โลกนี้คือละคร......เพลงนี้เคยมีพี่คนหนึ่งทำงานอยู่ในสบันการเงินของเอกชนแห่งหนึ่งแถว ๆ สาภร...ร้องให้ฟังเวลาที่มีอาการถึงฟิวค์เบื่อหน่ายกับการได้เห็นการแสดงบทบาทของแต่ละคนบนโลกนี้....

ภาพลายเส้นของพี่ที่ร้องเพลงโลกนี้คือละครให้ผมฟัง 

                  

"บ่อยครั้งผมรู้สึกปิติจนน้ำตาคลอเบ้าเมื่อได้ดูหนังหรือละครบางเรื่องที่ได้ดำเนินมาจนถึงฉากสุดท้ายที่มันสร้างความประทับใจได้อย่างสุดซึ้ง"  

                 จากศิลปะการแสดงที่ถูกนำเสนอให้ผู้ชมได้อินไปกับสิ่งบันเทิงที่ขึ้นชื่อและเป็นศิลปะที่มีมาช้านาน  ความประทับใจที่เกิดจากหนังและละครทุกเรื่อง มันเกิดขึ้นระหว่างความรักและความเข้าใจที่เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของเรื่องราว    

                 การสื่อความหมายในตัวละครด้วยกันเองจากหนังทุกเรื่อง  จากตัวละครทุกตัวล้วนต้องต่อสู้กับความแตกต่างกับตัวละครอื่น ๆ รอบข้าง  ดูคล้าย ๆ กับว่าตัวละครทุกตัวได้รับบทบาทที่จำต้องมีความขัดแย่งกันจนเกิดเป็นเรื่องราวที่ชวนให้ติดตาม   

                 ผมอดคิดไปไม่ได้ว่าตัวละครทุกตัวในหนังทุกเรื่องช่างชวนให้ติดตามเรียนรู้ในบทบาทการแสดงอยู่ไม่น้อย  ทั้งในด้านดีและด้านชั่วร้ายจากบทสรุปของการชมตั้งแต่ต้นจนจบ   ดูแล้วก็อดชื่นชมผู้เขียนบทไม่ได้ว่าท่านช่างเก่ากาจเสียจริง ๆ   ลองคิดดูเอาเถอะครับว่าแอบซ่อนความลับไว้ภายใต้จิตใจของตัวละครแต่ละตัวและค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนอันแท้จริงออกมาเพื่อให้ผู้ชมได้คิดตามและเข้าใจในที่สุด.

                 เรื่องราวเกี่ยวโยง ทุกฉากทุกตอนที่ตัดต่อสานสัมพันธ์กันขึ้นจนกลายเป็นเรื่องเป็นราว  เป็นผลงานของนักเขียนที่ได้เขียนสร้างตัวละครทุกตัวให้มีตัวตนขึ้นมาโลดแล่นในบทบาทได้อย่างสมจริงสมจัง จับทุกตัวให้เข้ามาอยู่ในโครงเรื่องแห่งจินตนาการของตัวเอง  แล้วก็กำหนดให้ตัวละครทุกตัวมีความแตกต่างกันออกไปเพื่อจะแบ่งกั้นระหว่างบทรัก บทเข้าใจ บทเห็นใจ ที่เป็นอารมณ์ตรงกันข้ามกันกับบทชิ่งชังรังเกลียด  และบทเข้าใจผิดคิดร้ายต่อกัน      

                 ในขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบันทึกบทนี้อยู่นั้น  ทีวีก็ยังมีข่าวความแตกแยกทางการเมืองที่ยังวุ่นวายอยู่เช่นเคย   สองฝ่ายต่างขัดแย่งในบทบาททางการเมือง  หากเปรียบเหมือนกับละคร เราก็จะเห็นตัวละครในเรื่องการเมืองทุกตัวต่างรบลากับความคิดภายในจิตใจอันเบี้ยวบิดของกันและกันอยู่   ทั้งสองฝ่ายต่างขัดแย้งแย่งชิ่งความได้เปรียบในสถานการณ์ต่าง ๆ   ดูสับสนวุ่นวายจนเป็นเรื่องเป็นราวเชิญชวนให้คอการเมืองได้ติดตามกันต่อไป

                  สังคมการเมืองในอดีตและปัจจุบัน ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับหนังหรือละครแห่งเมืองมายาเลยสักนิด   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจากชีวิตจริงหรือในโลกละคร  เหมือนประชาชนไม่มีทางที่จะรู้รายละเอียดทุกแง่ทุกมุมของเรื่องราวต่าง ๆ ได้หมดสิ้น  บางเหตุการณ์ผมได้ดูติดตามและเกิดความคิดคล้อยตามไปกับบทสุดท้ายของเรื่อง  แต่ในใจยังมีความเชื่ออยู่ว่า  นั้นมันไม่ใช้บทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและเรื่องของละคร หรือ ชีวิตจริง ๆเพราะเรื่องทุกเรื่องมันไม่มีทางที่จะจบลงไปได้ด้วยบริบรูณ์ 

                  ยิ่งดูไปก็ยิ่งน่าคิดในบทบาทต่าง ๆ ของชีวิตคนกับชีวิตตัวละคร ซึ่งดู ๆ แล้วมันไม่ได้แตกต่างกันเลย  

หากจะแตกต่างแต่เพียงว่า...  

                  “ในเวทีแห่งมายานั้นมันมีผู้กำกับเป็นผู้กำหนดบทบาทให้ แต่สำหรับบทชีวิตจริงนั้นคนทุกคนเป็นได้ทั้งผู้แสดงและผู้กำกับ    เลือกจะเล่นบทมุ่งมั่นหรือบททดถอย...แต่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับจังหวะของบทบาทชีวิตตัวเอง ที่เราทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาแสดง ไม่ว่าจะเป็นบทนำ บทตาม หรือแม้กระทั้งจะเป็นบทของตัวประกอบในเรื่องก็ตาม”

  

                  “ผมได้แค่สงสัยว่ามันจะจริงหรือเปล่าหนอ....ที่คนทุกคนตัวละครทุกตัวต่างแต่ก็มีคุณค่าในบทบาทของตัวเอง    จะมีทั้งผู้ดีและผู้ร้ายที่ได้เกิดขึ้นมาให้เห็นกันอยู่เรื่อย ๆ  แล้วอะไร??? คือสิ่งที่ทำให้ทุกชีวิตต้องเลือกสวมบทที่แตกต่างกันไปเช่นนี้ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด”

                   ในบทบาทที่ต่างกัน   มันจึงกลายเป็นตัวกำหนดให้แบ่งกั้นความศรัทธาระหว่างเขากับเรา  การยื้อแย่งฉกชิ่งในความชอบธรรมจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้เห็นอยู่ร่ำไป  มันเลยทำให้ตัวละครไร้ความสมดุลในความคิดแต่มันกับเป็นเรื่องราวการขัดแย้งที่ลงตัว....                     

                    ถึงทุกเรื่องราวจะจบลง โดยมีฝ่ายที่เรียกว่าฝ่ายคุณธรรมเป็นฝ่ายกำชัย แต่มันก็อาจจะทำให้ตัวละครบางตัวในเรื่องต้องเกลือกกลั่วกับมูลทิน  และ ถูกตราหน้าว่าชั่วร้ายจากการได้เฝ้าชมและไดสรุปด้วยอารมณ์ที่สะใจ  แต่หาใช้บทสรุปสุดท้ายของทุกชีวิตไม่  เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้นั้น จะยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป  ถึงแม้เรื่องหนึ่งจบลงไป แต่ก็จะมีเรื่องราวอื่น ๆ เกิดขึ้นมาและจะขัดแย้งกันไปในเรื่องราวใหม่ ๆ  เหมือนสรรพสิ่งจะต้องวนเวียนว่ายต่างเต็มไปด้วยเหตุและผลอยู่เสมอ  เหมือนเป็นวงล้อของการดำรงอยู่ อย่างไม่มีวันจะจบได้อย่างบริบรูณ์   

 

                  ถึงวันนี้ผมยังมีความเชื่ออยู่ว่า"ทุกชีวิตยังคงต้องได้รับรู้เพื่อให้เรียนรู้กันและกันต่อไป  หากเปรียบเป็นหนังก็ยังคงจะมีภาคต่อไป หรือถ้าหากเป็นละครก็จะถูกนำมาปรับฝุ่นในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ให้ผู้ชมได้ติดตามชมกันอยู่  แต่น่าแปลกใจจริง ที่ผู้ชมไม่เคยจดจำกับเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นสิ่งเตือนใจและปรับใช้ในเรื่องราวดี ๆ ได้อย่างจริงจัง มันจึงเป็นเรื่องราวที่น่าเบื่อมาก ๆ สำหรับผมที่ได้แต่เฝ้ามองเห็นแต่เรื่องราวของความขัดแย้งเดิม ๆ ที่ดำรงอยู่บนโลกของความเป็นจริง ที่ผู้คนสร้างมันขึ้นมาแสดงกันไปตามอารมณ์ความเชื่อของตนมากกว่าการหาเหตุผลที่จะรวมกันสร้างสันติ เพื่อจรรโลงบ้านจรรโลงเมือง และ ให้ธรรม(ชาติ)ค้ำจุนโลกา  

                  ผมมีความเชื่ออยู่ว่าชีวิตจริงของคนเรา ทุกคน ๆ ต่างก็ต้องจบสิ้นชีวิตลงไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง และ จะไม่มีวันที่ดำรงอยู่เพื่อจะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งได้อย่างเป็นนิรันดร์........บทบาทที่ทรงคุณค่าของตัวละครทุกตัวในโลกของชีวิตจริงมีน้อยคนนักที่จะทิ้งเเรื่องราวดี ๆ ไว้ให้ผู้คนรุ่นหลังได้จดจำเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และได้เล่าขานคุณความดีนั้นสืบต่อกันไป  

 

                  สิ่งดีงามที่ทรงคุณค้านั้นมันน่าจะเป็นโจทย์ให้กับทุกชีวิตต้องตอบคำถามให้กับตัวเองว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน...เหนื่อยหน่ายเต็มทีกับเวลาที่ต้องทนดูละครน้ำเน่าบนโลกใบนี้  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเน่าหรือน้ำดีมันต่างก็ทิ้งเรื่องราวให้เราได้คิดเพื่อแยกแยะหาเหตุผลที่แตกต่างแต่มันก็ต้องจบลงด้วยความขัดแย่งภายในจิตใจของเราเอง.....วันนี้ตั้งใจจะทำตัวให้สุขสันติและสงบนิ่งกับทุกเรื่องราวที่เข้ามากระทบกับชีวิตประจำวันให้ได้.....เพราะชีวิตยังต้องต่อสู้ต่อไปกับเรื่องราวภายในใจและปัจจัยภายนอกที่มันคอยเข้ามากระทบจิตใจ  ปัญหาต่าง ๆ รอบข้างต่างรอให้เราแก้ไขอย่างไม่รู้จักกับคำว่าจบสิ้นบริบรูณ์ลงไปได้เลย.....