เมื่อสักครู่ผมได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบันทึกเรื่อง ๔๐ ปี งานวิจัยโครงการหลวง ของท่าน Prof. Vicharn Panich แล้วได้ข้อคิดสะกิดใจขึ้นมาหลายเรื่อง จึงขออนุญาตขอดเอาข้อคิดที่ผุดขึ้นในใจเหล่านั้นออกมาเป็นบันทึกนี้
เมื่อผมอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องวิจัยของโครงการหลวงฯ (Royal Project) จากเอกสารที่แนบไว้ในบันทึกดังกล่าว ผมก็มีความรู้สึกกับงานวิจัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่า งานวิจัยที่ทำแล้วมีประโยชน์ในเมืองไทยก็มีเหมือนกันนะ
งานวิจัยที่นักวิชาการใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปทดลอง วิเคราะห์ แล้วสรุปผลว่า พืชผลอันใด เหมาะสำหรับพื้นที่ไหน พื้นที่ใด ควรจะปลูกอะไร เป็นงานวิจัยที่ทำจริง เกิดผลจริง มีคุณค่าจริง
ซึ่งทำให้ผมย้อนคิดกับไปถึงการทำงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยเข้าไปเห็น เช่น เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกพืชเศรษฐกิจในชุมชน ผมยังไม่เห็นมีใครที่จะไปบอกว่าพื้นที่ไม่ควรปลูกข้าว มีแต่นักวิจัยเข้าไปแล้วตั้งหน้าตั้งตาปรับสภาพภูมิอากาศ ปรับเปลี่ยนธรรมชาติ ขุดบ่อ สร้างคลอง ปรับเปลี่ยนดินฟ้าอากาศเพื่อที่จะให้พืชเศรษฐกิจเหล่านั้นปลูกได้ในที่ที่ไม่สมควรจะปลูก
ความคิดแบบนี้ขัดกับแนวคิดของโครงการหลวงฯ ซึ่งจะวิจัยเพื่อดูก่อนว่าพื้นที่นี้เหมาะสมจะปลูกอะไร แล้วจึงนำพืชนั้นเข้าไปปลูก เพราะการวิจัยในพื้นที่อื่นนั้นรู้ว่าพืชนี้ไม่ควรที่จะปลูกแต่ก็จะวิจัยและพัฒนาเพื่อที่จะดันทุรังปลูกพืชนั้นต่อไป
เหมือนกับนิทานเรื่องลิงกับปลาที่อาจารย์ท่านหนึ่งของผมเคยเล่าไว้ในบันทึกนี้ (http://portal.in.th/u-research/pages/3108/)
พี่น้องประชาชนบนพื้นที่สูงจึงเป็นกลุ่มชุมชนที่มีบุญที่พึ่งพาธรรมชาติด้วยวิถีธรรมชาติ
พี่น้องชาวไทยในที่ราบต่างหากที่มีกรรม รู้มากเกินจนมีความคิดแต่ที่ว่าจะปรับธรรมชาติเข้าหาตัว
ในเมืองหลวง หรือชุมชนที่นักวิชาการเข้าไปพัฒนาเราจะรู้สึกได้ว่าชุมชนนั้น "ร้อน" จับจิต จับใจ เพราะการปรับเปลี่ยนธรรมชาติเพื่อเข้าหาตนเองนั้น สมดุลทางธรรมชาติจะผิดเพี้ยน ธรรมชาติคือความร่มเย็น ไม่มีธรรมชาติ "ไม่เย็น..."
ทำไมคนฉลาด ๆ เรียนหนังสือสูง ๆ บนเมืองหลวงถึงได้แห่กันไปเที่ยวบนเขาตามวันหยุดยาว (Weekend) ก็เพราะว่าบนเขาเหล่านั้นเขามีธรรมชาติ เขาทำงานวิจัยกันเพื่อเรียนรู้ที่อยู่กับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
และคำในประโยคหนึ่งที่จับจิตจับใจและสามารถนิยามการวิจัยของโครงการหลวงฯ มาตลอดสี่สิบปีนั้นคือคำว่า "ช่วยเขาให้ช่วยตนเอง" เป็นคำนิยามที่สี่สิบปีผ่านมานี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นความจริง ของจริง เกิดขึ้นจริง
ผมรู้สึกได้ว่างบประมาณการวิจัยของโครงการหลวง คุ้มค่า ไม่สูญเปล่าเหมือนกับงบประมาณการวิจัยที่อื่น ถึงแม้นจะน้อยแต่แน่น "แน่นด้วยคุณภาพ"
รูปภาพและที่มาจากบันทึก
การปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลังของคนไทยในที่ราบก็ไม่ต่างอะไรกับการปลูกฝิ่นของคนไทยในบนภูเขาสูง
ฝิ่นทำให้เป็นยาเสพติด อ้อยและมันสำปะลังสร้างให้คนยึดติดใน "เงิน"
คนที่เสพฝิ่นทำร้ายได้เฉพาะตัวเองหรืออย่างมากก็คนใกล้ชิด แต่คนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามระบบเศรษฐกิจนั้น ทำลายธรรมชาติ ทำลายคุณภาพของสังคมและโลกใบนี้ด้วย "ความร้อน"
ปุ๋ย สารเคมี เครื่องจักร ถูกระดมลงไปเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักการเกษตรเชิงเดี่ยว
ในน้ำไร้ปลา ในแต่มีหอยเชอรี่ สู้กันไป ฆ่ากันไป สร้างนิสัย "ความเห็นแก่ตัว"
ไม่เคยเห็นไร่มันที่ไหนร่ม ไม่เคยเห็นไร่อ้อยที่ไหนเย็น เคยเห็นแต่บนเขาที่อุดม ร่มเย็น พึ่งได้ทั้งกายใจ...