วันนี้คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดูเงียบเหงาวังเวง ไม่ค่อยจะมีผู้คน ทั้งนิสิตและอาจารย์ ต่างเดินทางกลับภูมิลำเนากันในช่วงเทศกาลสงกรานตร์  ที่จอดรถว่างจอดสะดวก แต่ถึงแม้ว่าจะใกล้วันหยุดยาว แต่คณบดีก็เชิญประชุมในวาระเร่งด่วน ในการคัดเลือกโรงเรียนสำหรับฝึกสอนในภาคเรียนต้น เพราะ ที่นี่เราเริ่มฝึกสอนในภาคเรียนปลาย และวนมาครบในภาคเรียนต้น สำหรับนิสิต 5 ปี นั้นฝึกสอนผ่านไป 1 ภาคเรียนแล้ว ส่วนนิสิต ป.บัณฑิต นั้นเพิ่งเริ่มฝึกสอนในเทอมนี้

          ปีนี้เรามีนิสิต ป.บัณฑิต มากกว่าปกติ ถึงร้อยกว่าคน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับมอนอ แต่เห็นคณบดีแจ้งว่า ตอนนี้อาชีพครูกำลังได้รับความนิยม บางสถาบันนั้นเปิดสอน ป.บัณฑิต เป็นพันคน ผมฟังแล้วตกใจ แล้วเค้าจะทำการเรียนการสอน ฝึกประสบการณ์ นิเทศการสอนกันอย่างไรมากมายขนาดนั้น แล้วที่เราคุยกันว่าจะยกคุณภาพครูให้มีคุณภาพ แต่เล่นเปิดสอนซะเยอะแยะขนาดนี้ จะคุมเรื่องคุณภาพได้อย่างไร

          ฟังที่คณบดีเล่าแล้วไม่รู้ว่าน่าปลื้มใจหรือน่าตกใจ ว่าขณะนี้ มีคนขอมีใบประกอบวิชาชีพครู อยู่ สองแสนกว่าคน ต้องย้ำว่าสองแสน ไม่ใช่สองหมื่น และมีสถาบันที่เป็นหน่วยผลิตครู ผลิตครูออกมา ประมาณ ห้าหมื่นคน ในขณะที่ปี ๒๕๕๓ สพฐ.จะมีอัตราบรรจุครูอยู่ประมาณห้าพันกว่าอัตรา

           คณบดีเล่าให้ฟังว่า สำหรับประเทศที่มีการพัฒนา อย่างประเทศฟินแลนด์ เกาหลี และสิงคโปร นั้น เค้าจะมีการควบคุมการผลิตครู โดยสามประเทศดังกล่าว จะมีการกำกับคุณภาพการผลิตครูตั้งแต่ต้นกระบวนการ และกระบวนการผลิต กล่าวคือ ประเทศเกาหลี คนที่จะมาเป็นครูได้นั้น ต้องเป็นเด็กเก่ง ในระดับท็อป ๕ ส่วนฟินแลนด์ เป็นเด็กเก่งในระดับท็อป ๑๐

            ถามว่าทำไมเราต้องผลิตครูเก่งออกไปสอนนักเรียน ซึ่งคำตอบคงอยู่ที่ผลการศึกษาที่ดัลลัสพบว่า นักเรียนที่เรียนกับครูที่สอนเก่ง 3 คนติดต่อกัน จะมีคุณภาพการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่เรียนกับครูที่สอนไม่เก่ง 3 คนติดต่อกัน ถึง 49 เปอร์เซนไทล์      

          แสดงว่านักเรียนที่มีโอกาสได้เรียนกับครูที่สอนเก่งจะมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากกว่านักเรียนที่เรียนกับครูที่สอนไม่เก่งถึง 3 เท่า

          ผมฟังไปกำลังนั่งนึกไปว่า เอ๊ะ แล้วเราปล่อยให้ลูกเราเรียนกับครูเก่งหรือ ครูไม่เก่งกันหว่า ลูกผมเรียนเข้าไป เก้าปีแล้ว แล้วนั่งนึกย้อนไปถึงตนเอง ว่าที่ผ่านมาเราเรียนกับครูเก่งหรือครูไม่เก่งหว่า แต่ก็นึกไปว่า ก็มีทั้งครูที่เก่ง ตั้งใจสอน และครูที่ขับรถมายกมือบ๊ายบาย ว่าครูไปกินเหล้าก่อนเน้อ ดูแลตัวเองกันไปก่อน แล้วเราเป็นตัวเราอย่างนี้ เป็นเพราะครูเรา หรือตัวเราเองมากกว่ากัน

            ผมลองตามเข้าไปอ่านเอกสารที่คณบดีไปบรรยายพบว่า ผลการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่านักเรียนอายุ 11 ปี ที่มีผลการเรียนไม่ดี มีโอกาสที่จะทำคะแนนได้ตามเกณฑ์มาตรฐานเมื่ออายุ 14 ปี เพียงร้อยละ 25 เท่านั้น และเมื่ออายุ 14 ปี โอกาสที่นักเรียนจะจบ การศึกษาโดยมีคุณสมบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้เพียงร้อยละ 6
เท่านั้น

          ข้อมูลจากผลการศึกษาข้างต้นยืนยันได้ว่า นักเรียนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพตั้งแต่ช่วงแรกของการศึกษา เนื่องมากจากครูผู้สอนขาดคุณภาพ มีโอกาสน้อยมากที่จะแก้ไขสิ่งที่สูญเสียไปจากการขาดโอกาสเหล่านั้น แม้ว่าจะได้กลับมาเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพดีในภายหลังก็ตาม

          สรุปก็คือถ้าปล่อยให้เด็กนักเรียนเรียนกับครูไม่เก่ง สามปีติดต่อกัน จะทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เก่งได้ เมื่อพัฒนาต่อไปในระดับสูง

          แป่วๆๆๆๆๆๆๆ ตายละหว่า ประเทศชาติเราจะเป็นอย่างไรกันละเนี่ย เราผลิตครูที่เป็นสาขาอันดับปลายๆ ที่นักเรียนเลือกเข้ามหาวิทยาลัยทิ้งไว้ ถ้าเรียนสาขาอื่นไม่ได้ก็มาเรียนครูกันตั้งนาน ป่านนี้ลูกหลาน เหลนโหลน รับกรรม กันไปอย่างไรบ้างล่ะเนี่ย

          เอ ! หรือที่เค้าตีกันที่สะพานผ่านฟ้านี่เป็นผลมาจากการที่เราผลิตครูไม่ดีไปสอนเค้ากันหรือเปล่าเนี่ย

         ว่าแต่ว่า แล้วเราจะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไรดี คณบดี เล่าแนวทางให้ฟังว่าตอนนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วสำหรับการพัฒนาครูพันธ์ใหม่