เช้านี้มีเพื่อนส่งลิงก์มาให้คลิกเข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/pol/77761  เป็นบทสัมภาษณ์คนเสื้อแดงคนหนึ่ง คือ ดร.จารุพรรณ กุลดิลก เป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมเคมี และเป็นอาจารย์พิเศษจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลด้วย

อ่านแล้วแม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็มีบางประเด็นที่เห็นด้วย เช่น ประเด็นที่ว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงทำให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้างเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม และในประเด็นที่ว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงแม้ "กระสุนยาง" ก็เถอะ

ประเด็นศักดิ์ศรีของมนุษย์นั้น ผมก็เห็นจากการที่ผู้ชุมนุมประกาศว่าตนเป็นไพร่ หลายคนก็ใส่เสื้อเขียนว่าไพร่ คนที่กล้าประกาศตนดังกล่าวอย่างเปิดเผย แสดงว่าเขาตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของตนเอง ผู้ที่ยิ่งเคารพในศักดิ์ศรีของตนอย่างลึกซึ้งขึ้นเพียงใด ย่อมสามารถเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้งขึ้นเพียงนั้น อันนี้มีทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก (มาสโลว์) ว่าด้วยเรื่องของ Self-esteem และผู้ที่เห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนแล้วก็จะได้สัมผัสกับความรู้สึกถึงความมีอิสระในตนเอง ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอื่นง่ายๆ รวมทั้งระบบอุปถัมภ์ใดๆ อีกต่อไป คำตรงข้ามของ “ไพร่” คือ “นาย” คนที่รู้สึกว่าตนมีอิสรภาพแล้ว จะรู้สึกว่าชีวิตตนเองจะดีขึ้นได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เพราะมีนาย(ไม่ว่าจะเป็นนายเล็กหรือนายใหญ่)มากำหนดโชคชะตาให้

ประเด็นเรื่องความรุนแรง ดร.จารุพรรณเห็นว่าการใช้ปืนไม่ว่ากระสุนยางหรือกระสุนจริงล้วนไม่ใช่สากล เธอจึงไปฟ้องสหประชาชาติเพื่อให้โลกได้รับรู้ ผมเห็นว่า เวลาที่ฝ่ายรัฐบาลจะทำอะไร จำเป็นต้องมีหลักการบางอย่างรองรับ หลักการที่รัฐบาลเลือกใช้ในครั้งนี้ คือ "7 ขั้นตอนตามหลักสากล" ที่เริ่มจากการเจรจาไปจนถึงการฉีดน้ำ ใช้กระบองตี และสุดท้ายใช้ปืนยิงด้วยกระสุนยาง เรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับ ดร.จารุพรรณ ว่าเป็นหลักการที่ก่อให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งยังเป็นความรุนแรงในตัวของมันเอง ผมเชื่อว่าแกนนำฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถดูแลให้ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนอยู่ในความสงบโดยไม่ตอบโต้ได้ ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องความเป็นสากลหรือไม่สากลทางโลกมากเท่าความเป็นสากลทางธรรม ตามความเข้าใจของผม ความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นด้วย กาย วาจา (หรือแม้กระทั่งด้วยใจที่เรารับรู้อยู่คนเดียว) ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องตามธรรม ดังนั้น แม้แต่ขั้นใช้น้ำฉีดหรือกระบองตีที่รัฐบาลใช้เป็นหลักอ้างอิงว่าเป็นสากล(ทางโลก)นั้น ผมจึงไม่เห็นด้วย ฝ่ายชุมนุมที่อ้างอิงหลักการชุมนุมโดยสันติ ก็ไม่ได้อิงหลักอหิงสาตามแนวคิดของคานธีดั้งเดิม สรุปคือต่างฝ่ายต่างมีหลัก แต่เป็นคนละหลัก และดูเหมือนจะเป็นหลักที่ประยุกต์ไปตามความเข้าใจของแต่ละฝ่าย

เขียนถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงนักคิดอิตาเลียนคนหนึ่ง ชื่อ กรัมชี่ ที่ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายรัฐต้องสร้างอิทธิพลทางความคิดควบคู่หรือรองรับการกระทำไปด้วย เมื่อสามารถ “ครอบงำความคิด” ของประชาชนได้ (โดยอาศัยกลไกสื่อและกลไกอื่น) ก็จะสามารถสร้างความชอบทำในการกระทำของตนได้ (ความจริงฝ่ายต่อต้านรัฐก็ทำอย่างเดียวกัน เขาจึงเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลปิดพีทีวี) ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยก็ทำเช่นเดียวกัน เช่น มีการเสนอความคิด "โกงกินบ้างแต่ช่วยเหลือประชาชนดีก็ใช้ได้", หรือ "ฆ่า 2,000 ศพแต่ยาเสพติดลดลงก็ไม่เป็นไร" หรืออะไรในทำนองนี้ ซึ่งการโกงกินก็ดี การฆ่าก็ดี ล้วนไม่ถูกต้องตามหลักสากลทางธรรม แต่ก็ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งเขวไปได้เช่นกัน

เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ถึงตอนที่เธอพูดอย่างคน "รู้" เรื่องความสงบภายในของมนุษย์ (ผู้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลท้ายบทสัมภาษณ์ว่าสอนจิตตปัญญาด้วย) ก็อยากให้กำลังใจเธอว่าสิ่งที่เธอรู้ (สัมพันธ์กับตนเองและโลกภายนอกตัวด้วยความรัก ความเมตตา) นั้นจะพัฒนาเติบโตในตัวเธอต่อไป มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง “สิ่งที่รู้” กับ “ผู้รู้” ยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยเห็นรูปประกอบบทสัมภาษณ์แล้วยังเป็นคนอายุน้อย และสัมผัสได้จากคำให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้รักความเป็นธรรมที่มีศรัทธาในความดีงามและมุ่งมั่นกับความเชื่อของตน

เรื่องของความรุนแรงนี้ ผมเห็นว่ายากที่จะทำให้ประชาชนที่มาชุมนุม แม้จะเป็นผู้รักความเป็นธรรม เข้าใจในหลักการและวิธีปฏิบัติแบบอหิงสา (หรือสัตยาเคราะห์) แบบคานธีได้ง่ายๆ หลักการสำคัญก็คือ เริ่มจากใจที่เมตตา และมุ่งที่การสร้างความเข้าใจกับคนที่เราเรียกร้อง (ด้วยความรักความเมตตาต่อเขา) ให้เขาได้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของเรา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ การชุมนุมจึงจะ "สงบ" จริงได้ ถ้าจะประยุกต์กับการชุมนุมครั้งนี้ในทางปฏิบัติก็เช่น การเปิดช่องทางให้รถสัญจรได้ด้วย ให้พ่อค้าแม่ขายข้างทางได้ค้าขายเลี้ยงชีพด้วย การนั่งชุมนุมอย่างสงบตามหลักอหิงสาแบบคานธีนั้น แม้จะถูกคุกคามจากกลไกของรัฐ (ทหาร/ตำรวจ) ก็ยอมให้ตีอย่างสงบ แทนที่จะเอาไม้กระบองหรือด้ามธงไปตอบโต้ ตีหัวทหาร (ภาพที่ผมเห็นในทีวี)

ตอนที่คานธีนำประชาชนคัดค้านอังกฤษที่ออกกฏหมายห้ามประชาชนอินเดียทำเกลือจากน้ำทะเล (เพราะเจ้าอาณานิคมต้องการผูกขาด) คานธีเห็นว่ากฏหมายนี้ไม่เป็นธรรม (พระเจ้าให้น้ำทะเลกับมนุษย์ทุกคน ทุกคนย่อมมีสิทธิทำเกลือจากน้ำทะเล) ก็เลยเข้าไปในครัวหยิบกระทะมาถือ(เป็นสัญลักษณ์)ออกเดินทางไกลไปเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อไปต้มน้ำทะเลเอาเกลือ แสดงการดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นว่าการฝ่าฝืนกฏหมายทำให้ติดคุกได้ (แบบเดียวกับที่อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยอมติดคุกด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้ง เพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง) ระหว่างทางมีชาวบ้านที่เห็นด้วยมาร่วมเดินด้วยจนขบวนใหญ่ขึ้นๆ เป็นพันเป็นหมื่นคน พอไปถึงชายทะเล มีกำลังตำรวจที่มีกระบองในมือมาขวาง คานธีได้ให้การศึกษากับผู้ร่วมเดินขบวนถึงหลักอหิงสา ทุกคนยอมให้ตีโดยไม่มีใครตอบโต้ คนบาดเจ็บก็ถูกลำเลียงออกไปพยาบาล ตำรวจตีอยู่ฝ่ายเดียวได้ไม่นานก็หยุด เพราะทำต่อไปไม่ลง ทนพฤติกรรมตนเองไม่ได้ ไม่มีใครยอมตีอีกเพราะที่ตีนั้นเป็นการทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา มิได้โกรธแค้นอะไรกับคนที่ตนต้องทุบตีมาก่อน ตีต่อไปไม่ได้ ฝืนความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในส่วนลึกสุดของจิตใจ

คานธีแสดงให้เห็นว่าพลังของ “ธรรม” นั้น ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของ “กฏหมาย” ที่ไม่เป็นธรรมเสมอ (ผมเห็นว่า "ธรรม" นี่แหละที่ "สากล" จริง ไม่ขึ้นกับกาลเวลา กฏหมายเป็นเพียงสิ่งที่คนบัญญัติขึ้นตามยุคตามสมัย) และแสดงให้เห็นว่า การชุมนุมอย่างสันติวิธีตามหลักอหิงสาด้วยความสงบนั้นเป็นอย่างไร ไม่ทำให้ความรุนแรงขยายตัวขึ้นอย่างไร

ในการชุมนุมครั้งหนึ่งที่บอมเบย์ ตำรวจขี่ม้าตะลุยเข้าไปในฝูงชน ผู้ชุมนุมถูกม้าเหยียบบาดเจ็บจำนวนมาก มีคนทนไม่ไหวทำร้ายตำรวจเสียชีวิตไปคนหนึ่ง แค่ตำรวจตายเพียงคนเดียวก็ทำให้คานธีเสียใจมาก ท่านกล่าวว่า ฝ่ายประชาชนไม่ควรทำตัวเป็นอันธพาลเสียเอง ท่านบอกว่า เป็นความผิดของท่านเอง และความผิดครั้งนี้ "เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเท่าภูเขาหิมาลัย" (ผมจำไม่ได้ว่าครั้งนั้นท่านได้ลงโทษตนเองด้วยการอดอาหารด้วยหรือเปล่า เพราะท่านอดหลายครั้งเพื่อให้ความรุนแรงยุติ ใครสนใจเรื่องนี้ลองหาหนังสือ ชีวประวัติของข้าพเจ้า ที่คานธีเขียนเองมาอ่านดู)

คานธีเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ (แปลโดยกรุณา กุศลาสัย, 2526) ว่า "เมื่อใดที่เราสามารถมองเห็นความผิดอันใหญ่หลวงของผู้อื่นให้เท่ากับผงธุลีได้ และมองความผิดอันเล็กน้อยของตนเองให้ได้เท่ากับภูเขา เมื่อนั้นแหละ เราจึงจะสามารถประเมินความผิดของผู้อื่น และของตนเองได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม" และนักสัตยาเคราะห์ "...ใช้พุทธิปัญญาและด้วยใจสมัคร เพราะเขาถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเขา ผู้ที่ได้ทำเช่นนี้อย่างเคร่งครัดเท่านั้นจึงอยู่ในฐานะที่จะใช้ดุลพินิจได้ว่า กฎหมายอะไรมีความเป็นธรรม และกฎหมายอะไรปราศจากความเป็นธรรม และเมื่อนั้นแหละเขาจึงจะมีสิทธิดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่เขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมภายในขอบเขตและสถานการณ์ที่ได้กำหนดไว้อย่างแจ่มแจ้ง ความผิดพลาดของข้าพเจ้าอยู่ที่ไม่สามารถดำเนินภารกิจให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้พรรณานี้ ข้าพเจ้าได้เรียกร้องให้ประชาชนกระโดดเข้าสู่การต่อสู้ โดยที่เขายังมีคุณสมบัติไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้น และนี่เองที่ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเท่าภูเขาหิมาลัย..." หลังจากนั้นท่านก็จัดตั้งกองอาสาสมัครอบรมประชาชนให้เข้าใจหลักและวิธีการของการต่อสู้แบบอหิงสา

เมื่อคานธีซึ่งเป็นต้นฉบับของการเรียกร้องแบบอหิงสาด้วยสันติวิธีก็ยังอบรมประชาชนที่ร่วมขบวนกับท่านไม่ได้ทุกคน ผมจึงเข้าใจว่า แกนนำผู้ชุมนุม(นปช.)ก็ยากที่จะสร้างความเข้าใจในหลักและวิธีการชุมนุมโดยสันติตามแบบอหิงสาที่แกนนำประกาศเป็นแนวทางการชุมนุมครั้งนี้ให้ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเข้าใจทั้งหมดได้ แต่ผมก็ภาวนาให้แกนนำได้ตระหนักในหลักการนี้อยู่ในใจ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างตามหลักการนี้ อย่างที่คานธีทำให้ดูด้วยชีวิตของท่าน ก็น่าจะช่วยให้สามารถรักษาความสงบของการชุมนุมไว้ได้ตามที่ท่าน(ประกาศว่าท่าน)ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบโดยสันติวิธี อีกทั้งหากสามารถทำได้ดังนี้ สถานการณ์ก็จะไม่ขยายไปสู่ความรุนแรงได้ แม้ฝ่ายรัฐจะใช้ความรุนแรงก็ตาม (ตบมือข้างเดียวไม่ดัง)

แต่ภาพที่ปรากฏหลายครั้ง การปราศรัยบนเวทีหรือทีวี ผู้ปราศรัยมีการปลุกเร้าให้คนเกลียดชังกัน ซึ่งไม่ได้แสดงให้เห็นว่า พวกฉันเรียกร้องให้ท่านทำในสิ่งที่(พวกฉันเห็นว่า)ถูกต้อง ด้วยความรักความเมตตาตามหลักอหิงสาอย่างคานธี ที่ไม่ทำให้ผู้ถูกเรียกร้อง (ในกรณีนี้ก็คือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงคนหรือฝ่ายที่เขาเชื่อว่ามีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง) สัมผัสได้กับความรักความเมตตา และกรุณาที่(ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้ว)ทุกคนมีอยู่ในหัวใจ หากต่างฝ่ายต่างสัมผัสกับส่วนลึกตรงนี้ได้ ความรุนแรงก็ไม่เกิด กระบวนการคลี่คลายไปสู่ความสงบสันติก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย ผมเห็นว่าหากการปราศรัยใช้ "สัมมาวาจา" (ซึ่งอาจเป็นอุดมคติมากไปหน่อย) สถานการณ์ก็จะดีขึ้น

ผมเคยมีโอกาสได้ดูวิดีโอลิงก์ที่คุณทักษิณส่งมายังผู้ชุมนุมครั้งหนึ่งทางทีวี พบว่าเต็มไปด้วยถ้อยคำท้าทาย เสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง ปลุกเร้าความเกลียดชัง ไม่เป็นสัมมาวาจา ผมดูแล้วก็เกิดความรู้สึกถึงความทุกข์ ความร้อน ความไม่สงบภายในจิตใจของคุณทักษิณ ซึ่งส่งผลให้การชุมนุม "ร้อน" ยิ่งขึ้น เรื่องของการพูดกับประชาชน ผมว่าฝ่ายรัฐบาลทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะคนที่เป็นนายกฯ ขณะนี้ อาจเป็นเพราะมีพื้นฐานมาดี จึงพูดจาสุภาพ ไม่ค่อยตำหนิ กล่าวโทษ ดูหมิ่นคนอื่น

หากฝ่ายชุมนุมสามารถสงบลงได้อย่างที่กล่าวมา และฝ่ายรัฐบาลสามารถยกเลิกประกาศฉุกเฉินร้ายแรงอะไรเสียได้ ผมก็เชื่อว่าจะนำไปสู่ความสงบได้ง่ายขึ้น

ผมยังเชื่อและศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของทั้งสองฝ่ายว่า ถึงที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะคลี่คลายลงโดยสงบด้วยการหันหน้าเข้ามาเจรจากัน แม้วันนี้ฝ่ายผู้ชุมนุมยังไม่พร้อม ยังปฏิเสธ ไม่อยากเจรจา แต่วันหนึ่งสถานการณ์ก็จะบังคับให้ต้องหันหน้าเข้ามาเจรจากันอยู่ดี โดยมี "คนกลาง" ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

ผมได้เรียนรู้จากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในวันนี้มากเช่นกัน มาถึงวันนี้ ผมไม่ไปชุมนุมหรือเดินขบวนกับใครหรือฝ่ายไหนแล้ว หากจะทำอะไรก็จะทำคนเดียว เพราะเชื่อในพลังของปัจเจกบุคคล สิ่งที่อยากทำและได้ทำแล้วเล็กๆ น้อยๆ ของคนเล็กๆ คนหนึ่งในวันนี้ก็คือการแสดงความคิดความเห็นในเว็บบล็อกนี้ เพื่อนำเสนอความเข้าใจของผมเรื่อง "การชุมนุมอย่างสันติ เริ่มด้วยใจที่สงบ" ตามหลักอหิงสธรรม

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
20 เมษายน 2553