คนดีในอุดมคติ
สวัสดีครับ วันนี้ผมขอกล่าวถึงลักษณะของคนดีในอุดมคติที่สังคมหรือใครๆก็อยากเป็นอยากได้ มีท่านนักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวไว้ว่า มนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐ คือ ผู้มีใจสูง มนุษย์ เป็นสัตว์พิเศษ ซึ่งคำว่าพิเศษในที่นี้ หมายความว่า มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ส่วนที่แตกต่างดังกล่าวได้แก่ สิกขา หรือการศึกษา คือการเรียนรู้ การฝึกฝนพัฒนา มนุษย์ที่ฝึก ศึกษาและพัฒนาดีแล้ว ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นผู้รู้จักดำเนินชีวิตที่ดีงามด้วยตนเอง และช่วยให้สังคมดำรงอยู่ในสันติสุขโดยสวัสดี สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ทนฺโต เสฏฺโ มนุสฺเสสุ แปลว่า ผู้ที่ฝึกอบรมตนได้ดีแล้วชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดในบรรดาหมู่มนุษย์”
คนสมบูรณ์แบบ หรือมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นคนเต็มคน เป็นคนสมบูรณ์ บุคคลใดที่สามารถนำหมู่ชนและสังคมไปสู่สันติสุขและความสวัสดีได้นั้น บุคคลนั้นจะต้อง มีหลักธรรมหรือคุณสมบัติ 7 ประการ นั่นก็คือ
1. ธมฺมญฺญุตา : รู้หลักและรู้จักเหตุผล คือรู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลาย ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตในการปฏิบัติกิจหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆรู้เข้าใจในสิ่งที่ตนจะต้องปฏิบัติตามเหตุผล เช่นรู้ว่า ตำแหน่ง ฐานะ อาชีพ การงานของตนมีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไร มีอะไรเป็นหลักการ จะต้องทำอะไร อย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้บรรลุถึงผลสำเร็จที่เป็นไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นๆ ตลอดจนชั้นสูงสุดจน พบเท่าทันกฎธรรมดาหรือหลักความจริงของธรรมชาติ เพื่อปฏิบัติต่อโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง มีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิตนั้น
2. อตฺถญฺญุตา : รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล คือรู้ความหมายและความมุ่งหมายที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ รู้ว่าที่ตนทำอยู่อย่างนั้นๆ ดำเนินชีวิตอย่างนั้นเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร หรือควรจะได้บรรลุถึงผลอะไร ที่ให้มีหน้าที่ ตำแหน่ง ฐานะ การงานอย่างนั้นๆ เขากำหนดวางกันไว้เพื่อความมุ่งหมายอะไร กิจการที่ตนทำอยู่ขณะนั้น เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง เป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไร ดังนี้เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุด คือรู้ความหมายของคติธรรมดาและประโยชน์ที่เป็นจุดหมายแท้ของชีวิต
3. อตฺตญฺญุตา : รู้ตน คือรู้ความเป็นจริงว่า ตัวเรานั้นว่าโดย ฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถและคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้เท่าไหร่ อย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมและทำการต่างๆให้สอดคล้องถูกจุด ที่สัมฤทธิ์ผล ตลอดแก้ไขปรับปรุงตนให้เจริญงอกงามถึงความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
4. มตฺตญฺญุตา : รู้ประมาณ คือรู้จักพอดี เช่นรู้จักประมาณในการบริโภค ในการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะพอดี ในการพูด การปฏิบัติกิจ และทำการต่างๆ ตลอดจนการพักผ่อนนอนหลับและการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทำการทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์ เพื่อผลดีแท้จริงที่พึงต้องการ โดยมิใช่เพียงเพื่อเห็นแก่ความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจของตน แต่ทำตามความพอดี แห่งเหตุปัจจัยหรือองค์ประกอบทั้งหลายที่จะลงตัวก่อให้เกิดผลดีงามตามที่มองเห็นด้วยปัญญา
5. กาลญฺญุตา : รู้กาล คือรู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน ปฏิบัติการต่างๆและเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เช่นรู้ว่า เวลาไหนควรทำอะไร อย่างไร และทำให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา ให้ถูกเวลา ตลอดจนรู้จักกะเวลาและวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล
6. ปริสญฺญุตา : รู้ชุมชน คือรู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมชน และรู้การอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมชน และต่อชุมชนนั้นว่าชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา ควรต้องทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้มีระเบียบวินัยอย่างนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างนี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรต้องสงเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์ให้อย่างนี้ ๆ เป็นต้น
7. ปุคคลญฺญุตา/ปุคฺคลปโรปรญฺญุตา : รู้บุคคล คือรู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคล โดยอัธยาศัย ความสามารถและคุณธรรม ว่าใคร ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ ได้คติอะไร จะสัมพันธ์เกี่ยวข้อง จะใช้ จะยกย่อง จะตำหนิ หรือจะแนะนำสั่งสอนอย่างไร จึงจะได้ผลดี ดังนี้เป็นต้น
ดังนั้น การที่คนเราจะเป็นมนุษย์หรือคนสมบูรณ์นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีหลักธรรมดังกล่าวนี้ไว้เป็นข้อวัตรปฏิบัติหรือเป็นหลักธรรมประจำใจแห่งตน ก็จะชื่อว่า”เป็นคนดีในอุดมคติ”ของคนหรือสังคมในทุกยุคทุกสมัยได้ในที่สุด