“โรงชา” กับคนรุ่นใหม่
บุญทวี ทนันไชย “เราทำมาหลายอย่าง เราดูแลป่า เราปลูกเมี่ยงแซมในป่า หลังๆ เราก็เริ่มมานั่งคิดกันว่า นับวันคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำเมี่ยง แทบจะไม่มีเลย เมี่ยงจะไม่มีคนสืบทอดแล้ว คนรุ่นใหม่เรียนหนังสือกันหมด บางทีมีรถตู้มารับไปทำงานในเมือง 3 - 4 คัน ทิ้งให้คนที่ทำเมี่ยงส่วนใหญ่มีแต่คนอายุ 40 – 60 ปี คำถามคือ เราจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราจะไหวรึเปล่า นอกจากเรื่องคนสืบทอดแล้ว ไม้ฟืนก็เป็นอีกเรื่องที่เราคิด ฟืนหายากมากขึ้น ฟืนที่ใช้ต้องมาจากต้นที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป พอเรามีการจัดการป่า เราก็ใช้การซื้อฟืนจากข้างนอก ก็เกิดรายจ่ายขึ้น
หลายเรื่องทำให้เราคิดกันมาก จนเริ่มมองเรื่องเมี่ยงไปสู่เรื่องชา เราเริ่มคิดเรื่องทำชา เริ่มจากเอาเงินมาลงขันกันไปดูงานที่ ภูฟ้า อ.แม่ลาว จ.เชียงราย และ อ.แม่สลอง จ.เชียงราย และการไปดูงานทำให้เราเจอทางออก โดยเฉพาะการไปดูงานที่โรงงานใบชาโชคจำเริญ อ.แม่สลอง จ.เชียงราย เราเกิดการเรียนรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการทำชา หรือกระทั่งชนิดของชา
พอกลับมาบ้าน เหมือนมีพลัง เราเริ่มกลับมาดูต้นเมี่ยงของตัวเอง มีการเก็บใบเพื่อส่งตัวอย่างให้หน่วยงานหลายแห่งตรวจสอบ จนสุดท้ายส่งไปที่ประเทศจีน แล้วต่อมาทางจีนก็นำผู้เชี่ยวชาญมาดูที่ชุมชน ทำให้เกิดการลงทุนร่วมกัน”
ขณะที่ป่าเติบโตสมบูรณ์มากขึ้น ต้นเมี่ยงในป่าก็เจริญงอกงามมากขึ้นด้วย แต่ท่ามกลางผลสำเร็จนั้น ชุมชนกลับต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญอย่างเรื่องการสืบสานวิถีชุมชน การที่คนรุ่นใหม่ เด็กและเยาวชนในชุมชนไม่ทำอาชีพเก็บเมี่ยงเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ ตายาย และจากปัญหาจึงนำมาสู่การคิดร่วม ตั้งวงพูดคุยหารือกัน จนเกิดการเรียนรู้ครั้งสำคัญสำหรับชุมชน ที่นำมาสู่การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตครั้งสำคัญ
จากเมี่ยงสู่ชาจากหนึ่งเป็นสองคน
ในปีพ.ศ.2546 กลุ่มผลิตชาตำบลเรือง เกิดขึ้นโดยมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 30 คน(ปัจจุบัน ณ ธันวาคม พ.ศ.2551 สมาชิกมี 196 คน) ทั้งนี้ ในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากเมี่ยงสู่ชานั้น สำหรับแกนนำแล้วต้องเผชิญกับคำถามหลายด้าน โดยเฉพาะกับคนรุ่นเก่าที่ยึดมั่นกับวิถีการทำเมี่ยง ดังนั้นในการทำงานของกลุ่มผลิตชาตำบลเรืองจึงเน้นการประชาสัมพันธ์ในภาคตำบล ทำความเข้าใจ และให้ความรู้เพื่อให้เห็นประโยชน์จากการทำชาขณะที่ยังสามารถรักษาวิถีการทำเมี่ยงไว้ได้เช่นกัน
โดยข้อมูลสำคัญที่นำเสนอ คือ การชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของต้นเมี่ยงและชาว่าแท้จริงแล้วทั้งชาและเมี่ยงเติบโตบนต้นเดียวกัน ต่างกันที่กระบวนการเก็บและนำไปบริโภค การทำชาต้องทำการตัดแต่งยอดเพื่อให้ยอดสมบูรณ์ และเก็บยอด 1 ยอด 2 ใบ ขณะที่เก็บเป็นเมี่ยงนั้นจะเก็บช่วงใบที่ 3 – 5 เพื่อเอามาทำเมี่ยงหมาก ส่วนใบที่แก่มากๆ กลุ่มแม่บ้านก็จะเก็บเอาไปทำหมอนใบชา
ในช่วงแรกของการตั้งโรงงาน หลังการร่วมทุนกับประเทศจีนแล้ว ในปีแรกในการดำเนินการของโรงงาน สมาชิกกลุ่มจะได้รับความรู้ด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำชา มีผู้เชี่ยวชาญจากโรงงานชา มาให้ความรู้เรื่องวิธีการตัดแต่ง ที่แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ แต่งหนัก หมายถึง ตัดต้นใหญ่ ตัดต่ำ และแต่งเบา หมายถึง ตัดพุ่ม เหลืองกิ่งให้เป็นพุ่ม โดยกระบวนการให้ความรู้จะทำผ่านการเข้าร่วมอบรม การประชุม การลงพื้นที่ลงมือทำจริงในสวนชาของตัวเอง ที่เริ่มตั้งแต่การตัดแต่ง ต้นเตี้ยบ้าง ต้นสูงบ้างคละแซมกันสร้างคนต้นแบบในการขยายผล โดยต้นแบบใกล้ตัวที่สุด ก็คือ แกนนำ และผู้ใหญ่บ้านที่จะสร้างความเชื่อถือให้แก่ชาวบ้าน จากรุ่นแรกส่งต่อสู่รุ่นสอง
การเปลี่ยนกระบวนการเก็บเกี่ยวจากเมี่ยงสู่ชา ทำให้เกิดการจัดการกับเศรษฐกิจครัวเรือนรูปแบบใหม่ จากเดิมชาวบ้านเก็บเมี่ยงหากินปีต่อปี เดือนต่อเดือน รอพ่อค้าคนกลางเข้ามารับ ราคามัดเมี่ยงก็ไม่มากนัก ขณะที่การทำชา ในช่วงสองปีแรกนั้นอยู่ในระหว่างดำเนินการตัดแต่ง จะเก็บได้ในช่วงปีที่สาม เมื่อเก็บเกี่ยวได้ ผู้ลงทุนตั้งโรงงานจะรับซื้อชาสด ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท ซึ่งรายได้จากการทำชานี่เอง คือ ข้อแตกต่างหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านหลายคนสนใจและเดินเข้ามาเพื่อร่วมเป็นสมาชิก ที่เริ่มต้นโดยการทำสวนเมี่ยงผสมชา ปลูกเมี่ยงในพื้นที่ 10 ไร่ และทำชา 2 ไร่ โดยที่ต่อไร่จะปลูกไม่เกิน 600 ต้น และไม่มีการตัดไม้เพื่อปลูกเพิ่ม ถึงเวลาเก็บชาก็เก็บชา พอใบแก่ไปก็เก็บเป็นเมี่ยงแทน
ต้นทุนแกนนำ “พลังของข้อมูล”
สำหรับชุมชนแล้ว โรงงานน้ำชาของกลุ่มผลิตชาตำบลเรือง นับเป็นความรู้ใหม่ ในระยะก่อร่างสร้างตัวของโรงงานนั้น แกนนำเองต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะขยายแนวคิดการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงมากกว่าการทำเมี่ยง รวมทั้งยังลดการใช้ฟืนที่จะมีผลต่อการทำลายป่าด้วยนั้น
กระบวนการในการทำงาน แกนนำต้องทำงานกับชุมชนในหลายด้าน ใช้เครื่องมือ กิจกรรมหลากหลายเพื่อให้เกิดการขยายแนวคิด การยอมรับ การลงมือทดลองทำ รวมทั้งการเข้ามามีส่วนร่วมในโรงงานชา ในกระบวนการต่างๆ เหล่านี้สำหรับแกนนำแล้ว พวกเขามีต้นทุนสำคัญที่ทำให้ขยับงานต่างๆ ได้ ต้นทุนของชีวิตอันเกิดมาจากการเข้าร่วมเป็นนักวิจัยชุมชนช่วงปี พ.ศ.2547 – 2548 ภายใต้การสนับสนุนจากองค์กร save project ประเทศเดนมาร์ก ที่เข้ามาวิจัยเมี่ยงในชุมชน
ผลจากการเข้าร่วมวิจัยทำให้บรรดาแกนนำเห็นประโยชน์ของข้อมูล โดยในการวิจัยได้มีการร่วมกันทำฝายแม้ว กันน้ำและลดความเร็วของน้ำ จากข้อมูลนำไปสู่การลงมือทำจริง และเห็นผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์จริงๆ คือ ห้วยแต่ละห้วยจากที่ไม่มีน้ำ หลังจากการทำฝายแม้ว กลับพบสัตว์น้ำมากมาย และพืชผักริมน้ำก็อุดมสมบูรณ์ เช่น ผักกูด ผักหนาม เป็นต้น
และกระบวนการเช่นนี้ ได้กลายเป็นฐานคิดในการทำงานของชุมชน ที่นำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ เริ่มต้นตั้งแต่การทำข้อมูล ไปเรียนรู้ดูงาน และสร้างรูปธรรมตัวอย่าง หาวิธีเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เห็นตัวดีและไม่ดี ขณะเดียวกันแกนนำก็ขยายผลในกลุ่มคนที่เชื่อมั่น และคิดเหมือนกัน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมดึงคณะกรรมการหมู่บ้านเข้ามาร่วมทีม ขยายการทำงานลงในระดับหมู่บ้าน จากแกนนำ 5 คน กรรมการ 8 คนจากหมู่บ้าน ก็ขยายผลในกลุ่มคนที่แต่ละคนสัมพันธ์อยู่ด้วย จนเกิดวงของชุมชน และวงของตำบลที่เชื่อมกัน
รุ่ง “เรือง”
วันนี้ บนก้าวย่างการทำงานของชุมชนบ้านศรีนาป่าน ต.เรือง อ.เมือง จ.น่าน ความสำเร็จที่ยั่งยืนยังคงเป็นโจทย์การทำงานที่แกนนำชุมชนเอง ยังมุ่งมั่นจะก้าวไปต่อ ...ความสำเร็จที่ผ่านมา ล้วนเป็นบทเรียน และประสบการณ์สำหรับนำมาปรับใช้ในการทำงานต่อในอนาคตทั้งสิ้น ขณะที่เป้าหมายในอนาคตคือสิ่งที่มุ่งหมายจะก้าวไป
บทเรียนของเรือง
บทเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบทเรียนจากการจัดการป่า ครั้งนั้นวิกฤติจากการทำลายป่า น้ำท่วม ดินถล่ม คือ ภาพที่สำหรับชุมชนแล้ว ไม่อยากที่จะให้เกิดขึ้นอีก และนับจากชุมชนมีกลุ่มเรืองรักษ์ป่า มีกระบวนการในการจัดการดูแล สำหรับชุมชนนี่คือก้าวย่างที่ถูกที่ถูกทาง ภัยธรรมชาติที่เคยหนักหน่วงลดลงและไม่เกิดขึ้นอีก ชาวบ้านต่างตระหนักและเห็นประโยชน์จากป่า ขณะเดียวกัน กระบวนการทำงานที่ผ่านมามากกว่า 30 ปีนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2517 จากวันนั้นที่ชุมชนไม่ยอมรับการสัมปทานป่า จนถึงวันนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนยังเหนียวแน่น เอามือมาร่วมกันทำงาน เอาใจมาสนับสนุนสร้างพลัง โดยมีพิธีกรรม ประเพณีต่างๆ คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน
ต้นทุนที่ใจ
ที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ศรีนาป่านมีทุนที่ดี ทุนของหัวจิตหัวใจที่มีศรัทธา ความเชื่อเชื่อมร้อยกันไว้ ย้อนกลับไปมองอดีต ทุกครั้งที่ชุมชนอพยพย้ายถิ่นฐาน หัวใจที่เชื่อมทุกคนรวมกันคือ วัด แปงบ้านแล้วแปงวัด ทุกชุมชนมีวัดเป็นศูนย์กลางของวิถีชุมชน ที่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปเพียงใด สำหรับชุมชนแล้ว “วัด” ยังคงทำหน้าที่เชื่อมร้อยใจเสมอ ซึ่งตัวชี้วัดที่สะท้อนความสำคัญดังกล่าว เฉลียว สมจิตต์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเรือง กล่าวว่า “ที่ศรีนาป่าน เรามีงานประเพณี พิธีกรรม เป็นเครื่องชี้วัดความร่วมมือของชุมชน เราพบว่า ทุกหมู่บ้านมีส่วนร่วม ถึงไม่ร้อยเต็มก็อยู่ที่ 80% เราทำงานโดยมีแผนระดับตำบล มีแผนชุมชน เรามีแผนตำบล และที่สำคัญหลายเรื่องของเรา เริ่มต้นที่วัด เราคุยกัน และเจอกันที่วัด เราจึงทำงานเชื่อมบ้าน วัด โรงเรียน นี่คือกระบวนการของศรีนาป่าน
และหากเป็นความสำเร็จ เราถือว่าการจัดการป่า เราประสบผลสำเร็จ เรื่องการตัดไม้ไม่มีแล้ว เราได้ป่าคืนมา ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่เราพึ่งพิงได้เสมอ ก่อนนี้ในชุมชนจะได้ยินเสียงตามสาย วันละ 3 เวลา กลางคืนก็ยังได้ยินเสียงแจ้งเตือนการลักลอบตัดไม้ตลอด แต่พอเราเปลี่ยน เราจัดการป่า เราอนุรักษ์ดูแลเราตระหนักกันมากขึ้น เรามองเห็นอาชีพของเราในป่าที่สมบูรณ์ ดังนั้นเราต้องสร้างอาชีพจากต้นทุนซึ่งก็คือป่านั่นเอง”
คำบอกเล่าของหนึ่งในแกนนำชุมชนศรีนาป่าน คงสะท้อนได้ดีถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของชาวบ้านบ้านศรีนาป่าน ที่ทุกคนตระหนักร่วมกันถึงคุณค่าและประโยชน์จากป่า ทั้งในฐานะแหล่งอาหารและเป็นแหล่งอาชีพ สำหรับต้นเมี่ยงที่อิงอาศัยร่มเงาไม้ใหญ่ในการเติบโต
เพื่อนร่วมทาง
และคงต้องกล่าวว่าในย่างก้าวการทำงานของชุมชนศรีนาป่าน มิตรร่วมทางมีส่วนหนุนเสริมหลายอย่างให้ชุมชน โดยสำหรับชุมชนนั้น ภาคี คือ กัลยาณมิตร ที่มีส่วนสนับสนุนการทำงานของชุมชน หนุนเสริมทำให้ทุนของชุมชนที่มีอยู่แล้วเด่นชัดและเข้มแข็งมากขึ้น โดยมีภาคีที่สำคัญๆ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัด มูลนิธิฮักเมืองน่าน องค์กร Save project บริษัทใบชาโชคจำเริญ และรวมทั้งหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบต.ที่เข้ามาสนับสนุนด้านงบประมาณส่งเสริมกลุ่มอาชีพกว่า 30 กลุ่ม เช่น กลุ่มชา กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มออมทรัพย์ เป็นต้น รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของเรืองรักษ์ป่าด้วย
หากจุดหมายปลายทางของเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านศรีนาป่าน คือ ยอดเขาสูงลิบ ที่รอผู้มุ่งมั่นที่จะปีนป่ายขึ้นไป...ปลายทางนี้ก็คงเป็นปลายทางที่ทำให้ชุมชนตระหนักได้ว่า ความสำเร็จในวันนี้ ไม่ใช่ความสำเร็จตลอดไป และในความสำเร็จต้องอาศัยความมุ่งมั่นมากเพียงใดที่จะไปถึง และในก้าวย่างต่อไป ชุมชนบ้านศรีนาป่านก็ยังมีโจทย์ใหญ่ท้าทายอีกหลายเรื่อง ทั้งการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน มั่นคงสำหรับชุมชน การก้าวผ่านจากวิถีดั้งเดิมไปสู่วิถีใหม่ การผสมระหว่างวิถีเก่าใหม่ที่ลงตัว และการดึงคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามาเชื่อมโยงกัน ยังมีฝันอีกหลายฝันที่อยากจะไปให้ถึง ทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วนเกษตร รวมทั้งการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์แก่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป
หอมกลิ่นความสุข
นอกจากจะเห็นปลายทางอีกยาวไกลที่ต้องมานะมากมายกว่าจะไปถึงแล้ว...ระหว่างทางเดิน ในยามที่ผืนป่าสงบเงียบ มีเพียงลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านหอบกลิ่นใบเมี่ยง ใบชาให้ลอยฟุ้งไปทั่ว ..แกนนำชุมชนดูมีความสุขกับการชี้ชวน ดูพืชชนิดต่างๆ ท่ามกลางกลิ่นหอมของใบเมี่ยง ใบชา ที่เปรียบได้กับความสุข ความภาคภูมิใจของชุมชน ที่พวกเขาได้เอามือจับ เอามือทำด้วยตัวเอง เรียนรู้ปัญหา แก้ไข จัดการ ผ่านทั้งช่วงที่สุขที่สุดและทุกข์มากมายมานับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นต้นเมี่ยงหรือใบชาก็ตามสุดท้ายสิ่งที่ชุมชนร่วมกันทำก็มีกลิ่นที่หอมที่สุด เป็นกลิ่นหอมของความภูมิใจ ความสามัคคีรักใคร่ที่ตลบอบอวลไปทั่วบ้าน ทั่วป่า
เป็นกระบวนการที่นำไปสู่ การพึ่งตนเองได้ดีมากครับ
ค่ะ เป็นอีกหนึ่งชุมชนเข้มแข็งที่ไปเรียนรู้ได้