประเพณีของอยุธยา จะนำเอาลูกเจ้าเมืองทั้งหมดของแต่ละหัวเมืองที่เป็นเมืองขึ้นไปอยู่ที่อยุธยา และการนำลูกเจ้าเมืองเมืองขึ้นต่างๆในอยุธยา ก็ได้มีการประสิทธิ์ ประสาทวิชาทางการทหาร วิชาทางไสยเวชให้ทุกคน ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราญ
เพราะทางอยุธยาถือว่า นครศรีธรรมราชมีอาณาจักรกว้างขวางถึงมลายู ถือว่าเป็นที่ที่มีชาวอิสลามอยู่มากมาย การได้เชื้อสายของชาวอิสลามเองจะทำให้ปกครองกันง่าย และเจ้าเมืองที่มีเชื้อสายเจ้าเมืองไทรบุรีที่ทางอยุธยาส่งลงมาครองอยู่ที่นครศรีธรรมราชนั้นมีชื่อว่า “พระยารามราชเดโช” (หวาน) หรือที่เรียกกันว่า “นายเมือหวาน”
ซึ่ง “พระยารามราชเดโช” (หวานเมื่อมาครองเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ก็มีลูกทั้งหมดสามคนที่นับว่าเป็นเชื้อสายตรงคือ 1. ทวดหน้าศพ 2. ทวดกลาย 3. เจ้านายนอกหน้า ซึ่งคนนี้เป็นผู้หญิง
จากนั้นมีการสู้รบกับทัพกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากให้ที่พักพิงกบฏ มีการล้อมเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ ๕ จนหมดเสบียง “พระยารามราชเดโช” (หวาน) ก็จำเป็นต้องตีออก และสายสกุลบางส่วนหนีไปอยู่ “กรุงชิง” คือลูกสามคน ทวดหน้าศพ ทวดกลาย และเจ้านายนอกหน้า นำคนไปด้วยจำนวนมาก โดยไปตั้งรกรากเป็นชาวบ้านธรรมดา
แต่ทางกรุงศรีอยุธยาเห็นว่ายังมีเชื้อสายอยู่ก็เลยไม่ไว้ใจ ทางกรุงศรีอยุธยาเขาก็ตั้งเจ้าเมืองใหม่มาครองเมืองนครศรีธรรมราชแทน ติดต่อกลับไปที่เชื้อสายที่ “กรุงชิง” เพื่อสัมพันธไมตรีกับทาง “กรุงชิง”
และได้ไปขอ “เจ้านายนอกหน้า” ที่เป็นหญิงมาเป็นชายาเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนใหม่ หลังจากนั้น “เจ้านายนอกหน้า” ท่านได้ตั้งท้องท่านก็ยังไม่วางเรื่องความแค้น ท่านก็ได้ไปขอคลอดใกล้ๆ พี่ชาย แต่ในใจของท่านนั้นคิดว่าไม่เอาชาติพันธ์ที่มาจากรุงศรีอยุธยาไว้ พอท่านไปถึง “กรุงนาง” ท่านก็ไปกลั้นใจตาย
ส่วนฝ่ายพี่ทั้งสองคนคือ “ทวดหน้าศพ” และ “ทวดกลาย” เข้าใจว่าทางเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนใหม่ขับไล่ไสส่ง ก็เลยโกรธยกทัพมาตีกันอีกครั้ง รบกันเป็นเวลานาน ๕ วัน ๕ คืน “ทวดหน้าศพ” กับ “ทวดกลาย” ก็เสียชีวิต โดยมามีบาดแผลใดๆ จึงคิดว่าท่านน่าจะเหนื่อยจากการต่อสู่ และเป็นลมเสียชีวิต
มาวันนี้ ลูกหลานรุ่นหลังแทบจะจดจำเรื่องทวดกลายไม่ได้ ลืมไปว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน ทวดกลาย คือ สิ่งยึดเหนี่ยวของคนแถบนี้ทั้งพี่น้องพุทธ มุสลิม โดยมีศรัทธาเป็นตัวตั้งมากกว่าการสร้างรูปเคารพที่ผิดหลักศาสนา วันนี้พี่น้องมุสลิมถอยห่างทวดกลาย เพราะผิดหลักศาสนาแต่ศรัทธายังคงมี พี่น้องพุทธใช้ทวดกลายเป็นที่พึ่งหนักไปในเรื่อง มิอันควร เห็นได้จากรูปไก่ชนรายรอบ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ทวดกลายยังคงเฝ้ามอง และปกป้องคนแถบนี้ เสมือนว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
ทวดกลาย ศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ คงไม่เป็นตำนานและรอยศรัทธาที่ผ่าน วันเวลา เป็นแน่แท้ หากลูกหลานทวดกลาย รักษาทรัพยากรและความดีงาม รวมทั้งปากน้ำกลายให้เป็นดังเดิม
“จระเข้ทวดกลายมาขวางคลอง ดีกว่า มีเรือและท่าเรือมาขวางมิใช่หรอกหรือ”