พระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท : เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช พระวิปัสสนาจารย์ http://www.veeranon.com/

เราควรสำนึกเสมอว่าจะปฏิบัติอย่างไร จึงให้รู้ถ่องแท้ถึงแก่นธรรม

รู้ถึงความเป็นจริงของธรรมนั้น

หากเริ่มตั้งแต่ศรัทธา ตัวศรัทธาพัฒนาจนเป็น ตัวฉันทะ

มีศรัทธาแล้วก็มีความพอใจ

เมื่อมีความพอใจก็มีความขยัน คือ อยากจะทำ อยากจะกำหนด อยากจะภาวนา

วิริยะ คือ  ความเพียร เมื่อมีวิริยะ มีสติมา ตัวสติ สมาธิ ปัญญา จึงเกิดขึ้น เรียกว่า

พละ ๕ คือ  ธรรมอันเป็นกำลัง เมื่อมีพละกำลังทั้ง ๕ เกิดขึ้นแล้ว

การกำหนด การรู้จักสภาวะ การเห็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นกับใจ

การเห็นสภาวทุกข์ที่เกิดขึ้นกับกาย การเห็นความคิดของตนเองที่เกิดขึ้น

เราอยากจะทำอย่างโน้น อยากจะทำอย่างนี้

ซึ่งต้องถามใจตัวเองว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร

มันเกิดขึ้นด้วยการกำหนดแห่งสติที่เป็นสัมมาสติหรือไม่

หรือเกิดขึ้นด้วยมิจฉาสติ คือการกำหนดด้วยกิเลสอารมณ์เป็นผู้บังคับบัญชาให้ทำหรือไม่

ฉะนั้น  จะต้องไถ่ถอนสิ่งที่กิเลสมาครอบงำ โดยให้รู้ว่าเวลานี้เรากำลังทำอะไร

จึงต้องสำนึกด้วยการมีหิริโอตตัปปะอยู่กับตัวเราอยู่เสมอ

เราจะยับยั้งไว้ว่าขณะนี้กำลังทำสมาธิ หรือขณะนี้กำลังเดินจงกรม

หากยังไม่ถึงกำหนดเวลา ก็ต้องทำให้ถึงกำหนดเวลาเสียก่อน

จึงจะลุกเปลี่ยนอิริยาบถไปเข้าห้องน้ำ การที่ทนสภาวะหรือดูสภาวะตัวนี้ได้ทัน

 

นี่คือเรารู้ตามความเป็นจริงแล้วจะรู้จักแยกแยะ

เรียกว่ารู้ตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นทางออก

ถึงจะสามารถปฏิบัติธรรมอย่างมีสติ เรียกว่า สติปัฏฐาน

ซึ่งเกิดขึ้นที่กาย ยาว วา หนา คืบ กว้าง  ศอก

 

อันนี้มันเป็นสติปัฎฐานที่เป็นไปตามแบบอย่างของพระอริยบุคคล

หรือบุคคลที่พัฒนาขึ้นมาอย่างถูกต้องและถูกวิธี ให้ไปสู่ความเจริญสงบร่มเย็น

หากความเจริญไม่ถูกต้อง เราจะเกิดทุกข์ในภายหลัง

 

เรื่อง นางมาคันธิยา 

“การตั้งจิตไว้ไม่ชอบ ประสบทุกข์ในภายหลัง”

 

ในอรรถกถาธรรมบทได้ปรากฏเรื่องของนางมาคันธิยากล่าวคือ

นางเป็นผู้ที่เกลียดพระพุทธเจ้า เกลียดพระสงฆ์สาวก

เกลียดคนที่นับถือพระพุทธเจ้าคือนางสามาวดี

เหตุที่นางเกลียดพระพุทธเจ้า เพราะนางผูกใจเจ็บที่พระพุทธเจ้าปฎิเสธรับนางเป็นภรรยา

ในคราวที่พราหมณ์ผู้เป็นบิดายกนางให้กับพระพุทธเจ้า

โดยนางได้ผูกใจอาฆาตว่า

หากนางได้พรั่งพร้อมด้วยชาติตระกูล โภคะ ยศและวัยแล้ว

นางจะแก้แค้นพระสมณโคดม

 

ซึ่งในกาลต่อมาอาของนางได้นำนางไปถวายแด่พระเจ้าอุเทน

นางได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครมเหสีเช่นเดียวกับพระนางสามาวดี

โดยพระนางมาคันธิยาได้จ้างคนให้เที่ยวตามด่าพระพุทธเจ้าไปทุกที่

แต่ไม่สามารถให้พระองค์ออกจากเมืองโกสัมพีได้

นางจึงคิดว่าเป็นเพราะพระนางสามาวดีได้ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธเจ้า

จึงคิดกำจัดพระนางสามาวดี

นางคิดว่าหากพระพุทธเจ้าขาดผู้อุปถัมภ์พระพุทธเจ้าจะออกจากเมืองโกสัมพีไปเอง

พระนางมาคันธิยา จึงมีจิตที่มุ่งทำลายพระนางสามาวดีอยู่ตลอดด้วยกลอุบายวิธีต่างๆ

จนในที่สุดได้เผาพระนางสามาวดีพร้อมกับบริวาร ๕๐๐ ชีวิตตายทั้งเป็น

ในปราสาทของพระนางสามาวดี แต่สุดท้าย พระนางมาคันธิยาก็ถูกเผาเช่นกัน

 

เพราะหลังจากพระนางสามาวดีถูกเผาตายแล้ว

พระเจ้าอุเทนผู้ที่เป็นพระสวามีได้ใช้อุบายหลอกถามพระนางมาคันธิยาว่า

“น้องหญิงพี่อยากทราบว่าใครเป็นคนทำลายพระนางสามาวดี หากรู้แล้วพี่จะให้รางวัลแก่เขาผู้นั้น”

พระนางมาคันธิยาหลงกลตอบไปว่า “หม่อมฉันกับบริวารได้เป็นคนเผาพระนางสามาวดี”

เมื่อพระราชาได้ฟังเช่นนั้นก็จับตัวพระนางมาคันธิยาไปกลางทุ่งนา

พระองค์ทรงสั่งให้เผาและไถร่างพระนางมาคันธยาเป็นท่อนๆ อย่างทุกข์ทรมาน

นั่นเป็นเพราะผลกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันชีวิตนั้น

เพราะการตั้งใจไว้ผิด ตั้งจิตไว้ไม่ชอบ ประกอบทุกข์ จึงได้รับทุกข์ในภายหลัง

 

 

ติดตามอ่านตอนต่อไปที่นี่ค่ะ

 

อิสระแห่งจิต

 

http://gotoknow.org/blog/mindfreedom

 

ขอให้เจริญในธรรมทุกท่าน

 

บุญรักษา  ธรรมคุ้มครองค่ะ