ความรู้เกี่ยวกับการตั้งศาลพระพรหม
|
พระพรหมในศาสนาพราหมณ์นั้นถือเป็นเทพผู้สร้างจักรวาลและเป็นผู้กำหนดหรือลิขิตชะตาชีวิตของผู้คน พระพรหมจึงเป็นมหาเทพสูงสุดในยุคสมัยโบราณซึ่งพระพรหมมีทั้งที่ปรากฏในคติของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเช่นกัน แต่พระพรหมในศาสนาพุทธถือเป็นเทพชั้นสูงในระดับหนึ่งในสวรรค์ของศาสนาพุทธที่เรียกว่าสวรรค์ชั้นพรหมซึ่งยังต้องมีการจุติหมุนเวียน แตกต่างจากพระพรหมในศาสนาพราหมณ์ที่เป็นมหาเทพสูงสุด แต่สิ่งที่คล้ายคลึงกันก็คือ เป็นเทพที่เคร่งในเรื่องของการครองตนและการประกอบคุณงามความดี มีศีลธรรมสูงและโปรดประทานพรให้กับผู้ที่ครองตนอยู่ในศีลธรรมอันดี สำหรับการตั้งศาลพระพรหมในประเทศไทยนั้นคงเกิดด้วยเหตุจาก ศาลพระพรหม โรงแรมเอราวัณ ซึ่งถือเป็นศาลพระพรหมศาลแรกที่เกิดขึ้น และกลายเป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบในการสร้างศาลพระพรหมไว้บูชากันตามสถานที่ต่างๆต่อๆมา โดยยึดแบบการสร้างศาลพระพรหมจากศาลท้าวมหาพรหมที่โรงแรมเอราวัณ อันเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าจะช่วยปัดเป่าความขัดข้อง อุปสรรค และเสริมโชคลาภและความสำเร็จ ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ จึงนิยมตั้งศาลพระพรหมไว้บูชา |
การตั้งศาลพระชัยมงคล(ศาลพระภูมิ)
ศาลเจ้าที่ของคนไทย มักจะเรียกกันว่า " ศาลตา-ยาย " เป็นบ้านทรงไทย มีเสา 6 เสา ขึ้นไปซึ่งบางครั้งจะตั้งอยู่คู่กับศาลพระภูมิคงเคยเห็น "ศาลเจ้าที่จำเป็นจะต้องตั้งหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งจะเกิดอะไรขึ้น ? "
ก่อนอื่นคงทำความเข้าใจคำว่า "เจ้าที่" กันก่อนนะคะ ความหมายของเจ้าที่ ก็คือ เจ้าของที่ดินที่เราเข้าไปอาศัยอยู่ หรือปลูกบ้านบนที่ดินนั้น เจ้าของที่ดินในที่นี้ หมายถึง เจ้าของที่ดิน (เดิม) ที่ตายไปแล้ว (อาจอยู่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว) และยังไม่ไปไหนยังอยู่ในที่เดิมของตนเอง เจ้าที่ จะมีอยู่ 2 ประเภทคือ เจ้าที่แท้ กับเจ้าที่จร
- " เจ้าที่แท้ " ก็คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิม เมื่อตายไปแล้วก็ยังเฝ้าที่ดินของตัวเองอยู่ ไม่ยอมไปเกิด ประเภทปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เมื่อมีคนเข้าไปอยู่ก็ต้องทำพิธีขออนุญาต และตั้งศาลเจ้าที่บูชาเพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าของสถานที่
- " เจ้าจร " คือ วิญญาณเร่ร่อนอยู่บริเวณนั้น เมื่อเจ้าที่เดิมไปเกิดแล้ว ที่บริเวณนั้นก็กลายเป็นที่สาธารณะ พวกวิญญาณเหล่านี้ ก็สามารถเข้าไปจับจองพื้นที่ อาจเข้าไปอยู่บ้านโน่นบ้านนี้ บ้านไหนเลี้ยงดูดีก็อาจจะขออยู่ประจำบ้านหลังนั้น กลายเป็นเจ้าที่บ้านนั้นไป
