เมื่อเขียนบันทึกนี้ ชีวิตนี้...มีลิขิตที่เราเลือกไม่ได้ แต่เราเลือกมุมมองและวิธีการเผชิญหน้าได้ ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ติดตามอย่างเอาใจช่วยเต็มที่มาตลอดเวลา เพราะเชื่อมั่นว่า โรคนี้รักษาได้ และจากการที่เรารู้ถึงการมีอยู่ของโรคในเวลาที่รวดเร็วโดยที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ โอกาสที่จะรักษาก็น่าจะดีกว่าทำเมื่อร่างกายอ่อนแอจากการมีโรคนี้ แม้จะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับโรค Acute Myeloid Leukemia ละเอียดลึกซึ้งมาก่อน แต่เมื่อรู้ว่าคนที่เรารักเป็นโรคนี้ก็เริ่มศึกษาหาความรู้ เมื่อเสริมกับความรู้เดิมที่เรามีอยู่แล้ว และการติดตามวิทยาการใหม่ๆในการรักษาโรคนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่า โรคนี้แม้จะชื่อว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวก็จริง แต่ก็มีหลายชนิดหลายพยากรณ์โรคขึ้นกับชนิดที่เป็น สำหรับของน้องเรานั้นไม่ได้เป็นแบบร้ายแรงถึงขั้นรักษาไม่ได้ และชีวิตก็ยังมีทางเดินอีกยาวไกลแน่นอน หากรู้จังหวะในการดูแลตนเองและใกล้หมอในยามที่จำเป็น เพราะอาจมีโอกาสที่ต้องเติมเกร็ดเลือด เติมเม็ดเลือดแดงในยามที่โรคกำลังกำเริบ
รู้และเข้าใจว่าการที่เราไม่ใช่คนป่วยเสียเอง เราจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนคนเป็นแน่นอน ไม่ว่าเราจะให้ความมั่นใจแค่ไหน คนป่วยที่ต้องเป็นคนเผชิญหน้าโดยตรงย่อมเกิดความกังวล คลางแคลงใจ ทำใจให้รับรู้ความเป็นจริงได้ยาก ผ่านช่วงของความเครียด ความทุกข์กันมาไม่น้อย เราทำได้ก็เพียงส่งกำลังใจ ให้ความเชื่อมั่น ให้ข่าวสารเท่าที่เราจะช่วยยืนยันได้ให้เกิดความมั่นใจ แต่ก็รู้ว่าต้องใช้เวลาในการซึมซับทำความเข้าใจ
ได้รับรู้ความคืบหน้าของการรักษามาตลอด และได้เห็นว่าสิ่งที่เราเชื่อมั่นมาแต่แรกนั้นเป็นความจริง มาถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 4 เดือนน้องผ่านการทำเคมีบำบัดไปแล้ว 3 รอบ เราได้เฝ้าดูใกล้ชิดในช่วงรอบแรก เพราะอยากให้เกิดความมั่นใจ และได้เห็นแล้วว่าน้องผ่านอาการข้างเคียงมาได้อย่างน่ายินดี ในรอบสองและสามที่รู้แล้วว่าน้องรับมือกับกระบวนการได้แน่นอนก็เป็นช่วงที่มีภาระหลายอย่างทำให้ไม่มีโอกาสได้เฝ้าดูใกล้ชิดตัว แต่ก็ติดตามดูผลแล็บตลอดเวลา คอยลุ้นไปกับผลที่เห็น เพราะรอบหลังสุดนั้นยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์รวดเร็วจนน่าใจหาย ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากได้ยาเม็ดเลือดขาวก็ลดต่ำลงจนเกือบไม่มีเลย เม็ดเลือดแดง เกร็ดเลือดก็น้อยจนน่าเป็นห่วง แต่ร่างกายก็ค่อยๆฟื้นสภาพกลับมาได้อย่างน่ายินดี และผลครั้งล่าสุดก่อนที่จะได้กลับมาพักที่บ้านรอบนี้นั้น ไม่มีเซลล์ผิดปกติออกมาให้เห็นในกระแสเลือดเลย
เมื่อเย็นแวะไปรดน้ำต้นไม้ที่บ้าน ได้เห็นการกลับบ้านของน้องพอดี เห็นหน้าตาอิ่มเอิบแข็งแรง ไม่มีสภาพของคนรับเคมีบำบัดเหลืออยู่เลย ยกเว้นแต่ผมที่ยังบางอยู่เท่านั้น ได้คุยได้รับรู้ว่าผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดที่ทรมานนั้นมีน้อยมาก สิ่งต่างๆที่เราได้เห็นในผลแล็บนั้น ออกอาการในตัวคนป่วยเองไม่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คุยด้วยแล้วรู้สึกได้ถึงความสบายใจ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเคมีบำบัดรอบสุดท้ายตามที่คุณหมอกำหนดในอีกประมาณหนึ่งเดือนนับจากนี้ไป ไม่มีอาการกังวลเคร่งเครียดใดๆให้เห็นเลย
พลอยรู้สึกโล่ง เบา สบายใจไปกับครอบครัวปิยะวัฒน์ในวันนี้ ความทุกข์ไม่ยั่งยืนหากเราเข้มแข็ง และเห็นได้ชัดว่าความคุ้นเคยกับสิ่งที่เคยกังวล ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ บันทึกนี้ฝากไว้สำหรับทุกท่านที่กำลังมีความทุกข์ใดๆในวันนี้นะคะ ขอให้เข้มแข็ง ตั้งสติให้ได้ หากทุกข์ยังคงอยู่เราก็จะค่อยๆคุ้นเคยกับมัน แล้วมันก็จะคลี่คลายไปในที่สุด สุขหรือทุกข์จึงขึ้นอยู่ที่ "ใจ"ของเรานี่เอง ทำความคุ้นเคยกับสิ่งที่เราต้องเผชิญ แล้วยิ้มสู้กับมันกันนะคะ
เมื่อวานผมไปเยี่ยมเกษตรกรในพื้นที่ ทราบว่าเกษตรกรหลายคนกำลังป่วย บางคนมีอาการเจ็บปวด ขณะเดียวกันบางคนกำลัง "วางทุกอย่าง" ไม่ขอรับการรักษาจากแพทย์ เพราะว่าเริ่มรู้สึกคุ้ยเคยกับความเจ็บไข้ที่เกิด
และพร้อมที่จะเดินทางไกลสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก
นั่งคุยแล้วก็ได้แง่คิดเตือนใจตัวเองเหมือนกัน
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ๆ ครับ
ร่วมอธิษฐานด้วยคนครับพี่โอ๋