เช้านี้มีเพื่อนส่งลิงก์มาให้คลิกเข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/pol/77761 เป็นบทสัมภาษณ์คนเสื้อแดงคนหนึ่ง คือ ดร.จารุพรรณ กุลดิลก เป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมเคมี และเป็นอาจารย์พิเศษจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลด้วย
อ่านแล้วแม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็มีบางประเด็นที่เห็นด้วย เช่น ประเด็นที่ว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงทำให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้างเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม และในประเด็นที่ว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงแม้ "กระสุนยาง" ก็เถอะ
ประเด็นศักดิ์ศรีของมนุษย์นั้น ผมก็เห็นจากการที่ผู้ชุมนุมประกาศว่าตนเป็นไพร่ หลายคนก็ใส่เสื้อเขียนว่าไพร่ คนที่กล้าประกาศตนดังกล่าวอย่างเปิดเผย แสดงว่าเขาตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของตนเอง ผู้ที่ยิ่งเคารพในศักดิ์ศรีของตนอย่างลึกซึ้งขึ้นเพียงใด ย่อมสามารถเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้งขึ้นเพียงนั้น อันนี้มีทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก (มาสโลว์) ว่าด้วยเรื่องของ Self-esteem และผู้ที่เห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนแล้วก็จะได้สัมผัสกับความรู้สึกถึงความมีอิสระในตนเอง ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอื่นง่ายๆ รวมทั้งระบบอุปถัมภ์ใดๆ อีกต่อไป คำตรงข้ามของ “ไพร่” คือ “นาย” คนที่รู้สึกว่าตนมีอิสรภาพแล้ว จะรู้สึกว่าชีวิตตนเองจะดีขึ้นได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เพราะมีนาย(ไม่ว่าจะเป็นนายเล็กหรือนายใหญ่)มากำหนดโชคชะตาให้
ประเด็นเรื่องความรุนแรง ดร.จารุพรรณเห็นว่าการใช้ปืนไม่ว่ากระสุนยางหรือกระสุนจริงล้วนไม่ใช่สากล เธอจึงไปฟ้องสหประชาชาติเพื่อให้โลกได้รับรู้ ผมเห็นว่า เวลาที่ฝ่ายรัฐบาลจะทำอะไร จำเป็นต้องมีหลักการบางอย่างรองรับ หลักการที่รัฐบาลเลือกใช้ในครั้งนี้ คือ "7 ขั้นตอนตามหลักสากล" ที่เริ่มจากการเจรจาไปจนถึงการฉีดน้ำ ใช้กระบองตี และสุดท้ายใช้ปืนยิงด้วยกระสุนยาง เรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับ ดร.จารุพรรณ ว่าเป็นหลักการที่ก่อให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งยังเป็นความรุนแรงในตัวของมันเอง ผมเชื่อว่าแกนนำฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถดูแลให้ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนอยู่ในความสงบโดยไม่ตอบโต้ได้ ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องความเป็นสากลหรือไม่สากลทางโลกมากเท่าความเป็นสากลทางธรรม ตามความเข้าใจของผม ความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นด้วย กาย วาจา (หรือแม้กระทั่งด้วยใจที่เรารับรู้อยู่คนเดียว) ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องตามธรรม ดังนั้น แม้แต่ขั้นใช้น้ำฉีดหรือกระบองตีที่รัฐบาลใช้เป็นหลักอ้างอิงว่าเป็นสากล(ทางโลก)นั้น ผมจึงไม่เห็นด้วย ฝ่ายชุมนุมที่อ้างอิงหลักการชุมนุมโดยสันติ ก็ไม่ได้อิงหลักอหิงสาตามแนวคิดของคานธีดั้งเดิม สรุปคือต่างฝ่ายต่างมีหลัก แต่เป็นคนละหลัก และดูเหมือนจะเป็นหลักที่ประยุกต์ไปตามความเข้าใจของแต่ละฝ่าย
เขียนถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงนักคิดอิตาเลียนคนหนึ่ง ชื่อ กรัมชี่ ที่ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายรัฐต้องสร้างอิทธิพลทางความคิดควบคู่หรือรองรับการกระทำไปด้วย เมื่อสามารถ “ครอบงำความคิด” ของประชาชนได้ (โดยอาศัยกลไกสื่อและกลไกอื่น) ก็จะสามารถสร้างความชอบทำในการกระทำของตนได้ (ความจริงฝ่ายต่อต้านรัฐก็ทำอย่างเดียวกัน เขาจึงเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลปิดพีทีวี) ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยก็ทำเช่นเดียวกัน เช่น มีการเสนอความคิด "โกงกินบ้างแต่ช่วยเหลือประชาชนดีก็ใช้ได้", หรือ "ฆ่า 2,000 ศพแต่ยาเสพติดลดลงก็ไม่เป็นไร" หรืออะไรในทำนองนี้ ซึ่งการโกงกินก็ดี การฆ่าก็ดี ล้วนไม่ถูกต้องตามหลักสากลทางธรรม แต่ก็ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งเขวไปได้เช่นกัน
เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ถึงตอนที่เธอพูดอย่างคน "รู้" เรื่องความสงบภายในของมนุษย์ (ผู้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลท้ายบทสัมภาษณ์ว่าสอนจิตตปัญญาด้วย) ก็อยากให้กำลังใจเธอว่าสิ่งที่เธอรู้ (สัมพันธ์กับตนเองและโลกภายนอกตัวด้วยความรัก ความเมตตา) นั้นจะพัฒนาเติบโตในตัวเธอต่อไป มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง “สิ่งที่รู้” กับ “ผู้รู้” ยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยเห็นรูปประกอบบทสัมภาษณ์แล้วยังเป็นคนอายุน้อย และสัมผัสได้จากคำให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้รักความเป็นธรรมที่มีศรัทธาในความดีงามและมุ่งมั่นกับความเชื่อของตน
เรื่องของความรุนแรงนี้ ผมเห็นว่ายากที่จะทำให้ประชาชนที่มาชุมนุม แม้จะเป็นผู้รักความเป็นธรรม เข้าใจในหลักการและวิธีปฏิบัติแบบอหิงสา (หรือสัตยาเคราะห์) แบบคานธีได้ง่ายๆ หลักการสำคัญก็คือ เริ่มจากใจที่เมตตา และมุ่งที่การสร้างความเข้าใจกับคนที่เราเรียกร้อง (ด้วยความรักความเมตตาต่อเขา) ให้เขาได้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของเรา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ การชุมนุมจึงจะ "สงบ" จริงได้ ถ้าจะประยุกต์กับการชุมนุมครั้งนี้ในทางปฏิบัติก็เช่น การเปิดช่องทางให้รถสัญจรได้ด้วย ให้พ่อค้าแม่ขายข้างทางได้ค้าขายเลี้ยงชีพด้วย การนั่งชุมนุมอย่างสงบตามหลักอหิงสาแบบคานธีนั้น แม้จะถูกคุกคามจากกลไกของรัฐ (ทหาร/ตำรวจ) ก็ยอมให้ตีอย่างสงบ แทนที่จะเอาไม้กระบองหรือด้ามธงไปตอบโต้ ตีหัวทหาร (ภาพที่ผมเห็นในทีวี)
ตอนที่คานธีนำประชาชนคัดค้านอังกฤษที่ออกกฏหมายห้ามประชาชนอินเดียทำเกลือจากน้ำทะเล (เพราะเจ้าอาณานิคมต้องการผูกขาด) คานธีเห็นว่ากฏหมายนี้ไม่เป็นธรรม (พระเจ้าให้น้ำทะเลกับมนุษย์ทุกคน ทุกคนย่อมมีสิทธิทำเกลือจากน้ำทะเล) ก็เลยเข้าไปในครัวหยิบกระทะมาถือ(เป็นสัญลักษณ์)ออกเดินทางไกลไปเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อไปต้มน้ำทะเลเอาเกลือ แสดงการดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นว่าการฝ่าฝืนกฏหมายทำให้ติดคุกได้ (แบบเดียวกับที่อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยอมติดคุกด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้ง เพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง) ระหว่างทางมีชาวบ้านที่เห็นด้วยมาร่วมเดินด้วยจนขบวนใหญ่ขึ้นๆ เป็นพันเป็นหมื่นคน พอไปถึงชายทะเล มีกำลังตำรวจที่มีกระบองในมือมาขวาง คานธีได้ให้การศึกษากับผู้ร่วมเดินขบวนถึงหลักอหิงสา ทุกคนยอมให้ตีโดยไม่มีใครตอบโต้ คนบาดเจ็บก็ถูกลำเลียงออกไปพยาบาล ตำรวจตีอยู่ฝ่ายเดียวได้ไม่นานก็หยุด เพราะทำต่อไปไม่ลง ทนพฤติกรรมตนเองไม่ได้ ไม่มีใครยอมตีอีกเพราะที่ตีนั้นเป็นการทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา มิได้โกรธแค้นอะไรกับคนที่ตนต้องทุบตีมาก่อน ตีต่อไปไม่ได้ ฝืนความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในส่วนลึกสุดของจิตใจ
คานธีแสดงให้เห็นว่าพลังของ “ธรรม” นั้น ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของ “กฏหมาย” ที่ไม่เป็นธรรมเสมอ (ผมเห็นว่า "ธรรม" นี่แหละที่ "สากล" จริง ไม่ขึ้นกับกาลเวลา กฏหมายเป็นเพียงสิ่งที่คนบัญญัติขึ้นตามยุคตามสมัย) และแสดงให้เห็นว่า การชุมนุมอย่างสันติวิธีตามหลักอหิงสาด้วยความสงบนั้นเป็นอย่างไร ไม่ทำให้ความรุนแรงขยายตัวขึ้นอย่างไร
ในการชุมนุมครั้งหนึ่งที่บอมเบย์ ตำรวจขี่ม้าตะลุยเข้าไปในฝูงชน ผู้ชุมนุมถูกม้าเหยียบบาดเจ็บจำนวนมาก มีคนทนไม่ไหวทำร้ายตำรวจเสียชีวิตไปคนหนึ่ง แค่ตำรวจตายเพียงคนเดียวก็ทำให้คานธีเสียใจมาก ท่านกล่าวว่า ฝ่ายประชาชนไม่ควรทำตัวเป็นอันธพาลเสียเอง ท่านบอกว่า เป็นความผิดของท่านเอง และความผิดครั้งนี้ "เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเท่าภูเขาหิมาลัย" (ผมจำไม่ได้ว่าครั้งนั้นท่านได้ลงโทษตนเองด้วยการอดอาหารด้วยหรือเปล่า เพราะท่านอดหลายครั้งเพื่อให้ความรุนแรงยุติ ใครสนใจเรื่องนี้ลองหาหนังสือ ชีวประวัติของข้าพเจ้า ที่คานธีเขียนเองมาอ่านดู)
คานธีเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ (แปลโดยกรุณา กุศลาสัย, 2526) ว่า "เมื่อใดที่เราสามารถมองเห็นความผิดอันใหญ่หลวงของผู้อื่นให้เท่ากับผงธุลีได้ และมองความผิดอันเล็กน้อยของตนเองให้ได้เท่ากับภูเขา เมื่อนั้นแหละ เราจึงจะสามารถประเมินความผิดของผู้อื่น และของตนเองได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม" และนักสัตยาเคราะห์ "...ใช้พุทธิปัญญาและด้วยใจสมัคร เพราะเขาถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเขา ผู้ที่ได้ทำเช่นนี้อย่างเคร่งครัดเท่านั้นจึงอยู่ในฐานะที่จะใช้ดุลพินิจได้ว่า กฎหมายอะไรมีความเป็นธรรม และกฎหมายอะไรปราศจากความเป็นธรรม และเมื่อนั้นแหละเขาจึงจะมีสิทธิดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่เขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมภายในขอบเขตและสถานการณ์ที่ได้กำหนดไว้อย่างแจ่มแจ้ง ความผิดพลาดของข้าพเจ้าอยู่ที่ไม่สามารถดำเนินภารกิจให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้พรรณานี้ ข้าพเจ้าได้เรียกร้องให้ประชาชนกระโดดเข้าสู่การต่อสู้ โดยที่เขายังมีคุณสมบัติไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้น และนี่เองที่ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเท่าภูเขาหิมาลัย..." หลังจากนั้นท่านก็จัดตั้งกองอาสาสมัครอบรมประชาชนให้เข้าใจหลักและวิธีการของการต่อสู้แบบอหิงสา
เมื่อคานธีซึ่งเป็นต้นฉบับของการเรียกร้องแบบอหิงสาด้วยสันติวิธีก็ยังอบรมประชาชนที่ร่วมขบวนกับท่านไม่ได้ทุกคน ผมจึงเข้าใจว่า แกนนำผู้ชุมนุม(นปช.)ก็ยากที่จะสร้างความเข้าใจในหลักและวิธีการชุมนุมโดยสันติตามแบบอหิงสาที่แกนนำประกาศเป็นแนวทางการชุมนุมครั้งนี้ให้ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเข้าใจทั้งหมดได้ แต่ผมก็ภาวนาให้แกนนำได้ตระหนักในหลักการนี้อยู่ในใจ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างตามหลักการนี้ อย่างที่คานธีทำให้ดูด้วยชีวิตของท่าน ก็น่าจะช่วยให้สามารถรักษาความสงบของการชุมนุมไว้ได้ตามที่ท่าน(ประกาศว่าท่าน)ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบโดยสันติวิธี อีกทั้งหากสามารถทำได้ดังนี้ สถานการณ์ก็จะไม่ขยายไปสู่ความรุนแรงได้ แม้ฝ่ายรัฐจะใช้ความรุนแรงก็ตาม (ตบมือข้างเดียวไม่ดัง)
แต่ภาพที่ปรากฏหลายครั้ง การปราศรัยบนเวทีหรือทีวี ผู้ปราศรัยมีการปลุกเร้าให้คนเกลียดชังกัน ซึ่งไม่ได้แสดงให้เห็นว่า พวกฉันเรียกร้องให้ท่านทำในสิ่งที่(พวกฉันเห็นว่า)ถูกต้อง ด้วยความรักความเมตตาตามหลักอหิงสาอย่างคานธี ที่ไม่ทำให้ผู้ถูกเรียกร้อง (ในกรณีนี้ก็คือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงคนหรือฝ่ายที่เขาเชื่อว่ามีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง) สัมผัสได้กับความรักความเมตตา และกรุณาที่(ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้ว)ทุกคนมีอยู่ในหัวใจ หากต่างฝ่ายต่างสัมผัสกับส่วนลึกตรงนี้ได้ ความรุนแรงก็ไม่เกิด กระบวนการคลี่คลายไปสู่ความสงบสันติก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย ผมเห็นว่าหากการปราศรัยใช้ "สัมมาวาจา" (ซึ่งอาจเป็นอุดมคติมากไปหน่อย) สถานการณ์ก็จะดีขึ้น
ผมเคยมีโอกาสได้ดูวิดีโอลิงก์ที่คุณทักษิณส่งมายังผู้ชุมนุมครั้งหนึ่งทางทีวี พบว่าเต็มไปด้วยถ้อยคำท้าทาย เสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง ปลุกเร้าความเกลียดชัง ไม่เป็นสัมมาวาจา ผมดูแล้วก็เกิดความรู้สึกถึงความทุกข์ ความร้อน ความไม่สงบภายในจิตใจของคุณทักษิณ ซึ่งส่งผลให้การชุมนุม "ร้อน" ยิ่งขึ้น เรื่องของการพูดกับประชาชน ผมว่าฝ่ายรัฐบาลทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะคนที่เป็นนายกฯ ขณะนี้ อาจเป็นเพราะมีพื้นฐานมาดี จึงพูดจาสุภาพ ไม่ค่อยตำหนิ กล่าวโทษ ดูหมิ่นคนอื่น
หากฝ่ายชุมนุมสามารถสงบลงได้อย่างที่กล่าวมา และฝ่ายรัฐบาลสามารถยกเลิกประกาศฉุกเฉินร้ายแรงอะไรเสียได้ ผมก็เชื่อว่าจะนำไปสู่ความสงบได้ง่ายขึ้น
ผมยังเชื่อและศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของทั้งสองฝ่ายว่า ถึงที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะคลี่คลายลงโดยสงบด้วยการหันหน้าเข้ามาเจรจากัน แม้วันนี้ฝ่ายผู้ชุมนุมยังไม่พร้อม ยังปฏิเสธ ไม่อยากเจรจา แต่วันหนึ่งสถานการณ์ก็จะบังคับให้ต้องหันหน้าเข้ามาเจรจากันอยู่ดี โดยมี "คนกลาง" ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
ผมได้เรียนรู้จากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในวันนี้มากเช่นกัน มาถึงวันนี้ ผมไม่ไปชุมนุมหรือเดินขบวนกับใครหรือฝ่ายไหนแล้ว หากจะทำอะไรก็จะทำคนเดียว เพราะเชื่อในพลังของปัจเจกบุคคล สิ่งที่อยากทำและได้ทำแล้วเล็กๆ น้อยๆ ของคนเล็กๆ คนหนึ่งในวันนี้ก็คือการแสดงความคิดความเห็นในเว็บบล็อกนี้ เพื่อนำเสนอความเข้าใจของผมเรื่อง "การชุมนุมอย่างสันติ เริ่มด้วยใจที่สงบ" ตามหลักอหิงสธรรม
สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
20 เมษายน 2553
แจ๋มขออนุญาต แสดงความคิดเห็นนะคะ
การที่จะทำให้ความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่ายสงบได้ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องใช้ สงบ กับ สงบ
แต่หากใช้ สงบ กับ รุนแรง จึงมองไม่เห็นว่าจะจบลงตรงไหน มันจึงไม่มีทางสงบขึ้นได้
ในขณะที่ผู้ชุมนุม ปากบอกว่า สงบ สันติ อหิงสา แต่การกระทำนั้น ตรงข้ามกับปากที่พูด
ข่มขู่ คุกคาม คนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเองในรูปแบบต่างๆ ตามที่ได้เห็นจากสื่อกันมาบ้างแล้ว
อย่างนี้ไม่สามารถเกิดความสงบขึ้นได้เลย เพราะคนที่ถูกกระทำก็ย่อมเกิดความเจ็บแค้น
เป็นธรรมดา ความอดทนของคนย่อมมีขีดจำกัด
และในการชุมนุม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นใครขึ้นไปพูดบนเวทีแบบสุภาพ หรือพูดความจริง
100% เพราะไม่อย่างนั้น จะไม่เกิดแรงจูงใจให้ชุมนุมต่อ ต้องปลุกปั่น ปลุกระดม ให้ฮึกเหิม และ
เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ตัวเองก็ต้องมองว่าตัวเองทำถูก ทำดี ไม่มีใครมองว่าตัวเองชั่วทำผิดเลยซักคน
แม้แต่ทักษิณแจ๋มก็เชื่อว่าตอนนี้ เค้าคิดว่าสิ่งที่เค้าทำนั้น ถูกต้อง เค้าเป็นคนถูก เค้าเป็นคนดี
ลูกเค้า เมียเค้า ก็ต้องคิดว่าพ่อชั้นถูกที่สุด ดีที่สุด สามีชั้นถูกที่สุด ดีที่สุด
ใครที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเค้าต่างหากคือคนไม่ดี คนชั่ว คิดผิด
แจ๋มมองไม่เห็นทางเลยค่ะว่า จะจบลงตรงไหน แต่มีหลายเสียงที่แว่วเข้าหูมาว่า
ความสงบจะเกิดขึ้นได้ต้องมาหลังความรุนแรงเสมอ นั่นจริงหรือเปล่าคะ ซึ่งแจ๋มก็ยังไม่แน่ใจ
ที่ว่า "ในการชุมนุม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นใครขึ้นไปพูดบนเวทีแบบสุภาพ หรือพูดความจริง
100%" อันนี้ผมเองยังเชื่อว่าเป็นไปได้ครับ ผมเชื่อว่าคนอย่างคานธีทำเช่นนั้น และแม้ในเมืองไทยปัจจุบันถ้าเราค่อยๆ สังเกตก็น่าจะพบคนทำแบบนั้นอยู่ เพียงแต่คนที่มี "สัมมาวาจา" และมี "วาจาสุภาษิต" (ตามมงคล 38) หรือ "วจีสุจริต" มักมีความสงบภายในไปด้วย ก็มักไม่ไปปรากฏตัวบนเวทีประท้วงหรือเวทีการเมือง
ส่วนที่ว่า "ความสงบจะเกิดขึ้นได้ต้องมาหลังความรุนแรงเสมอ นั่นจริงหรือเปล่าคะ" นั้น แจ๋มคิดว่าวันที่ 10 เมษาเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้ว หรือว่ายังจะมีความรุนแรงตามมาอีกล่ะ ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับเหตุที่ทุกฝ่าย รวมทั้งเราแต่ละคนจะทำให้ผลเป็นเช่นไร
ได้ไปอ่านคานธีเพิ่มเติมมาจากหนังสือชีวประวัติของข้าพเจ้า
มีคำพูดหนึ่งของท่านที่น่าสนใจเรื่องศาสนากับการเมือง
"นักการศาสนาส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้พบเห็น ล้วนเป็นนักการเมืองที่ปลอมตัวมา
ส่วนตัวข้าพเจ้าผู้สวมบทบาทเปนนักการเมืองนั้น ด้วยจิตใจอันแท้จริงแล้ว เป็นนักการศาสนาต่างหาก"
"...ข้าพเจ้าเป็นนักการศาสนา แต่ท่านจะว่าข้าพเจ้าหลงทางเข้ามาในวงการเมืองไม่ได้
นักการศาสนาจะต้องต่อต้านความไม่มีศาสนาในทุกแห่งหนที่เขาได้พบเห็น
แต่ในยุคปัจจุบัน ความไม่มีศาสนาได้เข้ายึดการเมืองไว้เป็นป้อมปราการสำคัญที่สุด
ข้าพเจ้าจึงต้องเข้าไปในวงการเมือง เพื่อต่อต้านความไม่มีศาสนา
...การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนา เป็นเรื่องของความโสมมที่ควรสละละทิ้งเสียเป็นอย่างยิ่ง
การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ และเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของประเทศชาตินั้น ต้องเป็นเรื่อง
ของผู้ที่มีศิลมีธรรมประจำใจ... เพราะฉะนั้น เราจึงต้องนำเอาศาสนจักรไปสถาปนาไว้
ในวงการเมืองด้วย"
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของคานธีที่อาจารย์ได้กรุณานำมาลงให้อ่านนี้มากเลยค่ะ
เพราะปัจจุบัน นักการเมืองไม่ค่อยมีศิลธรรม พูดจากลับกลอก พลิกดำให้เป็นขาว
ถ้านักการเมืองมีศีลธรรม มีศาสนาเป็นตัวนำ คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้
เรียนอาจารย์สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
คำว่าสงบ ตามความคิดของผม 3 ประการ
สงบใจ มองความผิดคนอื่นเป็นเรื่องเล็กกว่าความผิดของตนเอง เช่นคานธีว่าครับ แต่ทั้งสองฝ่ายมองแต่ฝ่ายตรงข้ามผิด ใจไม่เป็นธรรมแล้วครับ
สงบปาก การนำเอาสื่อมาใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน ยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟให้ลุกลาม ใครมีสื่อในมือคือได้เปรียบ
ใครปลุกคนให้หลงไหลได้มากคือวิธีการที่น่าประนาม
สงบการกระทำ บางทีการเลือกข้างก็แสดงออกอย่างเปิดเผย จะเห็น ดร.บางท่านจัดรายการเยาะเย้ยดูถูกภูมิปัญญา
ประชาชน แทนที่จะเป็นทางออกกลับเป็นแรงกระตุ้นให้คนเกลียดชังรัฐบาลมากขึ้น
คงต้องบอกว่ายอมไม่เป็นเย็นไม่ลง
ขอบคุณอาจารย์ที่นำแนวทางดีๆ มานำเสนอครับ
ชอบการสรุปของ อาจารย์
พรชัย ครับ
ผมขอตัดให้สั้นลงเป็น 3 สงบ
"สงบใจ สงบคำ สงบทำ"