(รัฐบาล-เสื้อแดง) เจรจาที่ไม่เหวง : แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ?
-โมไนย พจน์-

(ภาพจากเว็บ)
การเจรจา 2 ครั้งของรัฐบาลกับแกนนำเสื้อแดง ในทัศนะมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ของการเจรจา แต่พฤติกรรมหรือเป้าหมายของการพูดคุยไม่ถือว่าเป็นการเจรจา แต่กลายเป็น “เหวง” ตามชุดคำที่ถูกบัญญัติขึ้นมาพร้อมกับการเจรจาในครั้งนี้ ชนิดที่ราชบัณฑิตต้องติดตามดูและจะนำลงในพจนานุกรมต่อไป ผสมกับการที่คณบดีของ ๓ มหาลัยแกนนำของประเทศไทย(ธรรมศาสตร์,จุฬาลงกรณ์,มหิดล)ออกมาแถลงการณ์ให้มีการเจรจา(ไทยรัฐ:10/04/53) ในทัศนะผู้เขียนมองว่าจากเหตุการณ์ ๒ ครั้งแรกทำให้ “เจรจา” ในฐานะชุดความคิดในการแก้ปัญหาดูมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลว่าการเจรจาสองครั้งไม่ประสบผลเป็นทางออกของวิกฤติทางการเมืองและประเทศชาติอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ส่วนเหตุผลก็คงอย่างที่เห็นผ่านสื่อที่ถ่ายทอดสดผลการเจรจา น่าสนใจตรงที่ว่ามีการนำชุดความคิดนี้ออกมาเสนออีกครั้ง ด้วยมุมมองที่ว่าการเจรจาอาจเป็นทางออกของปัญหา และในเวลาเดียวกันก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้คนกลุ่มหนึ่ง(ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่มุ่งหวังต่อการเจรจา)ไม่มั่นใจกับการเจรจาว่าจะแก้ปัญหาได้จริง ดังกรณีทัศนะของแกนนำบางท่านที่มองว่าการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาคงเป็นไปได้ยาก(ไทยรัฐ 11/04/53) มุมหนึ่งคงเป็นการท้าทายนักทฤษฎีเจรจานิยม แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นการท้าทายโจทย์ต่อสังคมว่า จะหาชุดคำตอบใดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยใช้สถานการณ์จริงมาเป็นเหตุการณ์ทดลองต่อการแก้ปัญหา เพราะใด ๆ ในโลกนี้คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าจะต้องแก้ปัญหาด้วยชุดความคิดใด เสียทีเดียวแต่ควรจะเป็นแนวความคิดหรือชุดเหตุผลที่มันสมคล้อยกันบนเงื่อนไข และบริบทที่แตกต่างกันไปตามแต่สถานการณ์
ดังนั้นการเจรจาบ่อยครั้งประสบความสำเร็จมีผลการเจรจาเป็นที่หวัง บ่อยครั้งการเจรจามีผลเป็นความหายนะและสงคราม การที่พระพุทธเจ้าเจรจากับพระเจ้าปเสนทิโกศลต่อความรุนแรงเชิงโครงสร้างกรณี “วรรณะ” ตามหลักสังคมครั้งอินเดียโบราณ พระพุทธเจ้าให้นิยามคำว่า “สายเลือด” ของพ่อผู้ที่เป็นกษัตริย์ย่อมสำคัญกว่าแม่ผู้มาจากชนชั้นสามัญธรรมดา ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลยอมรับราชโอรสที่เกิดแต่นางทาสว่าเป็น “โอรส” การเจรจาของพระพุทธเจ้าต่อความขัดแย้งของวิทูฑภะอาจให้ผลเป็นการยุติความรุนแรงในเบื้องต้นได้ 3 ครั้ง แต่เมื่อชุดเหตุผลเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยนผล “เจรจา” ก็ไม่สามารถยุติปัญหาได้ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ศากยวงศ์จึงเริ่มขึ้น การเจรจาหยุดยิงของกลุ่มเขมรแดงในสงครามกลางเมืองมีผลเป็นเพียงแค่การเจรจาบ่อยครั้ง(ระหว่าง พ.ศ.2522-2534) แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นความรุนแรงต่อเนื่อง การเจรจาของกลุ่มจีนคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลสาธารณรัฐจีนรัฐบาลเจียง ไคเซ็ก(พ.ศ.2492) แม้มีการพยายามเจรจา แต่อีกฝ่ายตั้งท่าไม่ได้มองการเจรจาเป็นทางออก แต่มองการเจรจาเป็นเพียงทางเลือก จึงทำให้เกิดประเทศไต้หวันและการต่อสู้แบบหัวชนฝาของอีกฝ่าย “สงครามกลางเมือง” การเจรจาแกมบังคับต่อญี่ปุ่นจากประเทศตะวันตกให้เปิดประเทศ หลังจากที่ปิดประเทศมากว่า 250 ปี (พ.ศ.2182) ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2394 โดยนาวาเอก (พิเศษ) แมทธิว เพอร์รี่ ที่ใช้สถานการณ์กดดัน (เรือปืน) การเจรจาเชิงบังคับ แม้ผลจะเกิดความขัดเคือง และส่งผลกระทบต่อการเมืองเศรษฐกิจในภายหลัง แต่ชุดเหตุการณ์นั้นก็ไม่ส่งผลเป็นสงครามด้วยอาวุธระหว่างกัน
ในทัศนะผู้เขียนการเจรจาคงไม่ใช่ผลยุติในการแก้ปัญหาเสียทีเดียว แต่ในเวลาเดียวกันผู้เขียนก็เชื่อว่าการเจรจาย่อมเป็นทางรอดในตัวด้วย ทำไมจึงคิดเช่นนั้น เพราะการพูดคุยอย่างน้อยก็เป็นการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดว่าคิดอะไรต้องการอะไร พร้อมกันนั้นสำหรับสังคมไทย สิ่งที่ขาดคือฐานความรู้อย่างเข้าใจถ้าเราเปิดโอกาสให้คุยกันแล้วมองบนฐานของข้อเท็จจริงให้มากที่สุด อย่างน้อยจะได้มองเห็นตลอดทางว่า สิ่งใด อย่างไร มีสาเหตุมาจากไหน ควรมีจุดบรรจบในการยุติปัญหาตรงไหน ประหนึ่งเป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับสังคมไทยร่วมกัน เพื่อสร้างทางเลือก และทางรอดให้พร้อมกันไปด้วย
หากเอาแนวคิดที่ปรากฏในหลักการจัดการเชิงพุทธ (อปริหานิยธรรม-ทีฆ.มหา10/133-/78-89) ผลที่คาดหวังต่อหลักการนี้คือความไม่เสื่อม เจริญ มีทางออก ซึ่งอาจนิยามต่อไปถึงความไม่ล่มสลายของระบบ ที่มีอยู่ในสังคมอันจะพึงหวังได้ การเจรจาพูดคุยกันก็เป็นหนทางหนึ่งในก้าวไปสู่ทางรอด เมื่อคุยกันแล้วเคารพในการสนทนาอันเป็นหลักการกลางที่ได้จากการพูดคุยกัน อาจรวมไปถึงการไม่สร้างเงื่อนไขจนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ประหนึ่งเป็นบัญญัติแห่งความถูกต้องไปเสียทีเดียว และสิ่งที่สำคัญถ้ามองไปที่การเจรจาแล้วก็ต้องมองการเจรจาในฐานะแห่งความเท่าเทียม ไม่ใช่มองเพียงเป็นคนหนึ่งที่แตกต่างกับตัวเองแล้วไปร้องขอ หรือร้องขอแล้วต้องได้ไปเสียหมด แต่ให้มองว่าเป็นวาระแห่งชาติปลายทางเพื่อการอยู่รอด และหาทางออกจากปัญหาร่วมกัน เพราะมิฉะนั้นการเจรจาก็คงจบลงด้วยการไม่เจรจา ในทัศนะส่วนตัวมองว่าถึงจะไม่มีผลในการเจรจาก็ยังเห็นบรรยากาศของการจับมือถือแขนส่งรอยยิ้มให้กันประปราย ทำให้เป็นแบบอย่างแก่สังคมหรือเป็นชุดความคิดประการหนึ่งในปัจจุบันและอนาคตว่ามีอะไรคุยกัน หันหน้าเข้าหากันเพราะเมื่อถึงที่สุดคนไทยด้วยกัน พี่น้องกัน ภาษาเดียวกัน แม้จะคิดต่าง ใช้ฐานเหตุผลในการอธิบายความต่างกันก็ตาม
เจรจา อาจไม่ใช่ทางออกทั้งหมดของปัญหาเสียทีเดียว แต่ก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยให้เป็นมรรคผลหรือแสดงความจริงใจต่อการที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะปัญหาในเวลานี้มันคงเกินกว่าวิสัยที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งจะแก้ได้ คงไร้ยุคอัศวินขี่ม้าขาวมาห้ามทัพจับแยกเสียแล้ว ดังนั้นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศควรทำคือให้ความมุ่งหวังใหม่กับชุดในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างน้อยก็ย่อมเป็นการดีในการใช้คำอธิบายเป็นชุดคำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อออกจากปัญหา ยุติปัญหา หรือแก้ปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคมไทยก็ตาม เพราะอย่างน้อยสังคมไทยจะได้มีชุดในการอธิบายปรากฏการณ์การเมืองได้มากขึ้น ไม่ใช่เกิดอะไรขึ้นก็มีทหารแบกปืนมาแล้วบอกต้องทำอย่างนี้ผ่านการ “รัฐประหาร” ประหนึ่งการเรียนรู้เพื่อจะจัดการกับความขัดแย้งร่วมกันของคนไทยในสังคมต้องสะดุดไป และไม่ก่อให้เกิดคุณค่าใด ๆ ต่อสังคมในองค์รวมได้เลย จนกลายเป็นความล้มเหลว อ่อนแอ ทางสังคมสะสมต่อประเทศชาติอย่างที่ปรากฏอยู่เช่นปัจจุบัน ?
อีกนัยหนึ่งความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดขึ้น หรือกำลังเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นไม่สามารถยุติปัญหาหรือแก้ปัญหาใด ๆ ได้เลย ดังนั้นให้พี่น้องคนไทยตระหนักให้ดีว่าความรุนแรงใด ๆ ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทยเราในทุก ๆ กรณีเพราะเมื่อถึงที่สุดมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกาลเวลา มนุษย์เป็นเพียงผู้ขับเคลื่อนกาลเวลาจากช่วงหนึ่งสู่ช่วงหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกันชาวไทยคนหนึ่ง ๆ ไม่ควรเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานแห่งอำนาจและผลประโยชน์ของใคร ไม่ว่าจะด้วยชุดเหตุผลใดก็ตาม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นความล้มเหลวเชิงสังคม ประวัติศาสตร์จะกลับคืนมาอีกครั้ง ขณะนั่งเขียนบทวิพากษ์นี้ความรุนแรงระหว่างรัฐและผู้ประท้วงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีผู้เสียชีวิต ความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียเลือดเนื้อ ชีวิต ถูกนำมาเป็นตัวอธิบายของแต่ละฝ่าย บ้านเมืองมาถึงทางตัน แล้วหรือ ? แสงที่ปลายอุโมงค์ยังมองไม่เห็นแล้วหรือ ? ฝากผู้เกี่ยวข้องลองพิจารณาและหาทางออกร่วมกันผ่านการ “เจรจา” อีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกว่าจะได้บทสรุปร่วมกัน หลายฝ่ายอาจเห็นด้วย และหลายฝ่ายอาจไม่เห็นด้วย เจรจาทำไม ไม่มีผลเป็นการขับเคลื่อนตามข้อเรียกร้องและพึงใจของแต่ละฝ่าย แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่า “พูดคุยกัน” เป็นสูตรสากลในโลกนี้กระมังที่มีอะไรควรพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกที่ดีกว่า หรือเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และมีความพยายามของทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาจนกระทั่งนำไปสู่การยุติปัญหาในที่สุด ปลายอุโมงค์คงมีแสงสว่างแห่งความหวังอยู่กระมัง
เจรจา พูดคุย หาทางออกร่วมกัน...ประเทศชาติต้องการสันติจากมือท่าน...ขอเถอะ
(WB.100453)
หมายเหตุ
ทีฆ.มหา.10/133-137/78-89 ข้อมูลส่วนนี้ อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ให้เข้าใจว่า อ้างจากคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ 10 ข้อที่ 133-137 หน้าที่ 78-89.
อาลัยวัจน์
เขียนบทบันทึกนี้ของคืนวันที่ 10 ต่อ 11 เมษายน 2553 เวลา 02.29 น.ด้วยความรู้สึกหดหู่กับสถานการณ์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น จากความรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับผู้ประท้วง จนนำไปสู่การปะทะจนทำให้ผู้มีบาดเจ็บ และเสียชีวิต (15 คน ไทยรัฐ 11/04/53) ขอประณามความรุนแรงในทุกกรณีทั้งผู้ก่อการและกระทำการแม้จะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม และขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกท่าน และคารวะต่อดวงวิญญาณของความสูญเสียทุก ๆ ท่าน ที่ต้องทิ้งร่างสังเวยย่างก้าวของระบบประชาธิปไตยในแบบไทย ๆ ประเทศไทยไม่ควรถึงทางตันด้วยอำนาจและผลประโยชน์และส่งผลเป็นความรุนแรงในทุกกรณี ผู้สูญเสียคือ “ผู้ค้ำยัน” ทั้งผู้ปฏิบัติการและกระทำการ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้อย่างนั้น หยุดกันคนละก้าว เพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินต่อไป และอยากร้องขอให้ใช้บทเรียนจากชีวิตของผู้สูญเสียทั้งสองฝ่ายเป็นตัวตระหนักในการยุติเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้งในแผ่นดินเดิมของประเทศไทย เพื่อให้ได้ชื่อว่าประเทศไทยของคนไทยทั้งชาติร่วมกันต่อไป...

(ภาพจากเว็บ)