
อยู่อินเดียจนถึงวันนี้ นับวันเดือนปี ก็เกือบ 3 ปีแล้ว (2 ปี 8 เดือน) มีคนไทยแวะเวียนไปเที่ยวอินเดียและแวะเยี่ยมเยียนกันเสมอๆ พบมากที่สุดก็คือพระสงฆ์ที่เดินทางไปศึกษาต่อที่อินเดีย ถัดมาก็กลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนต่อซึ่งก็มีมากพอสมควร ถัดมาเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่ไปทำงานที่อินเดีย มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ และใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าเริ่มเห็นโอกาสและความสำคัญของตลาดอินเดีย กลุ่มคนที่ไปเที่ยวอินเดียเป็นกลุ่มที่ไปกันทุกปี แต่ผมไม่ค่อยได้พบเพราะส่วนใหญ่จะไปเที่ยวอยู่ในรัฐพิหารเท่านั้น ปีที่ผ่านมาตัวเลขคนไทยไปแสวงบุญที่รัฐพิหารอยู่ที่ 5 หมื่นคน
ต้องบอกว่าการไปเที่ยวอินเดียนั้น มีหลายระดับ ระดับหนึ่งจะไปเที่ยวแบบสบายที่สุด ที่พักดีที่สุด เดินทางด้วยเครื่องบินภายในประเทศ นั่งรถบัสปรับอากาศดีที่สุดและทานอาหารไทยทุกมื้อ แต่ก็ต้องมีความกล้าอยู่ดีจึงจะตัดสินใจไปอินเดียได้
ระดับถัดมาเป็นระดับชาวบ้านก็จะไปเที่ยวแบบผู้แสวงบุญคือไปอยู่วัด ทานอาหารที่วัด ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าระดับแรก ระดับต่อมาคือการไปเที่ยวแบบไปเอง ไม่ได้ไปกับทัวร์ เรียกว่าแบกเป้เดินตามถนนปนกับคนท้องถิ่น พวกนี้จองตั๋วเอง จองโรงแรมเอง เดินทางโดยรถไฟและรถเมล์ พักโรงแรมตามสถานีรถไฟซึ่งสะดวกสุดและเป็นโรงแรมไม่มีดาว เป็นการเดินทางที่เสียค่าใช้จ่ายถูกสุด แต่ถือว่าได้ความคุ้มค่าและประสบการณ์มากที่สุด
การเที่ยวแบบติดดินนี้เป็นที่นิยมมากของฝรั่งที่ไปเที่ยวบ้านเราที่มักจะไปอยู่แถวถนนข้าวสารแทนการอยู่โรงแรมหรู ทั้งที่เป็นคนมีฐานะดี คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นจะนิยมเดินทางแบบติดดินนี้โดยเฉพาะไปอินเดีย
ดังนั้นเมื่อพบคนไทยที่เดินทางแบบที่อินเดียนี้จึงรู้สึกชื่นชมและทึ่งในความใจกล้า คือที่มาของบันทึกนี้ เนื่องจากผมได้มีโอกาสต้อนรับคนไทยสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีนั้นเป็นถึงท่านผู้พิพากษา ส่วนภรรยาประกอบอาชีพอิสระ ทั้งคู่เดินทางท่องเที่ยวในอินเดียแบบติดดินมาหลายปีแล้วด้วยความรักอินเดีย ท่านบอกว่าการเที่ยวแบบนี้ทำให้ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะความงดงามของธรรมชาติและของคน วิถีชีวิตของคน รวมทั้งมิตรภาพที่ได้จากการสัมผัสกับผู้คนซึ่งหากเที่ยวกับทัวร์จะไม่มีทางได้พบเห็นสิ่งเหล่านี้เลย
แต่เที่ยวแบบติดดินหมายถึงการเที่ยวที่ต้องทำการบ้านให้ดี ศึกษาข้อมูล เตรียมแผนการเดินทาง เตรียมการแก้ปัญหากับสิ่งที่คาดและไม่คาดว่าจะเกิด ที่สำคัญคือการเตรียมสุขภาพสำหรับการเดินทางด้วย
ผมรู้สึกชื่นชมจริงๆ กับการเดินทางแบบผจญภัยไปในโลกกว้างแบบนี้ คงจะตื่นเต้นทุกวันซึ่งจากการฟังการเล่าเรื่องและชมภาพถ่ายการไปเที่ยวในที่ต่างๆ ของสองสามีภรรยาคู่นี้ก็รู้ดีว่าทั้งคู่มีแต่ความตื่นเต้นสนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจจริงๆ
ท่านผู้พิพากษาได้นำหนังสือเล่มหนึ่งไปให้ผมด้วย หนังสือมีชื่อว่า "เดินสู่อิสระภาพ" โดย อจ.ประมวล เพ็งจันทร์ซึ่งหลายท่านคงรู้จักดี ผมอ่านด้วยความตื่นเต้น น่าทึ่งจริงๆ กับความคิดและการผจญภัยของ อจ.ประมวล ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางเพื่อธรรมของท่านด้วย
อินเดียเป็นดินแดนที่เหมาะที่จะเดินทางแบบติดดินหรือเดินทางเพื่อธรรมเพราะมีองค์ความรู้ของชีวิตและวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ยังสมบูรณ์ที่สุด เป็นข้อมูลการเดินทางภายนอกที่จะเป็นประโยชน์หากจะใช้ในการเดินทางภายในกายและจิตของตนเอง
สรุป ต้องมีความกล้ามากทีเดียวที่จะไปเที่ยวอินเดียแบบติดดินแต่ก็เป็นความกล้าที่มีค่าสำหรับจิตวิญญาน
ขอคารวะท่านผู้พิพากษาและภรรยาที่นำข้อคิดดีๆ มาให้ถึงอินเดีย
สวัสดีวันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2553
สวัสดีค่ะ
คุณครูคิม ครับ
มนุษย์เราทุกคนกำลังเป็นผู้เดินทางทั้งนั้นครับ
และต่างคนก็มีเป้าหมายของตน ว่าจะเดินไปยังที่ใด
แม้อยู่บ้านเฉยๆ ก็เดินทางได้ครับ เดินทางเข้าไปในจิตตน
ยังไม่มีโอกาสได้พบ อจ.ประมวลครับ ทราบว่าท่านไปๆ มามาอินเดียเสมอ
ขณะนี้ กำลังสนใจงานของ Osho ครับ
มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่องโดยเฉพาะสาระที่แสดงออกมา
ที่สำคัญคือ เรารู้จักโอโช ดีแค่ไหนก่อนที่จะเรียนรู้สิ่งที่โอโชกล่าว
ขอบคุณครับที่แวะมาสนทนากัน
กล้าไหมที่จะไปเที่ยวอินเดียแบบติดดิน...
อืมมม......อันนี้ต้องขอคิดดูก่อน.
ปกติน้าจ้าชอบไปเที่ยวเอง ไม่ชอบไปกับทัวร์ ชอบความเป็นอิสระ ชอบไปคุยกับคนท้องถิ่น ชอบถามความเป็นอยู่ของเขา ชอบไปกินอาหารตามแบบที่คนที่นั่นเขาไปกินกัน หลายครั้งเขาก็จะแนะนำที่เที่ยว ซึ่งถ้าเราไปกับทัวร์ เราก็จะไม่ได้เห็น แล้วถ้าถูกใจที่ใหนก็จะอยู่ที่นั่นให้นานหน่อย
เสียดายที่น้าจ้าไปฝรั่งเศลเมื่อสองปีที่แล้ว ไม่มีโอกาศได้ไปหมู่บ้านพลัมของท่านติช นัท ฮันห์.
มีเรื่องจะเล่าให้ฟังถึงประสพการณ์ในการไปเที่ยวทัวร์กับคนอื่น รู้สึกว่าคนในทัวร์เขาไม่สนใจดูสถานที่อะไรเท่าไร สนใจที่จะซื้อของมากกว่า แบบดูๆสถานที่ที่เขาจัดให้ดูแบบเสียไม่ได้ แล้วก็รีบวิ่งไปซื้อของ ซื้อได้ทุกอย่าง แล้วก็เอามาอวดกันเอง.
น้าจ้าเป็นคนที่ไม่ชอบสะสมของ (เกลียดสมบัติบ้า เป็นที่สุด) เป็นมาตั้งนานแล้ว น้าจ้าก็เลยไม่ซื้ออะไร เดินมือเปล่าๆ แต่พวกคุณหญิงคุณนาย (ร่วมทั้งพี่สาวของน้าจ้าด้วย)ที่ไปด้วย เห็นเช่นนั้นเลยบอก ดีเลยคุณน้องช่วยถือของให้พี่ด้วย แถมกระเป๋าของตัวเองเต็มต้องมาฝากของกระเป๋าเรา ถึงแม้ตอนนั้น น้าจ้าจะอยู่อเมริกามาหลายปี แต่กลับเมืองไทยเราก็คือเด็กไทยที่ให้ความเคารพผู้อาวุโสกว่า ก็เลยบอกค่ะๆ ทั้งๆที่ในใจก็ไม่ได้เห็นด้วย. สถานที่ต่างๆที่ได้เห็นก็จำได้เลื่อนลาง เพราะกลุ่มที่ไปด้วยดูแค่ผ่านๆ แล้วก็รีบไปshopping...lol...:-)
เรื่องอาหารก็เหมือนกัน สมัยนั้นร้านอาหารไทยยังไม่มีมากมายเหมือนสมัยนี้ พวกเราก็เลยกินอาหารจีนกันเสียส่วนใหญ่ ซึ่งรสชาติไม่ได้เรื่องเลย แต่หัวหน้าทัวร์เขาจะพกน้ำพริกกับพวกของเผ็ดๆไว้แจกลูกทัวร์ ถ้าคืนวันใหนต้องมีการกินอาหารของท้องถิ่น ของก็จะเหลือ เป็นที่น่าเสียดาย. เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว และน้าจ้าก็ไปทัวร์แบบนี้แค่หนเดียว เพราะเสียดายเงินที่เสียไปจริงๆ เลยไม่ทราบว่าตอนนี้เขาจัดทัวร์แค่ไปซื้อของอย่างเดียวแล้วหรือยัง? ฮ่า ฮ่า ฮ่า....
ปล.ถ้าเรื่องที่เล่าออกจะไร้สาระไปหน่อย น้าจ้าขออถัยคุณพลเดชด้วยนะคะ...อิอิ
น้าจ้าครับ
ผมว่าถ้าชอบเที่ยวแบบอิสระ น่าจะไปเที่ยวอินเดียได้ และจะมีอะไรให้ค้นหาและเรียนรู้มากมาย
เป็นประเทศที่มหัศจรรย์จริงๆ ครับ
เรียนรู้ได้ไม่มีวันหมด
ผมเองก็ไม่ชอบสะสมของแต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพละก้อ ชอบถ่ายภาพเก็บเอาไว้ครับเพราะถือว่าภาพคือประวัติศาสตร์
โดยเฉพาะภาพชีวิตของผู้คน ต่างกันไปตามสถานที่ สถานที่น่าดูที่สุดอาจจะเป็นตลาดหรือสลัม
อ้อ ชอบสะสมเหมือนกันครับแต่เป็นเฉพาะหนังสือ ไปที่ไหนมักต้องเดินหาร้านหนังสือ ถ้าเป็นร้านหนังสือเก่าด้วย ก็เรียกว่าอยู่ได้เป็นวัน
ร้านอาหารสำหรับทัวร์เป้นร้านที่ไม่ชอบเลยเพราะนอกจากอาหารไม่ค่อยดีแล้วยังเร่งรีบมาก แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์หนึ่งครับ
สมัยเป็นนักเรียนในฝรั่งเศส นิยมโบกรถไปเที่ยวเองครับ
ไปทั่วยุโรป ด้วยการโบกรถอย่างเดียว สนุกแต่ก็เสี่ยงเหมือนกันครับ
ทราบว่าในอเมริกา นักเรียนไทยชอบเช่ารถไปเที่ยวต่างรัฐกันนะครับ ก็สนุกไปอีกแบบนะครับ