
เชิญเข้าห้องประชุมอีกครั้ง
หลังจาก 3 คนออกจากห้องไปพักก่อนพร้อมทั้งดื่มโค๊กให้ใจเย็นแล้ว พี่สาวใจดีของเราเดินมากอดแล้วบอกว่าไม่เป็นไรใช่ไหม ทุกคนขอโทษ เพราะเข้าใจว่าเป็นประเด็นที่ทำให้ความรู้สึกของประเทศอื่นขุ่นมัวแน่นอน พี่สาวชื่อMaryam มาจูงมือเรา ทั้ง 3 คน เข้าประชุมอีกครั้ง
คำถามที่สอง ก็เริ่มมาด้วยว่า ในประเทศของคุณ ตำรวจมีการอบรมอะไรกันบ้างที่ทำให้ตำรวจเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน น้องทั้งสองประเทศยิ่งเงียบเข้าไปอีก เพราะว่า NGOs ในแต่ละประเทศไม่มีมีบทบาทมากเหมือนประเทศไทย น้องทั้งสองคนเป็นเจ้าหน้าที่นักฝึกอบรมเท่านั้น และทำงานมาแค่คนละ 3 ปี เท่านั้น กระบวนกลไกยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่ากลไกจะทำอย่างไร ที่ NGOs จะเข้าไปมีส่วนร่วม
คำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้เขียนเตรียมไว้แล้ว และอยากตอบโต้กับทาง กสม. Philippines เป็นอย่างมาก จากผู้เขียนเองไม่ค่อยได้สื่อสารในการประชุมสักเท่าไร แต่ครั้งนี้สลัดคราบนักเรียนที่ดี ก็ทันที เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานมาอย่างเชี่ยวชาญ NGOs ด้านเด็กที่ผู้เขียนทำงานอยู่ได้มีโครงการที่ทำกับนักเรียนนายร้อยตำรวจ เริ่มด้วย
(1) ทางองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก ได้ร่วมกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ดำเนินการโครงการนักเรียนนายร้อยสัมผัสปัญหาชุมชน ซึ่งนักเรียนชั้นปีที่ 3 ของนักเรียนโรงเรียนนายร้อย ต้องลงฝึกงานและเรียนรู้งานด้านเด็ก เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ และปรับให้เป็นวิชาเรียน ถ้าใครไม่มาฝึกก็ไม่จบในวิชาการเรียนนั้น ทำอย่างต่อเนื่องมากว่า 13 ปีแล้ว
(2) วิชาเรียนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเด็ก เยาวชน สตรี จะเชิญพวกเราทุกคนไปเป็นวิทยากรในการสอนวิชานั้นๆๆๆ พวกเราจะสอดแทรกเนื้อหาเรื่อง human right ตลอด
(3) ผู้เขียนเองได้มีโอกาส ติดตามคุณหญิงจันทนี สันตะบุตร ไปเยี่ยมตามโรงพักตามสถานที่ต่างๆทั้งในตัวกทม. และต่างจังหวัดไม่น้อยกว่า 24 แห่งทั่วประเทศ สิ่งที่คุณหญิงฯ ฝากกับตำรวจตลอดคือ
-ต้องมีการแยกขังผู้ต้องขังเด็กและผู้ใหญ่ และต้องแยกชาย-หญิงด้วย
-ต้องบอกสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด คุณมีสิทธิอะไรบ้าง
-ถ้าเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเด็ก จะทำอย่างไรที่ให้เด็กรับได้การประกันตัวเร็วที่สุด
และหลังจากนั้น คุณหญิงฯ ยังได้ไปเยี่ยมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ทั้งประเทศไม่น้อยกว่า 26 แห่ง และเรือนจำที่ผู้ต้องขังถูกจำ จำนวนกว่า 30 แห่งเหมือนกัน
สิ่งที่สำคัญ คือการไปกระตุ้นไม่ให้เจ้าหน้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ละเมิดผู้ที่ถูกกล่าวหา หรือผู้ต้องขังเด็ดขาด เป็นการให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่ด้วย ใช้ความเมตตา ความเห็นใจ ปฏิบัติต่อเขาด้วยใจที่บริสุทธิ์
ครั้งนี้ ผู้เขียนเองพูดในที่ประชุมด้วยท่าทีที่เอาจริง สมาชิกในกลุ่มสองต่างตกใจที่ไม่คิดว่า ผู้เขียนจะพูดออกมาได้อย่างชัดเจน ผู้เขียนเองก็งงเหมือนกัน แต่ความเจ็บใจมีมากกว่าจึงพูดได้อย่างคล่องมาก แต่นี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนมั่นใจในภาษาอังกฤษของตนเองที่ต้องสื่อสารให้กับคนอื่น ไม่อย่างนั้นกลัวตลอด มันเป็นแรงกดดันอย่างมาก พี่สาวที่เข้าประชุมด้วยถึงกับเข้ามากอดหอมแก้มหลายหนมาก