บางทีนั่งสมาธิก็จริง นั่งนานก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ตั้งใจ จะให้เป็นสมาธิ จิตใจเป็นหนึ่ง จิตใจปราศจากนิวรณ์ หรือว่าจิตใจเจริญสติปัญญา อันนี้มันก็ผ่านไป ผ่านไปเหมือนกัน
ไม่ใช่ว่านั่งนานแล้วมันดีนะ เกิดนานมันก็ไม่ได้เรื่องก็มีนะ บางทีก็สู้คนนั่งนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้ก็มีอันนี้เราต้องเข้าใจเหมือนกันนะ


เราอยู่เงียบ ๆ พัฒนาจิตตัวเอง ก็ต้องฝึก
แล้วไปนั่งเสวยกามสุขอยู่นะ นั่งโงก นั่งง่วงอยู่อย่างนั้น ไม่ไหวนะ

กลับมาแย่กว่าเก่า ไม่ได้นะ...

นึกว่าจะได้บรรลุกลับมา ได้ง่วงกลับมา แสดงว่าเราไม่เข้าใจ เราเลยไม่ได้แก้ไขตัวเอง
แล้วเราไม่เห็นความสำคัญว่าจะต้องแก้ไข
แล้วก็ไปมองว่าคนองค์โน้นก็ยังง่วงอยู่ เห็นองค์นี้ก็ยังง่วงอยู่ เราง่วงไม่ได้เหรอว่าอย่างนั้น

ต่างคนก็ต่างปฏิบัติ แต่มันก็ต้องแก้ไขตัวเอง
มันง่วงหงาวหาวนอนก็ยังดีกว่าฟุ้งซ่านอีก ถ้าฟุ้งเอาไม่อยู่นะ  มีหวังได้พลับพลึงกำลังช่อใหม่
ปฏิบัตินี่บางทีมันก็สำคัญอย่างหนึ่ง เวลามันเกิดปัญหาขึ้นอะไรขึ้นแก้ไขไม่ได้ถ้าอยู่ห่างครูบาอาจารย์ อันนี้ก็สำคัญ


บางทีก็ไปถามเค้า เค้าก็บอกได้เท่าที่เค้าประสบการณ์มาก็มี ประสบการณ์อย่างไรเค้าก็เล่าพอสังเขปให้ฟัง
อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เราต้องพิจารณาอยู่เหมือนกัน
ถ้าเกิดปัญหาอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร บางทีมันเอาเจ้าของไม่อยู่ บางทีคิดว่าตัวเองได้บรรลุแล้วก็ยังมี บางทีคิดไม่หยุด
บางทีไปเผลอหมกหมุ่นครุ่นคิดไปตามอารมณ์ ไปในทางที่ต่ำ บางทีจิตมันไม่กลับบางที อันนี้ต้องระวังเหมือน

พยายามจัดระบบความคิด

จัดความคิดเราให้มันดี อันไหนคิดได้ อันไหนคิดไม่ได้ อันนี้ต้องฝึกจิตใจ
อันไหนคิดแล้วเกิดปัญญา อารมณ์อย่างนี้ถ้าเรารู้จักแล้วทำให้เกิดปัญญาอันนี้ต้องฝึก จัดระบบความคิดจัดระบบสมองแก้ไขให้ทันท่วงที
เพราะว่าพญามารมันมามองไม่เห็นตัวนะ เพราะอวิชชาตัวไม่รู้มองไม่เห็นนะ ถ้าไม่สังเกตุดู ไม่พิจารณา


เวลามันคิดอย่างหนึ่ง มันคิดอย่างหนึ่งนะ เวลาคิดอย่างหนึ่งมันคิดอีกอย่างหนึ่ง


หลายคิด แล้วคิดทุกครั้งก็คิดว่ามันถูกทุกครั้งส่วนมาก ใครว่าอย่างไงไม่ฟัง มันจะเอาแต่ทิฏฐิมานะของตัวเอง จิตมันจมลงไปในอเวจี จิตมันก็ยังยอมในความคิดตามอารมณ์
ถ้าเราจัดระบบความคิดอะไรดี อันนี้ดี ๆ  เราคงไม่วกวนอยู่ ก็ของมันไม่ไปมันวกวนอยู่ จะให้มันไปได้อย่างไร
มันอยู่ในอ่างกระทะอย่างนี้มันจะเป็นได้อย่างไร


มันไม่ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา หรือขึ้นสู้อุเบกขาการปล่อยวาง ไปแล้วผ่านไปแล้วก็ยังหันหลังมามองอีก อย่างนี้เป็นต้น อาการของจิต มันอร่อยมันอาลัยอาวรณ์อะไรต่าง ๆ มันไม่อยากล่มอยากตาย

มันวกวนอย่างนี้แหละ รู้ว่าตัวเองวกวน หมกมุ่นอยู่อย่างนี้ก็ต้องรีบแก้ไขตัวเอง ถ้าไม่แก้ไขปัญญาไม่เกิดหรอก เจริญอสุภะกรรมฐานแพล๊บเดียวก็มาอีกแล้ว เผลอเมื่อไหร่ก็เอาอีกแล้ว ตัวตนอะไรอย่างนี้เป็นต้น


สัมมาสมาธิถึงเป็นตัวที่สำคัญ เป็นตัวที่จิตมีพลัง จิตไม่อ่อนแอ ยกระดับขึ้นอยู่เหนือนิวรณ์อะไรอย่างนี้ มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ถูกที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ
ยอมลำบาก ยอมอดทน ร้องไห้ก็ดีกว่าไปแพ้ นี่มันผอมทั้งกายผอมทั้งใจมันไม่ไหวนะ น่าเกลียด
บางคนบางทีมันอ้วนแต่ทางกายไม่ไหวนะแต่ “ใจผอม” ไม่ไหว
คนส่วนมากก็จะมองกันแต่ทางภายนอก ให้จิตใจมันมีพลัง จิตใจมีสมาธิ จิตใจมันอ้วนบ้างจะได้มีพลัง จะสละอารมณ์อะไรต่าง ๆ

ฝึกยกจิตใจขึ้นอยู่เสมอ ที่เค้าว่ายกวิตก วิจารณ์ ยกหมายถึงว่า ยกจิตใจขึ้นสู่บทกรรมฐาน จิตใจที่อาจจะจมอยู่หมกมุ่นอยู่ ก็ยกขึ้น ให้มันสูงขึ้น ขึ้นสู่ระดับ

บางทีเราจะไปเอาแต่มรรคแต่ผลนะ มันมองข้ามปัจจุบันไป ข้ามอาการของจิตใจแต่ละขั้นตอนไป มันไม่ได้มรรคได้ผลกับเขาหรอก
ถึงจะสะพายย่ามไปก็สะพายย่ามมาอย่างนั้นแหละ สิ่งที่มันหยาบ ๆ สิ่งที่มันสกปรกมันยังจัดแจงยังไม่ได้ มันจะได้สิ่งที่ละเอียดได้อย่างไร

ต้องให้วกกลับมาหาสภาพสัจจะคือความจริงในปัจจุบันนี้ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบันยืน เดิน นั่ง นอน เรียกว่าเจริญสติปัฏฐาน
ว่าจิตของเราคิดอย่างไร กายของเราเป็นอย่างไร เรายึดมั่นถือมั่นในตัวตนเท่าไหร่


เราจะได้รู้เราชัดเจน อะไรชัดเจน เรามีความเห็นแก่ตัวขนาดไหนเดี๋ยวนี้ มันจะไปเอาแต่สูง ๆ สูง ๆ ไอ้ ป.๑ มันก็ยังไม่จบอยู่อย่างนี้ มันก็ไปไม่ได้ ว่ามันต้องมีพื้นฐาน มีความจริง ของจริง เพราะว่ามันไม่ใช่ของเดา ของคาดคะเน
มันเป็นชีวิตที่ปกติธรรมดา ๆ ที่เป็น “ธรรมชาติ”

ถ้าเราไปมองไกลเกิน อะไรเกิน มันไม่เจอหรอก
ครูบาอาจารย์ท่านถึงสอนตั้งแต่ในชีวิตประจำวันทำอะไรอะไรอย่างนี้เป็นต้น
บางทีมันสำรวมก็จริงแต่มันจะเข้าคอกวัวเค้า ไปบิณฑบาตก็ดีอย่างนี้เป็นต้น
บางทีมันไม่สำรวมมันก็จะไปเที่ยวตลาดอย่างที่ว่า มันไปสะกดเกิน ไปปล่อยเกินอะไรอย่างนี้มันก็ไม่ได้


ต้องอยู่กับชีวิตจริงในปัจจุบัน

รู้จักชีวิตจริง ก็คือชีวิตที่ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอุปทาน ชีวิตจริง ไม่มีความรู้สึกว่าช้าหรือเร็ว หรือว่าเขาว่าเราอะไรอย่างนี้
ทำอะไรก็มีแต่ปล่อยมีแต่วาง ไม่ได้ยึดไม่ได้ถืออะไร "อันนี้เราจะกลับมาหาชีวิตจริง ชีวิตปกติ"


นี่เราอยู่ในชีวิตปลอม ทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าถึงให้แก้ไข เข้าหาชีวิตจริงธรรมชาติจริง


ที่ว่าปฏิบัติธรรมะ ธรรมะมันของจริง

อันนี้มันของปลอมนะ ชื่อเขาก็มาสมมติเอาภายหลัง
อะไรพวกนี้มาภายหลังทั้งนั้น มาสมมติเอาทั้งนั้น มันไม่ใช่ของจริง

จะไปหาชีวิตจริงตามอารมณ์ไปเรื่อยมันไม่เจอนะ เดี๋ยวจะเป็นคนไม่เต็มบาทนะ ต้องรู้จักให้ดี


ตัวจะเข้าถึงชีวิตจริงนี่ต้องหาวิธีที่จะละอุปทานให้เร็วที่สุด รีบด่วนที่สุด
อุปกรณ์ก็คือ ศีล ธุดงค์หรือว่าสมาธิความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปัญหาเชือดเฉือนกลับเข้ามา

มันต้องค่อยเป็นค่อยไปก็เหมือนต้นไม้มันใหญ่ ให้มันใหญ่ทีเดียวแล้วมันก็ยังไม่ได้
แต่เราต้องภาวนาสม่ำเสมอ แล้วมันก็แข็งแรงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น

อย่างนี้มันหลงทางบ่อยนะ ชอบหลงทาง ปัญหา บางทีตั้งเข็มทิศอย่างเดียว ภูเขาลูกนี้มันมีแร่ดึงดูดก็มี มาแต่ภูเขาลูกเก่านี่แหละ เคยผ่านไปแล้วมันก็ยังชี้กลับมา มันต้องตัดสินใจว่าไอ้ภูเขาลูกนี้มันมีแร่ธาตุอะไรเราถึงเดินอยู่ "มันถึงพ้นนะ"

เรื่องทิฏฐิมานะ เรื่องตัวเรื่องต้นก็เหมือนกัน มันเคยกินเคยชำนาญอะไร มันก็จะโผล่ออกมาเรื่อย
บางทีไปเป็นเจ้าอาวาสก็ทุกข์ เป็นอะไรมันก็ทุกข์พวกนี้ อะไรมันทุกข์อย่างนั้นพวกนี้
 
ทำไมถึงทุกข์ ก็มันเป็นไม่ถูกต้อง
บางทีว่าจะพูดกันดี ๆ ก็ถูกอาจารย์น็อคเอาอีก มันเป็นอย่างไร พูดถูก ๆ ก็ยังว่าให้เราอีก

ไอ้นักเทศน์ทั้งหลายทั้งปวง เจ้าอาวาสทั้งหลายทั้งปวงฟังเทศน์คนอื่นไม่ค่อยได้ ไม่เหมือนเจ้าคุณนรฯ เป็นนักปราชญ์ที่เก่ง

เมื่อเราเข้าใจอันนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจเรื่องตัวเรื่องตนเรื่องความยึดความถือ เด็กก็ฟังได้ ผู้ใหญ่ก็ฟังได้ ใช้อยู่ประจำ มันให้คุณให้โทษ


หมองูก็ตายเพราะงู หมอเล่นกลก็ตายเพราะหมอเล่นกล หมออะไรก็ตายเพราะอันนั้น
เพราะว่าเราได้เผลอไปอะไรไป...

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์