สภามหาวิทยาลัยในรูปแบบแบ่งปันอำนาจ ต้องรวมพลังกันกำกับขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เดินตรงทาง (แต่ละมหาวิทยาลัยมีทางของตัวเอง ไม่ลอกเลียนกัน) และสร้างผลสัมฤทธิ์ต่อสังคมคุ้มค่าต่อทรัพยากรที่สังคมสนับสนุน

สภามหาวิทยาลัย  : 27. แนวโน้มในอนาคต

            ผมมองแนวโน้มจากร่าง พรบ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. .... ตามที่อยู่ใน เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดูได้ที่นี่  http://www.op.mahidol.ac.th/orla/fp/fp_file/pageprb_draff.htm  แต่ผมสงสัยว่า ฉบับที่มีการตรวจแก้โดยกรรมาธิการแล้วค้างเติ่งอยู่คงจะมีแก้ไขผิดไปจากนี้บ้าง    เอาเป็นว่าผมขอใช้ฉบับในเว็บเป็นตัวบอกเจตนารมณ์ของการมีสภามหาวิทยาลัยใน ร่าง พรบ. ใหม่ก็แล้วกัน

           จะเห็นว่า องค์คณะบุคคลที่กำกับและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยในอนาคต มี ๓ องค์คณะ คือ สภามหาวิทยาลัย   สภาวิชาการ   และสภาคณาจารย์     เราคงต้องยอมรับนะครับว่า มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่พนักงานขององค์กรมีสิทธิ์มีเสียงสูงกว่าองค์กรอื่นๆ     คือเราใช้หลักแบ่งปันอำนาจ ไม่ใช่รวบอำนาจ ที่เรียกว่าระบบ collegial     ตรงนี้คงต้องระวังว่าไม่ใช่ระบบคานอำนาจ    คือไม่ใช่คอยคานคอยทานกัน    แต่เป็นระบบช่วยกันคิดช่วยกันทำ     หลักสำคัญคือหลัก สนธิพลัง (synergy)

           ดูตามภารกิจที่ระบุไว้ในร่าง พรบ. ซึ่งเป็น พรบ. ของมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่ใช่อยู่ใต้ระบบราชการ     ที่เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ     สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่มากมาย     แต่ผมมองว่าจริงๆ แล้วหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือกำกับให้มหาวิทยาลัยมีความเข้มแข็งทางวิชาการ    และทำหน้าที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างจริงจัง    นี่คือหลักใหญ่ที่สุด   เรื่องอื่นๆ เป็นรายละเอียด     

         สรุปว่า แนวโน้มในอนาคต สภามหาวิทยาลัย จะทำหน้าที่เป็น องค์กรรวมหัวใจ หรือองค์กรสูงสุดของแต่ละมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง     ไม่ใช่เป็นปลอมๆ (มี สกอ. คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง) อย่างในปัจจุบัน    สภามหาวิทยาลัยในรูปแบบแบ่งปันอำนาจ ต้องรวมพลังกันกำกับขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เดินตรงทาง (แต่ละมหาวิทยาลัยมีทางของตัวเอง ไม่ลอกเลียนกัน) และสร้างผลสัมฤทธิ์ต่อสังคมคุ้มค่าต่อทรัพยากรที่สังคมสนับสนุน  

วิจารณ์ พานิช
๒๔ มิย. ๔๙
วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง