
ภาพลายเส้นของพี่ที่ร้องเพลงโลกนี้คือละครให้ผมฟัง
"บ่อยครั้งผมรู้สึกปิติจนน้ำตาคลอเบ้าเมื่อได้ดูหนังหรือละครบางเรื่องที่ได้ดำเนินมาจนถึงฉากสุดท้ายที่มันสร้างความประทับใจได้อย่างสุดซึ้ง"
จากศิลปะการแสดงที่ถูกนำเสนอให้ผู้ชมได้อินไปกับสิ่งบันเทิงที่ขึ้นชื่อและเป็นศิลปะที่มีมาช้านาน ความประทับใจที่เกิดจากหนังและละครทุกเรื่อง มันเกิดขึ้นระหว่างความรักและความเข้าใจที่เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของเรื่องราว
การสื่อความหมายในตัวละครด้วยกันเองจากหนังทุกเรื่อง จากตัวละครทุกตัวล้วนต้องต่อสู้กับความแตกต่างกับตัวละครอื่น ๆ รอบข้าง ดูคล้าย ๆ กับว่าตัวละครทุกตัวได้รับบทบาทที่จำต้องมีความขัดแย่งกันจนเกิดเป็นเรื่องราวที่ชวนให้ติดตาม
ผมอดคิดไปไม่ได้ว่าตัวละครทุกตัวในหนังทุกเรื่องช่างชวนให้ติดตามเรียนรู้ในบทบาทการแสดงอยู่ไม่น้อย ทั้งในด้านดีและด้านชั่วร้ายจากบทสรุปของการชมตั้งแต่ต้นจนจบ ดูแล้วก็อดชื่นชมผู้เขียนบทไม่ได้ว่าท่านช่างเก่ากาจเสียจริง ๆ ลองคิดดูเอาเถอะครับว่าแอบซ่อนความลับไว้ภายใต้จิตใจของตัวละครแต่ละตัวและค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนอันแท้จริงออกมาเพื่อให้ผู้ชมได้คิดตามและเข้าใจในที่สุด.
เรื่องราวเกี่ยวโยง ทุกฉากทุกตอนที่ตัดต่อสานสัมพันธ์กันขึ้นจนกลายเป็นเรื่องเป็นราว เป็นผลงานของนักเขียนที่ได้เขียนสร้างตัวละครทุกตัวให้มีตัวตนขึ้นมาโลดแล่นในบทบาทได้อย่างสมจริงสมจัง จับทุกตัวให้เข้ามาอยู่ในโครงเรื่องแห่งจินตนาการของตัวเอง แล้วก็กำหนดให้ตัวละครทุกตัวมีความแตกต่างกันออกไปเพื่อจะแบ่งกั้นระหว่างบทรัก บทเข้าใจ บทเห็นใจ ที่เป็นอารมณ์ตรงกันข้ามกันกับบทชิ่งชังรังเกลียด และบทเข้าใจผิดคิดร้ายต่อกัน
ในขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบันทึกบทนี้อยู่นั้น ทีวีก็ยังมีข่าวความแตกแยกทางการเมืองที่ยังวุ่นวายอยู่เช่นเคย สองฝ่ายต่างขัดแย่งในบทบาททางการเมือง หากเปรียบเหมือนกับละคร เราก็จะเห็นตัวละครในเรื่องการเมืองทุกตัวต่างรบลากับความคิดภายในจิตใจอันเบี้ยวบิดของกันและกันอยู่ ทั้งสองฝ่ายต่างขัดแย้งแย่งชิ่งความได้เปรียบในสถานการณ์ต่าง ๆ ดูสับสนวุ่นวายจนเป็นเรื่องเป็นราวเชิญชวนให้คอการเมืองได้ติดตามกันต่อไป
สังคมการเมืองในอดีตและปัจจุบัน ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับหนังหรือละครแห่งเมืองมายาเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจากชีวิตจริงหรือในโลกละคร เหมือนประชาชนไม่มีทางที่จะรู้รายละเอียดทุกแง่ทุกมุมของเรื่องราวต่าง ๆ ได้หมดสิ้น บางเหตุการณ์ผมได้ดูติดตามและเกิดความคิดคล้อยตามไปกับบทสุดท้ายของเรื่อง แต่ในใจยังมีความเชื่ออยู่ว่า นั้นมันไม่ใช้บทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและเรื่องของละคร หรือ ชีวิตจริง ๆเพราะเรื่องทุกเรื่องมันไม่มีทางที่จะจบลงไปได้ด้วยบริบรูณ์
ยิ่งดูไปก็ยิ่งน่าคิดในบทบาทต่าง ๆ ของชีวิตคนกับชีวิตตัวละคร ซึ่งดู ๆ แล้วมันไม่ได้แตกต่างกันเลย
หากจะแตกต่างแต่เพียงว่า...
“ในเวทีแห่งมายานั้นมันมีผู้กำกับเป็นผู้กำหนดบทบาทให้ แต่สำหรับบทชีวิตจริงนั้นคนทุกคนเป็นได้ทั้งผู้แสดงและผู้กำกับ เลือกจะเล่นบทมุ่งมั่นหรือบททดถอย...แต่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับจังหวะของบทบาทชีวิตตัวเอง ที่เราทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาแสดง ไม่ว่าจะเป็นบทนำ บทตาม หรือแม้กระทั้งจะเป็นบทของตัวประกอบในเรื่องก็ตาม”
“ผมได้แค่สงสัยว่ามันจะจริงหรือเปล่าหนอ....ที่คนทุกคนตัวละครทุกตัวต่างแต่ก็มีคุณค่าในบทบาทของตัวเอง จะมีทั้งผู้ดีและผู้ร้ายที่ได้เกิดขึ้นมาให้เห็นกันอยู่เรื่อย ๆ แล้วอะไร??? คือสิ่งที่ทำให้ทุกชีวิตต้องเลือกสวมบทที่แตกต่างกันไปเช่นนี้ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด”
ในบทบาทที่ต่างกัน มันจึงกลายเป็นตัวกำหนดให้แบ่งกั้นความศรัทธาระหว่างเขากับเรา การยื้อแย่งฉกชิ่งในความชอบธรรมจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้เห็นอยู่ร่ำไป มันเลยทำให้ตัวละครไร้ความสมดุลในความคิดแต่มันกับเป็นเรื่องราวการขัดแย้งที่ลงตัว....
ถึงทุกเรื่องราวจะจบลง โดยมีฝ่ายที่เรียกว่าฝ่ายคุณธรรมเป็นฝ่ายกำชัย แต่มันก็อาจจะทำให้ตัวละครบางตัวในเรื่องต้องเกลือกกลั่วกับมูลทิน และ ถูกตราหน้าว่าชั่วร้ายจากการได้เฝ้าชมและไดสรุปด้วยอารมณ์ที่สะใจ แต่หาใช้บทสรุปสุดท้ายของทุกชีวิตไม่ เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้นั้น จะยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป ถึงแม้เรื่องหนึ่งจบลงไป แต่ก็จะมีเรื่องราวอื่น ๆ เกิดขึ้นมาและจะขัดแย้งกันไปในเรื่องราวใหม่ ๆ เหมือนสรรพสิ่งจะต้องวนเวียนว่ายต่างเต็มไปด้วยเหตุและผลอยู่เสมอ เหมือนเป็นวงล้อของการดำรงอยู่ อย่างไม่มีวันจะจบได้อย่างบริบรูณ์
ถึงวันนี้ผมยังมีความเชื่ออยู่ว่า"ทุกชีวิตยังคงต้องได้รับรู้เพื่อให้เรียนรู้กันและกันต่อไป หากเปรียบเป็นหนังก็ยังคงจะมีภาคต่อไป หรือถ้าหากเป็นละครก็จะถูกนำมาปรับฝุ่นในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ให้ผู้ชมได้ติดตามชมกันอยู่ แต่น่าแปลกใจจริง ที่ผู้ชมไม่เคยจดจำกับเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นสิ่งเตือนใจและปรับใช้ในเรื่องราวดี ๆ ได้อย่างจริงจัง มันจึงเป็นเรื่องราวที่น่าเบื่อมาก ๆ สำหรับผมที่ได้แต่เฝ้ามองเห็นแต่เรื่องราวของความขัดแย้งเดิม ๆ ที่ดำรงอยู่บนโลกของความเป็นจริง ที่ผู้คนสร้างมันขึ้นมาแสดงกันไปตามอารมณ์ความเชื่อของตนมากกว่าการหาเหตุผลที่จะรวมกันสร้างสันติ เพื่อจรรโลงบ้านจรรโลงเมือง และ ให้ธรรม(ชาติ)ค้ำจุนโลกา
ผมมีความเชื่ออยู่ว่าชีวิตจริงของคนเรา ทุกคน ๆ ต่างก็ต้องจบสิ้นชีวิตลงไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง และ จะไม่มีวันที่ดำรงอยู่เพื่อจะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งได้อย่างเป็นนิรันดร์........บทบาทที่ทรงคุณค่าของตัวละครทุกตัวในโลกของชีวิตจริงมีน้อยคนนักที่จะทิ้งเเรื่องราวดี ๆ ไว้ให้ผู้คนรุ่นหลังได้จดจำเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และได้เล่าขานคุณความดีนั้นสืบต่อกันไป
สิ่งดีงามที่ทรงคุณค้านั้นมันน่าจะเป็นโจทย์ให้กับทุกชีวิตต้องตอบคำถามให้กับตัวเองว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน...เหนื่อยหน่ายเต็มทีกับเวลาที่ต้องทนดูละครน้ำเน่าบนโลกใบนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเน่าหรือน้ำดีมันต่างก็ทิ้งเรื่องราวให้เราได้คิดเพื่อแยกแยะหาเหตุผลที่แตกต่างแต่มันก็ต้องจบลงด้วยความขัดแย่งภายในจิตใจของเราเอง.....วันนี้ตั้งใจจะทำตัวให้สุขสันติและสงบนิ่งกับทุกเรื่องราวที่เข้ามากระทบกับชีวิตประจำวันให้ได้.....เพราะชีวิตยังต้องต่อสู้ต่อไปกับเรื่องราวภายในใจและปัจจัยภายนอกที่มันคอยเข้ามากระทบจิตใจ ปัญหาต่าง ๆ รอบข้างต่างรอให้เราแก้ไขอย่างไม่รู้จักกับคำว่าจบสิ้นบริบรูณ์ลงไปได้เลย.....