GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สภามหาวิทยาลัย : 28. มหาวิทยาลัยที่เน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษา

สภามหาวิทยาลัย : 28. มหาวิทยาลัยที่เน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษา

           ในแต่ละประเทศ มีมหาวิทยาลัยที่เน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษาสัก ๕% ของทั้งหมดเป็นเหมาะสมที่สุด ของสหรัฐอเมริกาเป็นเช่นนั้น

            กล่าวเช่นนี้อย่าเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยสอน ไม่ต้องทำวิจัยนะครับ ทุกมหาวิทยาลัยต้องทำวิจัย แต่มีจุดเน้นและวัฒนธรรมต่างจากมหาวิทยาลัยที่เน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษา การรับอาจารย์ การประเมินอาจารย์ ฯลฯ มีเกณฑ์ต่างกันมากมาย

             มหาวิทยาลัยกลุ่มที่เน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษาต้องสร้างชื่อเสียงและความยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ โดยการยอมรับนั้นอยู่บนฐานของผลงานวิจัย และคุณภาพของบัณฑิตศึกษาเป็นสำคัญ โดยต้องมีเกณฑ์หรือตัวชี้วัด ซึ่งตัวชี้วัดก็คือ ผลงานวิจัย กับคุณภาพของบัณฑิตศึกษา เน้นว่าต้องดูที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ และต้องระวังว่าในประเทศไทยมีการเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษากันมากในรูปแบบที่ไม่ได้เน้นคุณภาพวิชาการ แต่เน้นการทำธุรกิจวิชาการ

             ตัวมหาวิทยาลัยเอง ต้องมีวิธีดำเนินการเพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน สร้างโอกาสในการผลิตผลงานด้านการวิจัยและบัณฑิตศึกษา ต้องแข่งกันหาเด็กสมองดี (และเป็นคนดี) เข้ามาเรียน

             ในประเทศไทยเรา ในขณะนี้ มี "โครงการวิจัยเพื่อคาดการณ์สถานภาพการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ" ศึกษามหาวิทยาลัย ๘ แห่งคือ

  1. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  2. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  4. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  6. มหาวิทยาลัยมหิดล
  7. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  8. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

              จึงน่าจะพออนุโลมได้ว่าถ้าคำนึงถึงสายวิทยาศาสตร์ ๘ มหาวิทยาลัยนี้น่าจะเข้าข่ายการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษามากที่สุด และถ้าเพิ่มสายมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์เข้ามา ก็น่าจะมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศิลปากรเพิ่มเข้ามา

              มหาวิทยาลัยในกลุ่มนี้น่าจะช่วยกันคิด ว่าจะพัฒนาการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยขึ้นไปอีก เพื่อสร้าง "คุณค่าและมูลค่า" เพิ่มขึ้น ให้แก่สังคมในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัย ได้อย่างไร คำถามคือจะพัฒนาอะไร และพัฒนาอย่างไร คำถามดูจะสั้สและตรงไปตรงมา แต่คำตอบและการปฏิบัติจะซับซ้อนมาก

 วิจารณ์ พานิช

 ๒๔ มิย. ๔๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 35472
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับ สำหรับผมซึ่งเคยทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ตอนนี้การวิจัยสำหรับมหาวิทยาลัยนั้นตื่นตัวกันมาก หันไปทางไหนก็วิจัย ๆ ๆ อาจารย์ต้องทำวิจัย มหาวิทยาลัยต้องทำวิจัยเป็นภาระกิจสำคัญ วิจัยควบคู่กับการสอน ปัจจุบันมีงานวิจัยเกิดขึ้นอย่างมากมายโดยเฉพาะตอนที่มี KPI มาชี้วัดถึงผลงานการวิจัยเปรียบเทียบกับจำนวนบุคลากรและนักศึกษาครับ แต่ปริมาณที่เกิดขึ้นนั้น ในความเป็นจริงเป็นเพียงแค่ทำตัวเลขเพื่อให้มหาวิทยาลัยผ่าน KPI เท่านั้น มหาวิทยาลัยยังไม่เข้าใจความหมายและความสำคัญสำหรับการวิจัยที่จำเป็นสำหรับสถาบันอุดมศึกษา ทั้งทางตรงก็คือ หาองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน เหมาะสมกับนักศึกษา เพื่อสร้างและพัฒนานักศึกษาให้ออกมาเป็นบุคลากรที่เหมาะสมกับสภาวะประเทศไทยในปัจจุบัน ถ้าอาจารย์ทำวิจัยกันมาก ๆ ค้นหาความรู้จากรากหญ้า จากก้อนดินและก้อนหินในเมืองไทยมาก ๆ อาจารย์ก็จะได้ความรู้แบบไทยๆ มาสอนนักศึกษาไทย ที่จะทำงานในประเทศไทยเพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นหลักครับ ปัญหาแบบไทย ๆ ก็จะแก้ปัญหากันได้มากขึ้นครับ แต่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย เน้นให้อาจารย์ทำวิจัยเพียงแค่ให้ได้ตัวเลขที่จะทำให้ KPI ผ่านการตรวจประเมิน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ การสนับสนุนให้อาจารย์ทำผลงานทางวิชาการ ก็สนับสนุนเพียงแค่ให้มหาวิทยาลัยสามารถนำตำแหน่งทางผลงาน ผศ. รศ. ศ. ไปแข่งกันว่ามหาวิทยาลัยไหนมีบุคลากรที่มีตำแหน่งทางผลงานมากกว่ากันเมื่อมีการจัดลำดับชั้นของมหาวิทยาลัย โดยลืมนึกถึงแก่นแท้ของการทำผลงานที่ต้องมีการเขียนเอกสารและทำวิจัยควบคู่กันไปเพื่อขอตำแหน่ง หรือแย่ยิ่งกว่านั้นก็เอารายได้ตัวเงินมาเป็นตัวล่อครับ ถ้าทำตำแหน่ง ผศ. รศ. คุณจะได้รายได้เพิ่มเท่านั้นเท่านี้ มันเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนเลยครับ ทำอย่างนี้มาก ๆ ยิ่งทำให้อาจารย์ ขาดความเป็นอาจารย์มากยิ่งเรื่อย ๆ ทำงานเพื่อสนอง KPI สองนโยบาย สนองผู้บริหาร สนองนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ แต่ลืมสนองคนที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ "นักศึกษา" มหาวิทยาลัยทำทุกอย่างต้องเพื่อนักศึกษา ทำวิจัยเพื่อนักศึกษา ทำผลงานทางวิชาการ เพื่อนำความรู้มาสอนนักศึกษา เรียนปริญญาเอก เพื่อเอาความรู้มาให้นักศึกษา ส่งอาจารย์ไปอบรมก็เพื่อกลับมาสอนนักศึกษา เพราะนักศึกษาคือหัวใจสำคัญ ไม่เฉพาะของมหาวิทยาลัย แต่เป็นของประเทศไทยครับ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับคุณหมอ