สถานการณ์การเมืองของไทยในยุค นายอภิสิทธิ์ มันร้อนมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าขอวิจารณ์ ระบอบประชาธิปไตยของสองฝ่ายที่แสดงออกอย่างชัดเจน ตามสภาพที่เป็นจริง ดังนี้
1.ประชาธิปไตยตามความเชื่อของ นายกอภิสิทธิ์ คนเสื้อเหลือง พรรคประชาธิปัตย์ คือ ประชาชนต้องมาก่อน เขามาด้วยระบอบประชาธิปไตยจากการจัดตั้งในค่ายทหาร และแถลงนโยบายในกระทรวงการต่างประเทศ โดยการดึงสมาชิกพรรคเพื่อไทยเดิมมาสนับสนุนตัวเองโดย นายเนวิน ชิดชอบ นำทีม จากบันได 4 ขั้น ของคณะทหารยึดอำนาจโดย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อยู่เบื้องหลัง และคนเสื้อเหลือช่วยก่อกวนจนชอบใช้ความรุนแรง จนได้เป็นรัฐบาลสมใจ ของทหาร นายอภิสิทธิ์ คนเสื้อเหลือง นี่ก็เป็นประชาธิปไตยของไทยอีกแบบหนึ่ง ซึ่งโดยมีคนที่จบอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นผู้นำระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ ครับท่าน
2.ประชาธิปไตยตามความเชื่อของคนรากหญ้าชาวเสื้อแดง โดยการนำของนายวีระ เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นของคนทุกคนไม่แยกชั้นวรรณะทุกคนเท่าเทียมกัน โดยมีระบบทุนนิยม การได้ผู้นำที่มาจากเสียงของคนส่วนใหญ่ถือว่าเป็นผู้นำที่สมศักดิ์ศรีใครได้เสียงข้างมากเข้ามาบริหารประเทศก็เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย 4 ปีค่อยเลือกตั้งกันใหม่ เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใครก็ได้ที่เสียงส่วนใหญ่ยอมรับถือว่าเป็นสิ้นสุด การต่อสู้ยึดอหิงสา ไม่ก่อความวุ่นวาย ไม่ใฝ่ความรุนแรง นี่ก็ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยไทยอีกแบบหนึ่งครับ
3.ข้าพเจ้าคนบ้านนอก ติดตามเรื่องนี้ อยากสรุปประชาธิปไตยแบบไทยไทยว่า สมัยก่อนไทยเรามีระบบศักดินา มีทาส พอรัชกาลที่ 5 เลิกทาสก็มีความตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพของตนเองจนมารัชกาลที่ 7 มีการสละราชสมบัติ ให้ราษฎรปกครองตนเอง แต่ด้วยระบบศักดินาที่ติดมาจึงทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่เหมือนต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เขายึดระบบ เขาไม่ยึดตัวบุคคลเหมือนไทยเรา เรายึดถือผู้อาวุโสมากเกินไปจนลืมหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง คืออำนาจเป็นของประชาชนเพื่อประชาชน ซึ่งคนส่วนมากรู้หลักการนี้ดี แต่บิดเบือนอำนาจประชาชนให้ตนเองและพวกพ้องในการมีอำนาจปกครองประเทศ จึงทำให้มันวุ่นวายไม่รู้จักจบ สรุปคนไทยบางส่วนไม่รู้จักอำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างแท้จริง คอยแต่เอาเปรียบฝ่ายตรงข้าม ไม่มีความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา จะเป็นศรีธนนชัยอยู่เรื่อยไป นี่แหละรากเง้าของประชาธิปไตยแบบไทยไทย
สรุปคนรู้มากบางส่วนก็เอาเปรียบคนที่มีความรู้น้อยหรือด้อยโอกาสเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มีกิเลสตัณหา เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนพึงปรารถนา แต่อนิจามนุษย์เอ๋ย ตายไปก็ไปแต่ตัว อย่ามัวหลงมัวเมาอยู่เลย รู้จักปล่อยวางซะบ้าง ......