ตัดสินใจอยู่นานว่าจะบันทึกดีรึเปล่า..แล้วจะบันทึกว่าอย่างไรดี..เกี่ยวกับการประชุมระหว่างอาจารย์แหวว บรรดาลูกศิษย์ ผู้แทนจาก UNICEF และผู้แทนจาก UNHCR เมื่อวันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา.. (เฮ้อ..สุดท้ายก็เขียนจนได้ตามที่อาจารย์แหววอยากอ่าน)

 ก่อนอื่นต้องขอท้าวความว่า..สิ่งที่อาจารย์แหววคิดแล้วก็อยากจะให้เกิดขึ้น คือ การทำงานอย่างเป็นระบบของคน 3 คน อันได้แก่ เตือน, พี่ชล และพี่ด๋าว เพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

โดยเริ่มต้นจาก.. "เตือน" ซึ่งจะรับผิดชอบ "ห้องเรียนกฎหมายสำหรับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ" ทำหน้าที่เป็นครูใหญ่ คอยจัดห้องเรียนสร้างองค์ความรู้ให้เกิดแก่คนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งใครก็ตามที่มีปัญหาและมายื่นคำร้องไว้ ก็จะถูกจับมาอยู่ในห้องเรียนให้หมด นอกจากเจ้าของปัญหาแล้ว ยังมีภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ที่จะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาให้คนเหล่านี้ได้ เราก็จะเชิญพวกเขาเข้ามาเช่นกัน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ และร่วมกันทำให้การแก้ไขปัญหานี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่ห้องเรียนจะสร้างให้เกิดแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าของปัญหาและครอบครัว คือ องค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย และ ความกล้าหาญในการนำองค์ความรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหา

ต่อมา..เมื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติเหล่านี้เริ่มมีภูมิคุ้มกันจากองค์ความรู้ที่ได้ในห้องเรียนกฎหมายดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว เมื่อเริ่มจากภาคทฤษฎี ต่อมาก็เป็นการเข้าสู่ภาคปฏิบัติจริง ซึ่งก็คือ "คลีนิกกฎหมาย" ของ "พี่ชล" เป็นขั้นตอนของการรักษาโรคความไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อการรักษาโรคหรือการแก้ไขปัญหา ต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง พี่ชลจะเป็นผู้ที่คอยอยู่เคียงข้าง คอยเดินไปเป็นเพื่อน เป็น supporter ในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่างๆ เช่น การยื่นเรื่องที่อำเภอ, การยื่นคำร้องต่างๆ เป็นต้น

และในขั้นตอนสุดท้าย..เป็นไม้ตาย.. หากทั้งห้องเรียน ทั้งคลีนิก ไม่สามารถช่วยรักษาอาการไร้รัฐไร้สัญชาติได้ เนื่องจากโรคแทรกซ้อนของการทำงานบกพร่องหรือการละเมิดของหน่วยงานของรัฐแล้ว "พี่ด๋าว" ก็จะออกโรงในฐานะของ "สำนักงานกฎหมาย" เพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีให้แก่คนไร้รัฐไร้สัญชาติดังกล่าว

ความคิดที่จะเห็นภาพการทำงานอย่างเป็นระบบของคน 3 คน ของอาจารย์แหววนั้น.. ข้าพเจ้าชื่นชมและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ข้าพเจ้าก็เชื่อมั่นเหลือเกินว่า..คนอื่นๆ (โดยเฉพาะพี่ชล, พี่ด๋าว) ก็คงจะคิดเช่นเดียวกัน

ในการประชุมที่เกิดขึ้น..จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อเสนอ idea นี้ให้แก่ผู้แทนจาก UNICEF แต่วันนั้นไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง...ข้าพเจ้ากลับไม่ทราบขึ้นมาดื้อๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร พูดอะไร เพื่อเสนอโครงการที่ตัวเองนั่งทำและแก้ไข ซึ่งก็ปรึกษากับอาจารย์แหววอยู่จนดึกดื่นคืนก่อนวันที่จะมาประชุม ทั้งๆ ที่เช้าวันนั้นข้าพเจ้าเองก็ตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ แถมตื่นเช้าผิดปกติ แม้ว่าจะได้นอนไปนิดเดียวก็ตาม ในใจทราบดีว่า..วันนี้ (วันที่ประชุม) สำคัญกับข้าพเจ้ามาก โครงการที่อยู่ในมือคือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะทำ เป็นโคงการชิ้นแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้าจะต้องอยู่ในฐานะ "ผู้รับผิดชอบโครงการ" และวันนี้ข้าพเจ้าก็กำลังจะเสนอชิ้นงานนี้ที่ข้าพเจ้าภูมิใจให้ UNICEF

แต่ผลปรากฏว่า..ข้าพเจ้าก็ไม่ได้พูดหรือเสนอดังที่ตนเองเคยคิดและวาดหวังไว้เลย เพราะเมื่อเข้ามาในที่ประชุมแล้ว สภาพการณ์ก็คือ..ตัวเองเป็นเด็กที่สุดในนั้น ประสบการณ์ก็น้อย นอกจากนี้ก็ไม่ได้จบกฎหมายมาอีก ความรู้กฎหมายในเรื่องนี้ก็ต้องเรียกว่าแค่หางอึ่ง ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่นี่ไม่ได้หมายความถึงการท้อถอย เพียงแค่ไม่กล้าเสนอหน้าเสนอความคิดอะไรในตอนนั้น..

ข้าพเจ้าจึงถูกตำหนิมากอยู่ในวันนั้น..

วันนั้น..ข้าพเจ้ารู้สึกแย่ๆ อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่มันเผอิญมันมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาอยู่ในหัวเยอะแยะมากมาย สติเลยหลุดๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูก จึงโทรไปขอคำปรึกษาจากพี่ต้อง ทำให้ข้าพเจ้าสงบลงมาก และเราก็จบบทสนทนาด้วยข้อคิดมากมายที่ข้าพเจ้าได้รับและยังจดจำอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม..เหตุการณ์ในวันนั้นเป็น bad practice ที่จะนำมาใช้เพื่อสอนและเตือนสติตัวเองอยู่ตลอด ว่า..ถึงเวลาที่ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว จะให้อาจารย์เป็นคอยช่วยอยู่ตลอดก็คงไม่ไหว สิ่งไหนที่ต้องทำก็คงต้องทำเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

สุดท้าย..เตือนขอขอบคุณความรัก ความห่วงใย และความหวังดี จากอาจารย์แหววและพี่ต้องด้วยค่ะ