ลองอ่านบทความ The Dropout Economy : The future of work looks a lot like unemployment โดย Reihan Salam นี้ แล้วจะตกใจ ว่าวิถีชีวิตข้างหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ หากเราทำใจไม่ได้ ก็จะเกิดวิตกจริตกับความมั่นคงในชีวิตของหลาน
ตัวเลขที่ผมตกใจ คือใน สรอ. ในปี ๒๐๐๗ มีเด็กเรียนหนังสืออยู่กับบ้าน ไม่ไปโรงเรียน (homeschool) ถึง ๑.๕ ล้านคน และเชื่อว่าตัวเลขจะเพิ่มแบบระเบิดในอนาคต แต่เมื่อเปิดไปที่หน้า ๔๕ ของนิตยสารไทม์ฉบับเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่อง homeschool โดยเฉพาะ บอกว่าตัวเลขใน สรอ. คือ ๒ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๔ ของเด็กทั้งหมด
บทความ The Dropout Economy ไม่ได้แค่ทำนายว่าคนจะต่อต้านหรือไม่เข้าร่วมการศึกษาในระบบมากขึ้น เพราะเขามีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการศึกษาในระบบ แต่ทำนายว่าการทำงานก็จะเป็น home-based มากขึ้น ทำให้พื้นที่ชานเมืองที่หงอยเหงาในช่วงเวลางานกลับมีชีวิตชีวามากขึ้น และ “บ้าน” ก็จะกลายเป็น “คอมมูนสมัยใหม่” หรือที่เขาเรียก “broadband socialism” ผู้คนจะรวมตัวกันเป็นชุมชนที่เขาเรียกว่า “resilient communities” มีเครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตหลายๆ อย่างเป็นของส่วนกลาง คล้ายๆ กลับไปเหมือนสังคมสมัย ๑๐๐ ปีก่อน แต่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแบบคนละโลก และจะมีการสร้างสังคมวัฒนธรรมใหม่ขึ้นแทนที่วัฒนธรรมแก่งแย่งแข่งขัน กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมมือช่วยเหลือกัน ฟังแล้วยังกะยุคพระศรีอาริย์
ที่มาเกี่ยวข้องกับคนมหาวิทยาลัยก็คือ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิเสธมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะค่าเล่าเรียนสูงอย่างไร้เหตุผล ได้ประโยชน์จากมหาวิทยาลัยไม่คุ้มกับค่าเล่าเรียนที่แพงมหาโหด
เอามาเล่า เพื่อจะบอกว่าโลกในอนาคตผู้คนจะใช้เหตุผลใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนที่เรายึดถือ วัฒนธรรม และองค์กรต่างๆ ในสังคมก็จะมี “เกิด – ตั้งอยู่ - ดับไป” เป็นสังสารวัฎ เราใช้วิธีคิดของเราที่สืบต่อกันมาในอดีตจนถึงปัจจุบันทำนายอนาคตให้ถูกต้องได้ยาก
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มี.ค. ๕๓
จากนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง CITY ของ Simak หนังสือเขียนขึ้นเมื่อห้าสิบปีก่อน ผมอ่านตอนมัธยม
ในที่สุดมนุษย์ไม่จำเป็นต้องพบใคร แต่ละคนหรือครอบครัวสามารถอยู่ กิน เรียน ทำงาน นอน เที่ยวเล่น พักผ่อนและซื้อของ โดยผ่านทางระบบออนไลน์ในบ้านตนเองได้อย่างสัมบูรณ์
มนุษย์จะอพยพจากเขตเมืองไปอยู่กับธรรมชาติในชนบทมากขึ้น แต่interfaceกับคนอื่นๆผ่านหน้าจอ
คนจะทิ้งเมืองไป เพราะไม่มีความจำเป็น แต่คนก็จะขาดทักษะการเผชิญหน้าด้วย
เล่าสู่กันฟังครับ
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
หากมนุษย์มีจิตใจที่งดงามขึ้น มีสภาวะของจิตที่ละเอียด อ่อนโยน นอบน้อมถ่อมตน และมีปัญญาที่สูงขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น หรือกล่าวว่า “รักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง” เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเข้าสู่โลกของพระศรีอารย์ ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก” เวลานี้ความเจริญทางวัตถุมากขึ้น แต่ความงดงามทางจิตใจ นั้นค่อนข้างขาดแคลนมาก แต่อย่างไรก็ตามกระผมเชื่อว่า เมื่อสังคมมนุษย์เปลี่ยนกระบวนทัศน์แล้ว มนุษย์มีวิถีชีวิตและทำงานด้วยความรักเมตตาต่อทั้งเพื่อนมนุษย์ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและโลกได้พร้อมๆกันทั่วโลก กระบวนทัศน์ใหม่นี้ จะทำให้โลกเราจะเข้าสู่ยุคพระศรีอารย์ทันที แต่สาเหตุการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระดับอภิมหาความยิ่งใหญ่เช่นนี้คือสิ่งที่เราๆท่านๆคงไม่ทราบต้องอาศัยภาวะการเปลี่ยนด้วยวิธีได้... แต่ทั้งนี้ประโยคคำพูดนี้ ที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ ก็อาจจะมีปริศนาธรรมซ่อนอยู่ลึกหลายแง่หลายมุมก็เป็นได้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นพระอริยะสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญและปราชญ์ของโลก สิ่งที่ท่านกล่าวปุถุชนเราๆท่านๆก็ควรนำไปคิด พิจารณา ทบทวน และนำไปพัฒนาตัวเองไปด้วย เพราะโลกของพระศรีอารย์ ยังอยู่ใน “ห้วงคำนึงของความคิด ความคาดหวัง ” คงจะดีไม่น้อย หากเราช่วยกันทำเพื่อต่อเติมฝันเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติสุข ที่เรียกว่า โลกของพระศรีอารย์ หรือโลกของพระศรีอริยะเมตไตร ครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
หากมนุษย์มีจิตใจที่งดงามขึ้น มีสภาวะของจิตที่ละเอียด อ่อนโยน นอบน้อมถ่อมตน และมีปัญญาที่สูงขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น หรือกล่าวว่า “รักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง” เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเข้าสู่โลกของพระศรีอารย์ ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก” เวลานี้ความเจริญทางวัตถุมากขึ้น แต่ความงดงามทางจิตใจ นั้นค่อนข้างขาดแคลนมาก แต่อย่างไรก็ตามกระผมเชื่อว่า เมื่อสังคมมนุษย์เปลี่ยนกระบวนทัศน์ แล้ว มนุษย์มีวิถีชีวิตและทำงานด้วยความรักเมตตาต่อทั้งเพื่อนมนุษย์ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและโลกได้พร้อมๆกันทั่วโลก กระบวนทัศน์ใหม่นี้ จะทำให้โลกเราจะเข้าสู่ยุคพระศรีอารย์ทันที แต่สาเหตุการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระดับอภิมหาความยิ่งใหญ่เช่นนี้คือสิ่งที่ เราๆท่านๆคงไม่ทราบต้องอาศัยภาวะการเปลี่ยนด้วยวิธีใด... แต่ทั้งนี้ประโยคคำพูดนี้ ที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ ก็อาจจะมีปริศนาธรรมซ่อนอยู่ลึกหลายแง่หลายมุมก็เป็นได้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นพระอริยะสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญและปราชญ์ของโลก สิ่งที่สิ่งสำคัญ ประโยคที่ท่านกล่าวปุถุชนเราๆท่านๆก็ควรนำไปคิด พิจารณา ทบทวน และนำไปพัฒนาตัวเองไปด้วย เพราะโลกของพระศรีอารย์ ยังอยู่ใน “ห้วงคำนึงของความคิด ความคาดหวัง ” คงจะดีไม่น้อย หากเราช่วยกันทำเพื่อต่อเติมฝันเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติสุข ที่เรียกว่า โลกของพระศรีอารย์ หรือโลกของพระศรีอริยะเมตไตร ครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต (แก้ไขครับผม)
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
หากมนุษย์มีจิตใจที่งดงามขึ้น มีสภาวะของจิตที่ละเอียด อ่อนโยน นอบน้อมถ่อมตน และมีปัญญาที่สูงขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น หรือกล่าวว่า “รักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง” เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเข้าสู่โลกของพระศรีอารย์ ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก” เวลานี้ความเจริญทางวัตถุมากขึ้น แต่ความงดงามทางจิตใจ นั้นค่อนข้างขาดแคลนมาก แต่อย่างไรก็ตามกระผมเชื่อว่า เมื่อสังคมมนุษย์เปลี่ยนกระบวนทัศน์ แล้ว มนุษย์มีวิถีชีวิตและทำงานด้วยความรักเมตตาต่อทั้งเพื่อนมนุษย์ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและโลกได้พร้อมๆกันทั่วโลก กระบวนทัศน์ใหม่นี้ จะทำให้โลกเราจะเข้าสู่ยุคพระศรีอารย์ทันที แต่สาเหตุการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระดับอภิมหาความยิ่งใหญ่เช่นนี้คือสิ่งที่ เราๆท่านๆคงไม่ทราบต้องอาศัยภาวะการเปลี่ยนด้วยวิธีใด... แต่ทั้งนี้ประโยคคำพูดนี้ ที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ ก็อาจจะมีปริศนาธรรมซ่อนอยู่ลึกหลายแง่หลายมุมก็เป็นได้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นพระอริยะสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญและปราชญ์ของโลก กระผมคึิดว่าสิ่งสำคัญคือ ประโยคที่ท่านกล่าว ปุถุชนเราๆท่านๆก็ควรนำไปคิด พิจารณา ทบทวน และนำไปพัฒนาตัวเองไปด้วย เพราะโลกของพระศรีอารย์ ยังอยู่ใน “ห้วงคำนึงของความคิด ความคาดหวัง” เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คงจะดีไม่น้อย หากเราช่วยกันทำเพื่อต่อเติมฝันเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติสุข ที่เรียกว่า โลกของพระศรีอารย์ หรือโลกของพระศรีอริยะเมตไตร ครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต (แก้ไขครับผม)