สันติและสมานฉันท์

แนวทางสันติและสมานฉ้นท์  ในขณะที่ผู้คนกำลังขัดแย้งกันถึงจุดที่สูงสุดถ้าเป็นปรอทวัดความร้อนก็งคงถึงจุดเกินร้อยองศา คือจุดปรอทแตก  เพระเรามัวแต่โทษกันไปโทษกันมา กูเท่านั้นที่เป็นฝ่ายถูกพวกมึงผิดแต่ละฝ่ายคิดเสียอย่างนี้(ไม่ใช่คำพูดทักษิณนะอันนี้คิดเอง) โดยที่เรามองปัญหาไม่ออกเลย   แล้วการแก้ปัญหาก็แก้ไม่ถูกเมื่อแก้ปัญหาไม่ถูกก็เป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ผู้ที่มีอำนาจในการแก็ปัญหา ก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ในตอนแรก ๆ มักจะไม่ฟังเสียงรอบ ๆ ข้าง  การแก้ปัญหาโดยใช้อัตตาอย่างต็มที่ที่มีอยู่ จะโดยพื้นฐานที่ว่าเรานี่แน่กว่าใคร  ดังนั้นเมื่อมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงวิธีการแก้ปัญหาข้าพเจ้าเห็นว่าควรหาทางออกดังนี้

 เมื่อมีความขัดแย้งรุนแรงสิ่งแรกที่กระทำคือ

1.   เลิกการเผชิญหน้าคือต่างคนต่างอยู่เหมือนเวลาคนทะเลาะกันถ้าหากฝ่ายหนึ่งเดินหนีไปการใช้กำลังก็ไม่มี

2.   วิเคระห์ว่าปัญหาที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้าหรือปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงนั้นคืออะไร

3.   ถ้าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่เกิดจากการขัดแย้งทางความคิดเราจะแก้โดยวิธีใด

4.   การศึกษาเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาก็ต้องมีกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับจากหลาย ๆ ฝ่าย

5.   หลักสำคัญถ้าเป็นความขัดแย้งม่ว่าจะเป็นทางความคิดหรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีความยุติธรรม อธิบายความ คือ ปัญหาจะถูกแก้ไขหรือจะยุติได้ ต้องการโดยใช้หลักธรรม

              ข้อเสนอหลักธรรมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังนี้

1.  เมตตา  ต้องมีความรักในเพื่อนมนุษย์ก่อน  ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

2.   ต้องมีความละอายไม่ทำบาป ไม่ว่าจะโดยยกเอาตนที่มีฐานะที่สูงกว่ามาขมเหงรังแก ใช้ตำแหน่งหน้าที่ขบวนการทางกฎหมาย หรืออำนาจอาวุธที่เหนือกว่ามาทำลายผู้อื่น

3.   ต้องมีสติอย่าหลงมัวเมาในอำนาจเพราะเป็นสิ่งไม่จีรังย้งยืน เพราะโลกธรรมที่ว่า มียศเสื่อมยศมีลาภเสื่อมลาภ

4.   ต้องคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ต้องอยู่ร่วมกัน แม้คิดต่าง ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

5.   การฆ่าเป็นบาปที่สุดให้คิดเสมอว่าจะขัดแย้งกันแค่ไหนต้องไม่จบลงด้วยการฆ่า

6.   สุดท้ายต้องหาวิธีการแก้ปัญหานั้นด้วยหลักธรรมและต้องหาให้เจอไม่อ้างว่าหาทางออกแล้วไม่เจอจนต้องใช้วิธีอื่น เช่นการฆ่าการทำลายฝ่ายตรงข้าม คือให้นับหนึ่งถึงร้อย ถ้ายังหาไม่ได้ให้นับถึงพัน ถ้ายังแก้ไม่ได้ให้นับ ถึงหมื่น ..ถึงแสน ..ถึงล้าน ..ถึงหลาย ๆ ..ล้าน