๒๐.๔๕ น. วันศุกร์ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓ วันศุกร์แล้วซินะ ผ่านมาถึงวันนี้เร็วจัง เผลอแปล๊บเดียววันศุกร์ซะแล้ว คงเป็นเพราะมีงานให้ทำอยู่ตลอดวันเวลามั้ง ถึงได้รู้สึกว่าทุกนาทีที่ผ่านไปไม่ได้สูญเปล่า บางทีบางครั้งการมีงานให้ทำอยู่ตลอดก็ดีกว่าการอยู่ว่าง ๆ เพราะยิ่งอยู่ว่าง ๆ เท่าไหร่เราก็จะเหมือนว่าเวลาในแต่ละวันมันช่างยืดยาวออกไป แต่บางครั้งบางที่ก็รู้สึกเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แต่ก็มีคนเคยบอกไว้ว่าเหนื่อยกายแม้จะมากมายเท่าไหร่ หากเราได้อาบน้ำมันก็หายไปเอง อันนี้ก็จริงอย่างที่เค้าว่าไว้นะ ต่างกับเหนื่อยใจที่มันไม่ยอมหายแม้จะอาบน้ำหมดเป็นสระ เหนื่อยใจจะหายได้ก็ต้องดื่มด่ำน้ำใจจากผู้อื่นที่คอยหยิบยื่นให้จึงจะหาย แต่ก็คงไม่ทั้งหมดเพราะตัวการใหญ่ที่แท้จริงมันอย่ที่ใจเรานี่เอง ดังนั้นแล้วต้องคอยสำรวจใจเราเองอยู่บ่อย ๆ และก็ไม่ควรปฏิเสธน้ำใจที่ดีงามจากบุคคลรอบข้าง หากจะให้ดีที่สุดเราก็ต้องเป็นผู้ให้กำลังใจกับคนอื่น ๆ เฉกเช่นเดียวกัน เพราะกฎของธรรมชาติมีอยู่ว่า ยิ่งเราให้อะไรออกไปมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งจะได้รับสิ่งนั้นกลับมามากขึ้น กำลังใจก็เช่นกันยิ่งให้ไปมากเท่าไหร่ยิ่งได้รับกลับมามากกว่าเดิม... ร่ายยาวไปเรื่อยตามแต่จะนึกได้ ในชั่วขณะจิตที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเขียน ด้วยหมายมุ่งจะบันทึกเรื่องราวประจำวัน เพื่อประกันไว้ว่าหากเวลาผ่านไปแล้วก็ยังเหลือร่องรอยของการใช้ชีวิตในช่วงหนึ่งวันสั้น ๆ นี้ไว้ (กันลืม) วันนี้เริ่มต้นงานยามช่วงเช้าของวันด้วยเหตุการณ์ต่อเนื่องจากเมื่อวานที่ได้มีการตรวจเช็คหนังสือเรียนจากร้านค้าที่มาส่ง ได้รับมอบหมายให้ประสานงานกับคณะครูแต่ละสายชั้นและร้านค้า หลังจากนั้นก็ช่วยกันแกะกล่องหนังสือที่รับมาแล้วนับว่าครบตามจำนวนหรือไม่ ขาดเหลืออะไร เท่าไหร่บันทึกไว้เพื่อประสานกับทางร้านอีกที เพียงงานเท่านี้เมื่อวานก็ทำกันทั้งวันยันห้าโมงเย็นแล้วครับ วันนี้(อีกที)ต่อจากเมื่อวานช่วงเช้า(เล่าซ้ำ) ก็ไปเบิกสมุดมา สมุดมัดใหญ่ขนาดน้ำหนัก ๕๐ ถึง ๗๐ กิโลกรัม แบกกันอยู่สามสี่คน เวลาหมดไปครึ่งวันกว่าจะเสร็จ พักเที่ยงทานลาบ ต้ม ส้มตำ ข้าวเหนียว บ่ายมามัดสมุดหนังสือต่อ ถึงหกโมงเย็นกลับที่พัก อาบน้ำ ก๋วยจั๊บอุบลฯรออยู่หมดไปสองถ้วย ผอ.โทรถามเรื่อง โปรเจกเตอร์วัดพระธรรมกายที่มาจัดค่ายบวชอุบาสิกาแก้วที่โรงเรียนหายไหนหนึ่งตัว ตามหากันวุ่นวายไปหมด ต้องออกไปที่โรงเรียนอีกที ถามเพื่อนครูว่าทีมงานของวัดมีใครเอาไปไหม เพื่อนบอกไม่มีพระอาจารย์บอกว่าเก็บไว้ใต้เวทีตรงนี้ แต่ดูแล้วไม่มี ผมก้มหน้าลงไปใต้เวทีอีกครั้ง มองห่างจากจุดที่เพื่อนชี้ออกไปทางซ้ายมือราว ๆ สองเมตร โปรเจกเตอร์สีขาวนวนนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงร่างกาย ซุกซ่อนอยู่ใต้ชายผ้าสี้น้ำเงินที่จีบขอบรอบเวทีไว้ โอ้แม่เจ้า มันแค่อยู่ห่างจากจุดที่เก็บไว้ไม่ถึงสองเมตร แต่คนหานับตารวมกันน่าจะเกินสิบดวงขึ้นไป แต่ไม่เห็น คงเป็นเพราะทุกคนต่างก็มองหาเพียงแค่ภายในกรอบที่พระอาจารย์บอกว่า "วางไว้ตรงนี้แหละโยม" หากคนที่มาหาช่วยกันในตอนแรกมองออกนอกกรอบไปอีกนิด (ส์) เรื่องวุ่นวายก็คงไม่เกิดขึ้น และเราก็คงไม่ต้องกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน มันทำให้เราได้เรียนรู้ว่าปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นการคิดหรือมองเพียงแค่อยู่ในกรอบเดิม ๆ อาจแก้ปัญหาไม่ได้ บางครั้งบางทีเราต้องมองออกไปนอกกรอบกันบ้าง เพื่อค้นพบแนวทางใหม่ ๆ ที่อาจแก้ปัญหาให้เราได้เช่นกัน... วันนี้เช่นกันทีมงานกลุ่มครูเปิ้ล โทรมาว่าพากันขึ้นสอบห้าบทแล้ว และผ่านกันทุกคน ขากลับจากสอบพากันไปถ่ายรูปเพื่อขอจบ ก็พลอยยินดีปรีดาด้วย แล้วพวกเราที่เหลือกำลังจะตามไป เร็ว ๆ นี้ แน่นอน ท้ายที่สุดศุกร์ วันนี้ไม่สัญจรไปไหนอีกแล้วแม้จะมีคำชวนไปทานข้าวจาก ๑) ท่านผอ. และ ๒) กลุ่มครูเปิ้ลที่กำลังมาถึงร้อยเอ็ด (ไปสอบที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ฉลองในเบื้องต้นกันว่างั้นเถอะ ฉะนั้นแล้วก็ขอพักผ่อนเอาแรงไว้สู้ใหม่ในวันพรุ่งละกันนะครับ สวัสดี มีความสุขทุกท่านครับพี่น้อง