หากเป็นไปตามนี้ นั่นหมายถึง การเข้ามาของ เชฟรอน คือ การเปิดประตูเมืองรองรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องสร้างให้แล้วเสร็จประมาณ ปี ๒๕๖๐ และเริ่มเดินเครื่อง ปี ๖๑ ดังนั้น ปี ๕๓ -๕๔ นี้ คือ การเริ่มต้นลงหลักปักฐานของโครงการต่างๆอย่างเอาจริงเอาจัง

การเปิดประตูเมือง

ท่าเรือเชฟรอนกับสิทธิของชุมชน

เรื่อง/ภาพ : สานศรัทธา
ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมืองฅนคอน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 15 ธันวาคม 52 – 15 มกราคม 53

            จากกรณีพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ นครศรีธรรมราช ตามนโยบายของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย ที่ต้องการขยายการพัฒนาอุตสาหกรรมจากมาบตาพุดและจังหวัดระยองในพื้นที่ใหม่ ซึ่งพื้นที่จังหวัดนครฯ ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย ทำให้โครงการต่างๆ ทะลักเข้าเมืองนครประมาณ ๑๕ โครงการ บางโครงการอยู่ในแผน บางโครงการเป็นโครงการศึกษาความเป็นไปได้ บางโครงการศึกษาออกแบบและจัดตั้ง

           ขณะนี้โครงการที่กำลังรุกหนักและริเริ่มแล้ว คือ โครงการสร้างฐานปฏิบัติการขุดเจาะน้ำมัน ของบริษัท เชฟรอน  ซึ่งเป็นของเอกชนที่ร่ำรวยอันดับ ๒ ของโลกในธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจร ในขณะนี้กำลังเข้ามาเบิกนำในการสร้างท่าเรือที่บ้านบางสาร ต.กลาย ขนาดหน้าท่าที่เรือขนาดใหญ่จอดเรียงกันได้ ๔ ลำ และรุกล้ำลงไปในทะเลประมาณครึ่งกิโลเมตร และ สร้างสนามบินเฮลิคอปเตอร์ที่บินขึ้นลง ๕๖ เที่ยวในเวลากลางวัน นั่นหมายความว่าเฉลี่ยประมาณ  ๑๐ นาทีต่อเที่ยว คำถามต่อไป แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลของเชฟรอน มากขนาดไหน ถึงต้องก่อสร้างท่าเรือ และสนามบินสนับสนุนที่นครศรีธรรมราช  แล้วน้ำมันและปิโตรเลียมเหล่านี้จะไปไหน หากดูประสบการณ์ปัจจัยการเกิดนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เพราะว่า เพราะการค้นพบปิโตรเลียมและแหล่งก๊าซมหาศาลในอ่าวไทยนั่นเอง

            ด้วยสาเหตุของการพบแหล่งปิโตรเลียมและทางรัฐให้การสัมปทาน ส่งผลให้กลุ่มบริษัททะลักเข้ามาในพื้นที่นครศรีฯ อีกอย่างน้อย ๓ บริษัท คือ เพิร์ลออย นิวคอสตรอล เชฟรอน  ปิโตรเลียมเหล่านี้ นอกจาก ไปเป็นเชื้อเพลิงยานพานะ  เป็นพลังงานไฟฟ้า และที่สำคัญเป็นวัตถุดิบของปิโตรเคมี

            ดังนั้นหากพิจารณาตามความเป็นจริง ตามรายงานของการนิคมอุตสาหกรรม ที่ระบุว่า นิคมและท่าเรืออุตสาหกรรมที่จังหวัดนครฯ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีโครงสร้างพื้นบ้าน เช่น น้ำ ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมน้ำมันเสร็จสิ้นก่อน นั่นหมายถึงว่า ต้องมีการสร้างหรือปรับปรุงพลังงานไฟฟ้า (โรงไฟฟ้าขนอม ,นิวเคลียร์)  ระบบน้ำ (เขื่อนคลองท่าทน,ระบบผันน้ำจากแม่น้ำตาปี)  และฐานอุตสาหกรรมน้ำมัน (โรงแยกก๊าซ,โรงกลั่นปิโตรเลียม)  รวมถึงฐานปฏิบัติการต่างๆของเชฟรอนด้วย

           หากเป็นไปตามนี้ นั่นหมายถึง การเข้ามาของ เชฟรอน คือ การเปิดประตูเมืองรองรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องสร้างให้แล้วเสร็จประมาณ ปี ๒๕๖๐ และเริ่มเดินเครื่อง ปี ๖๑ ดังนั้น ปี ๕๓ -๕๔ นี้ คือ การเริ่มต้นลงหลักปักฐานของโครงการต่างๆอย่างเอาจริงเอาจัง

           ประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักวิชาการอิสระกล่าวว่า “โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องจับตามองพิเศษ คือ การขุดเจาะน้ำมัน สนามบินเชฟรอน ท่าเรือเชฟรอน โรงไฟฟ้าขนอมโรงใหม่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเขื่อนคลองท่าทน ว่ากันว่า ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง หากจับสัญญาณการเข้ามาสังเกตว่า ทั้งเชฟรอน และ โรงไฟฟ้า จะประชาสัมพันธ์เชิงรุก อย่างหนัก ทั้งที่ โรงไฟฟ้าไม่มีความจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะกองทุนรายรอบโรงไฟฟ้าที่เอาเงินมาล่อ เพราะทุกบ้านต้องใช้ไฟ แค่ไฟฟ้ารอบทุกบ้านก็เป็นบวกแล้ว แต่ที่ไม่ธรรมดาต้องมีอะไรแอบแฝงเบื้องหลังหรือเปล่า จับกระแสและสัญญาณให้ดีดี อย่าหลงกลกับกองทุนที่โปรยหว่านขณะนี้  อีกโครงการ เชฟรอน บอกว่าสร้างท่าเรือเล็กๆ โตกว่าท่าเรือแพปลาหน่อยเดียว แต่ทำไมลงทุนการโฆษณา นับร้อยล้าน พันล้านบาท ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ รวมทั้ง แจก ไปทั่วบ้านทั่วเมือง เข้าพบคนนั่นคนนี่ไม่ได้หยุดได้หย่อน  เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ รองรับการขยายพันธ์ หรือแพร่พันธ์สู่อย่างอื่นหรือไม่ หรือ เป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้โครงการอื่นๆ เช่น ไฟฟ้า และอุตสาหกรรม เพราะถ้าไม่มีปิโตรเลียม โครงการต่างๆก็เกิดขึ้นมาไม่ได้”

            จากการพัฒนาที่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยอิงและเลี่ยงบาลีทางกฎหมายอย่างแนบเนียน รวมทั้งปกปิดข้อมูลส่วนใหญ่ จนประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่รับทราบ ทุกวันนี้โครงการที่กำลังจะสร้างก็โฆษณาเพียงชื่อเสียงและด้านบริษัท เงินทุนที่จะแจก แต่ไม่เคยบอกว่าทำอะไรที่ไหน ขนาดเท่าไหร่ โดยเฉพาะเชฟรอน ออกอากาศทางโทรทัศน์และวิทยุแทบทุกชั่วโมงก็ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดโครงการเลย ผู้สื่อข่าวเคยถามเจ้าหน้าที่ของเชฟรอน และได้รับคำตอบว่า “ต้องเข้าใจมันเป็นกลยุทธ์ทางสื่อ ซึ่งเราต้องเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วน คนทำสื่อคงเข้าใจ” อย่างนี้ท่านผู้อ่านเข้าใจยังไงครับ นอกจากความไม่ชอบมาพากล หรือหลบหลีกกระแสของสังคม

            หากโครงการเหล่านี้ เกิดขึ้นจริงจะกระทบต่อยุทธศาสตร์จังหวัด ท่องเที่ยว ธรรมชาติ วัฒนธรรม รวมทั้งความสุขของชุมชน การอพยพโยกย้านถิ่นฐาน พื้นที่ทำมาหากิน แล้วประชาชนจะไปอยู่ที่ไหน ทำมาหากินอะไร

             บังเลาะ นายดลเลาะ เสนหมาด เล่าว่า “ก่อนหน้านี้เคยฟังที่ปรึกษาอาวุโสของสภาพัฒน์ สัมมนาที่ ม.วลัยลักษณ์ บอกว่า ประเทศต้องพัฒนา เศรฐกิจพอเพียง ปลูกผักปลูกหญ้ หาปลาเลิกได้แล้ว ไม่พอกิน ไปเป็นลูกจ้างโรงงานดีกว่า มีความแน่นอน บังฟังแล้วรับไม่ได้ น้ำตาจะไหล ก็อาชีพนี้อาชีพประมงทำมาทั้งชีวิต ทำอย่างอื่นไม่เป็น” เป็นความคับแค้นและเจ็บปวดเมื่อฟังทิศทางการพัฒนาของประเทศอีกกรณีหนึ่ง

            ตามข้อมูลของเชฟรอนเปิดเผยว่า “เชฟรอนเป็นเพียงบริษัทเอกชน ไม่เกี่ยวกับโครงการใดๆของรัฐบาล และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี” ความเป็นจริงหากตอบแบบกำปั้นทุบดินคงเป็นอย่างนั้น แต่หากเจาะลึก รัฐบาลต้องนำวัตถุดิบที่เชฟรอนผลิตขึ้นมา กล่าวคือ ปิโตรเลียมต้องนำไปเข้าโรงกลั่น โรงแยก เพื่อแจกจ่ายไปเป็นพลังงานให้โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรม และแปรเปลี่ยนเป็นปิโตรเคมี  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังสอดคล้องต่อไปว่า  “เพราะค้นพบแหล่งปิโตรมหาศาล เชฟรอนจึงต้องย้ายฐาจากสงขลาและชลบุรีมาอยู่ที่เมืองคอนที่เดียว” เพื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ความเป็นจริงหากพลังงานและปิโตรเลียมขยายตัวในเมื่อมาบตาพุดเต็ม พื้นที่รองรับที่ศึกษาไว้ ของ กนอ.ระบุไว้ที่ท่าศาลาและสิชล คงเป็นความบังเอิญที่เหลือเชื่อ ว่าเชฟรอนไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไร และเป็นความบังเอิญที่เหลือเชื่ออีกเช่นกัน ที่ทางที่ปรึกษา กนอ.เคยบอกที่ อบต.กลายเมื่อมาประชุมรับฟังความเห็นว่า “เราไม่ทราบว่ามีบริษัทเอกชนจะมาตั้งฐานท่าเรือที่นี่”  และเป็นเรื่องเหลือเชื่ออีก เช่นกัน ที่ทางกระทรวงพลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือและสรุปว่า “จะสร้างโรงกลั่นและคลังเก็บน้ำมันที่กลาย” ความบังเอิญที่เหลือเชื่อเหล่านี้ จะปกปิดอีกนานเท่าไหร่ขึ้นกับการตื่นรู้ของพี่น้องเมืองคอนอย่างแท้จริง เพราะหากวัตถุดิบพร้อมประตูเมืองเปิด  หลักการสู้รบหมายถึงการพ่ายแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นทำอย่างไรถึงต้องรบกันแบบไม่เปิดประตูเมือง ยกเว้นเสียแต่จะมีคนในเป็นคนถอดสลักประตูเสียเอง

             “ถามว่าคุ้มหรือไม่ กับการร่ำรวยและกอบโกยผลประโยชน์ ทรัพยากรของนายทุนต่างชาติ ของคนไม่กี่คน แต่ประชาชนในเมืองนคร หลายหมื่นครอบครัวต้องลำบาก ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำมาหากิน ถ้าเชฟรอนสร้างท่าเรือที่ปากน้ำกลาย พวกเราก็สวัสดี” บังบ่าว หรือนายมานิตย์ หาญกล้า  ผู้ทำมาหากินที่ปากน้ำกลายมาค่อนชีวิต ประชดประชันอย่างเจ็บปวด

            ทั้งหมดคงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอย่างจริงจังเสียที และรอประเมินท่าทีคงไม่ได้ ที่สำคัญปากน้ำกลาย สายน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คน หอยเสียบ กุ้งเคย ปลาจวด จะกลายเป็นตำนานในอีกไม่ช้า เชฟรอนยังมีท่าเรืออีก ๒ ท่า แต่ยังมาบุกรุกเพิ่มเติมเพื่อกำไรทางธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ แล้วคนนครจะได้อะไร หรือได้แค่ภาษีป้าย และโรงเรือน กับการทำงานก่อสร้างเพียงชั่วคราว แต่วิถีชีวิตที่เราอยู่มาตั้งแต่รุ่นทวดกลาย ได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ครอบครัวและลูกหลานมาอย่างยาวนาน และน่าจะยาวนานต่อไปไม่ใช่หรอกหรือ

            ถึงเวลาร่วมกันสร้างสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญเสียทีครับ