เจ้าหน้าที่ก็บอก ok ๆ แล้วก็ส่ายหัวไปมา

การเดินทางของฉันครั้งนี้เป็นทุนรัฐบาลอินเดียจึงเดินทางโดย Indian Airline ซึ่งก็บินดี แต่ก็ขอแอบบ่นหน่อยเถอะ นั่งข้างๆผู้ชายคนอินเดียแกนั่งวางแขนเต็มที่เลยแขนแกก็มาถูกแขนฉันหลายครั้งจนต้องเอาเสื้อกันหนามมาคลุมทั้งตัวเลย เพราะเซ็งไง ยุ่งอะไรกะฉันนักหนา

สายการบินอินเดียจะ serve อาหารเพียง 2 อย่าง คือ vet กะ non-vet ตอนแรกก็แอบน่าเกลียดเล็กน้อยถามว่า non-vet เป็นเนื้อสัตว์อะไร  เสร็จก็ฉุกนึกได้ว่าเค้าไม่กินวัว ไม่กินหมู ก็เหลือคือไก่ไงที่กิน  สรุป non-vet เป็นก.กุ๊กไก่จ้า ลืมเล่าว่าใช้เวลาเดินทางจาก กทม.ถึงเดลลี 4 ชม.ครึ่ง แต่เวลาที่นี้ช้ากว่าบ้านเราครึ่งชม.

พอมาถึง New Delhi ก็เจอดักไม่ให้ออกจาก International Terminal เพราะมี laptop ก็บอกไปว่ามีจริงๆ 1 เครื่องตามที่อนุญาต จะดูมั๊ย เจ้าหน้าที่ก็บอก ok ๆ แล้วก็ส่ายหัวไปมา เลยเดินไปจะเปิดให้ดูแกก็ส่ายหัวอยู่นั่นแหละก็เริ่มงง จะเอาไงเนี่ย แกก็บอกว่า money money ok ok? พร้อมกับส่ายหัว ก็เริ่มปวดหัวเหมือนกันว่าจะเอาไง แกก็บอกอีกว่า money money not need to open the luggage. ก็เริ่ม get ว่าจะเอาเงินนั่นเองก็คิดอยู่ให้เท่าไรดีล่ะ พอดีเจอ 100 Rps เลยให้ไป อย่างงง

เสร็จพอเดินมาเพื่อต่อ shuttle bus ไป domestic terminal ก็เจอชายแสนดีจนเวอร์ปาดเข้ามาช่วยเข็นรถเข็นที่บรรทุกกระเป๋าแบบเข้ามาโอบตัวเราไว้ข้างในเลย พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ลอดใต้แขนแกออกมาแทบไม่ทัน อยากจะบ้า เฮ้ออะไรกันเนี่ยความพอดีอยู่ตรงไหนกัน

พอรถบัสมาส่งที่อีก terminal นึงคนช่วยขนกระเป๋าก็ขอ tip กันตรงๆ ก็ให้ไป 20 Rps ต่อมาพอจะเข้า terminal ก็มาเจอ security guard ไม่ให้เข้าเพราะรูปใน passport ผมยาวแต่ตอนนี้ผมสั้น เค้าก็เลยถามว่าเป็นคนใน passport จริงเหรอ ด้วยความมีอารมณ์ขันค้างมาตลอดทางเลยบอกเขาไปว่า “Am I less beautiful with short hair?” ได้ผลเค้าให้เข้าเลย

ด้วยความที่เดินทางมาแต่เช้าบนเครื่องให้บริการอาหารเช้า เลยเริ่มหิวก็เลยซื้อคล้ายๆขนมปังไส้แกงกินไป ก็ใช้ได้อยู่

จาก เดลลีถึง Pune ใช้เวลา 2 ชม. ก็มีอาหารให้ทานเป็นมื้อไหนก็ไม่รู้กินตอน 5 โมง มี ไก่ย่าง(Chicken Tikka) แล้วก็มันบดใส่เครื่องเทศปั้นเป็นก้อนทอด ก็กินไป ลืมบอกว่าทั้งลำมีแต่ผู้ชายมีผู้หญิง ประมาณ 6 คนผู้ชายเป็นสิบๆเลย

ตลอดทางพบว่าผู้ชายที่นี่ไม่เป็นสุภาพบุรุษเท่าไร เพราะจะแย่งเข้าคิว แซง ทำกระเป๋าตกมาโดนหัวเราก็ไม่มีขอโทษสักคำ แล้วก็ชอบยืนใกล้เกินความจำเป็น(ยิ่งเป็นโรคจิตไม่ชอบคนไม่รู้จักมาอยู่ใกล้ๆด้วย)

พอมาถึงสนามบิน Pune  ก็รีบมองหาป้าย N.I.B.M (National Institute of Bank Management) ซึ่งก็เจอได้โดยง่ายเพราะด้านในอาคารมีป้ายมารับไม่กี่ป้ายซึ่งก็ดูแล้วว่าไม่ใช่ เลยตัดสินใจเข็นรถไปด้านนอกก็เจอชายคนหนึ่งถือป้าย N.I.B.M อย่างตั้งใจคุยกับคนอื่นไม่สนใจป้ายเลย ทำให้ป้ายแกถือกลับหัวน่ะ ก็ขำขำอีกเช่นกัน  เสร็จก็เอาสมบัติ คือ กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ เป้ 1 ใบ กระเป๋าคอมอีก 1 ใบ (หลังจากถูกเรียกเปิดกระเป๋าที่สนามบิน Delhi เลยเอากระเป๋าคอมออกมาถือข้างนอกแทนน่ะ) เข็นไปใส่รถ พี่คนขับแกก็ทำงานตามหน้าที่มาก แกเลยไม่ช่วยทั้งเฝ้าหรือยกของเลยซักชิ้น ก็แกมีหน้าที่ขับอย่างเดียวนี่นา ขนาดให้ถือป้ายยังกลับหัวเลย  เสร็จแล้วก็นั่งรอในรถอีก ครึ่ง ชม. แบบไม่รู้ว่ารออะไร เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง รู้แต่ให้รอเพราะแกปิดประตูรถขังเราไว้ พร้อมกับเปิดหน้าต่างให้หายใจไง ก็นั่งไปเพลินๆ หยิบกล้องมาถ่ายรูปแก้เบื่อเป็นพักๆ พอแกกลับมา เดาว่า แกบอกว่าไม่ต้องรออีกคนแล้วแต่เหตุผลคืออะไรเนี่ยไม่รู้แหะ  

พอขับรถออกมาพอดีมีรถขนของจอดอยู่ข้างทางซึ่งเห็นจะๆว่าหากไม่ปิดประตูรถขนของ รถที่มิ้มนั่งต้องชนกับประตูแน่ๆ  ใจก็คิดว่าเดี๋ยวพี่คนขับคงชะลอ แต่ไม่จริ๊ง  ในทางตรงกันข้ามแกขับอย่างเร็ว(เปรี้ยง)ผ่านแบบชนประตูโครมแล้วก็ไปหน้าตาเฉย คนนั่งตกใจแทบแย่  พอนั่งมาเรื่อยๆ ซึ่งระยะทางจากสนามบินมาที่ N.I.B.M ประมาณ 16 กม. ใช้เวลาซัก 30 นาที ตอนแรกก็สนุกมากเพราะเป็นรถที่อาศัยแอร์ธรรมชาติ ขนาดเล็กๆประมาณรถป๊อกๆบ้านเรา ตลอดทางมีแต่เสียงบีบแตรไม่ว่าจะเป็นไฟแดงไฟเขียวก็บีบแตรกันเข้าไป ก็สนุกดี พี่คนขับแกเกษียณแล้ว แต่ young at heart เพราะแกขับรถฉวัดเฉวียนมาก แกไม่ค่อยจะเหยียบเบรคสักเท่าไรแทรกไปแทรกมาตลอดเวลาแทน แถมยังเบรกแบบประชิดตัวทั้งคนเดินถนนและรถแทบทุกครั้ง  แรกๆก็ลุ้นตัวโกร่ง ตอนหลังซักไม่ไหว เลยใช้วิธีหลับตาซะก็หมดเรื่อง จริงมั๊ยจ๊ะ