เราควรสำนึกเสมอว่าจะปฏิบัติอย่างไร จึงให้รู้ถ่องแท้ถึงแก่นธรรม
รู้ถึงความเป็นจริงของธรรมนั้น
หากเริ่มตั้งแต่ศรัทธา ตัวศรัทธาพัฒนาจนเป็น ตัวฉันทะ
มีศรัทธาแล้วก็มีความพอใจ
เมื่อมีความพอใจก็มีความขยัน คือ อยากจะทำ อยากจะกำหนด อยากจะภาวนา
วิริยะ คือ ความเพียร เมื่อมีวิริยะ มีสติมา ตัวสติ สมาธิ ปัญญา จึงเกิดขึ้น เรียกว่า
พละ ๕ คือ ธรรมอันเป็นกำลัง เมื่อมีพละกำลังทั้ง ๕ เกิดขึ้นแล้ว
การกำหนด การรู้จักสภาวะ การเห็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นกับใจ
การเห็นสภาวทุกข์ที่เกิดขึ้นกับกาย การเห็นความคิดของตนเองที่เกิดขึ้น
เราอยากจะทำอย่างโน้น อยากจะทำอย่างนี้
ซึ่งต้องถามใจตัวเองว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร
มันเกิดขึ้นด้วยการกำหนดแห่งสติที่เป็นสัมมาสติหรือไม่
หรือเกิดขึ้นด้วยมิจฉาสติ คือการกำหนดด้วยกิเลสอารมณ์เป็นผู้บังคับบัญชาให้ทำหรือไม่
ฉะนั้น จะต้องไถ่ถอนสิ่งที่กิเลสมาครอบงำ โดยให้รู้ว่าเวลานี้เรากำลังทำอะไร
จึงต้องสำนึกด้วยการมีหิริโอตตัปปะอยู่กับตัวเราอยู่เสมอ
เราจะยับยั้งไว้ว่าขณะนี้กำลังทำสมาธิ หรือขณะนี้กำลังเดินจงกรม
หากยังไม่ถึงกำหนดเวลา ก็ต้องทำให้ถึงกำหนดเวลาเสียก่อน
จึงจะลุกเปลี่ยนอิริยาบถไปเข้าห้องน้ำ การที่ทนสภาวะหรือดูสภาวะตัวนี้ได้ทัน
นี่คือเรารู้ตามความเป็นจริงแล้วจะรู้จักแยกแยะ
เรียกว่ารู้ตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นทางออก
ถึงจะสามารถปฏิบัติธรรมอย่างมีสติ เรียกว่า สติปัฏฐาน
ซึ่งเกิดขึ้นที่กาย ยาว วา หนา คืบ กว้าง ศอก
อันนี้มันเป็นสติปัฎฐานที่เป็นไปตามแบบอย่างของพระอริยบุคคล
หรือบุคคลที่พัฒนาขึ้นมาอย่างถูกต้องและถูกวิธี ให้ไปสู่ความเจริญสงบร่มเย็น
หากความเจริญไม่ถูกต้อง เราจะเกิดทุกข์ในภายหลัง
เรื่อง นางมาคันธิยา
“การตั้งจิตไว้ไม่ชอบ ประสบทุกข์ในภายหลัง”
ในอรรถกถาธรรมบทได้ปรากฏเรื่องของนางมาคันธิยากล่าวคือ
นางเป็นผู้ที่เกลียดพระพุทธเจ้า เกลียดพระสงฆ์สาวก
เกลียดคนที่นับถือพระพุทธเจ้าคือนางสามาวดี
เหตุที่นางเกลียดพระพุทธเจ้า เพราะนางผูกใจเจ็บที่พระพุทธเจ้าปฎิเสธรับนางเป็นภรรยา
ในคราวที่พราหมณ์ผู้เป็นบิดายกนางให้กับพระพุทธเจ้า
โดยนางได้ผูกใจอาฆาตว่า
หากนางได้พรั่งพร้อมด้วยชาติตระกูล โภคะ ยศและวัยแล้ว
นางจะแก้แค้นพระสมณโคดม
ซึ่งในกาลต่อมาอาของนางได้นำนางไปถวายแด่พระเจ้าอุเทน
นางได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครมเหสีเช่นเดียวกับพระนางสามาวดี
โดยพระนางมาคันธิยาได้จ้างคนให้เที่ยวตามด่าพระพุทธเจ้าไปทุกที่
แต่ไม่สามารถให้พระองค์ออกจากเมืองโกสัมพีได้
นางจึงคิดว่าเป็นเพราะพระนางสามาวดีได้ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธเจ้า
จึงคิดกำจัดพระนางสามาวดี
นางคิดว่าหากพระพุทธเจ้าขาดผู้อุปถัมภ์พระพุทธเจ้าจะออกจากเมืองโกสัมพีไปเอง
พระนางมาคันธิยา จึงมีจิตที่มุ่งทำลายพระนางสามาวดีอยู่ตลอดด้วยกลอุบายวิธีต่างๆ
จนในที่สุดได้เผาพระนางสามาวดีพร้อมกับบริวาร ๕๐๐ ชีวิตตายทั้งเป็น
ในปราสาทของพระนางสามาวดี แต่สุดท้าย พระนางมาคันธิยาก็ถูกเผาเช่นกัน
เพราะหลังจากพระนางสามาวดีถูกเผาตายแล้ว
พระเจ้าอุเทนผู้ที่เป็นพระสวามีได้ใช้อุบายหลอกถามพระนางมาคันธิยาว่า
“น้องหญิงพี่อยากทราบว่าใครเป็นคนทำลายพระนางสามาวดี หากรู้แล้วพี่จะให้รางวัลแก่เขาผู้นั้น”
พระนางมาคันธิยาหลงกลตอบไปว่า “หม่อมฉันกับบริวารได้เป็นคนเผาพระนางสามาวดี”
เมื่อพระราชาได้ฟังเช่นนั้นก็จับตัวพระนางมาคันธิยาไปกลางทุ่งนา
พระองค์ทรงสั่งให้เผาและไถร่างพระนางมาคันธยาเป็นท่อนๆ อย่างทุกข์ทรมาน
นั่นเป็นเพราะผลกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันชีวิตนั้น
เพราะการตั้งใจไว้ผิด ตั้งจิตไว้ไม่ชอบ ประกอบทุกข์ จึงได้รับทุกข์ในภายหลัง
สวัสดีค่ะ
มาแวะอ่านบันทึกที่มีคุณค่าค่ะเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า
ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจในการเผยแผ่ธรรมค่ะ
ติดตามอ่านเรื่องพระนางสามาวดี ได้ที่นี่ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/storydhamma/197843
ติดตามอ่านเรื่อง นางมาคันทิยา ได้ที่นี่ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/storydhamma/198627