๕ เมษายน ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
ช่วงนี้หนูไม่กล้าเขียนจดหมายถึงครูเพราะรู้สึกว่า ตนเอง เหลวไหล หวั่นเกรงว่าการเขียนจดหมายออกมา จะเป็นการปนไปด้วยสิ่งมากมายที่ ตนเองและใคร ๆ จะต้องมาเสพ การงานมากมายก็จริง แต่หนูก็ไม่ค่อยอยากทำ หนูกราบขอโทษคุณครู ที่ครูสอนสั่งมาตั้งมากมาย แต่พอเจอจริง ๆ ก็ สอบไม่ผ่าน ทำแบบฝึกหัดมาก็มาก แต่ก็กลายเป็น หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม ดีแต่คิด ไม่ค่อยทำ สติอ่อน ปัญญาก็เลยอ่อนตามไปด้วย อย่างที่ครูเมตตาชี้แนะ
ทบทวนที่ผ่านมา หนูไหลไปตามกิเลสของตนเอง เหมือนกับไปใช้ชีวิตคล้ายก่อนรู้จักครู แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็เห็นพฤติกรรมต่าง ๆ เช่นไปงานเลี้ยงกับเพื่อน นั่งดูละคร ขณะที่ควรจะทำอะไรต่าง ๆ มากมาย ส่วนกิจวัตรที่ครูเคยให้ไว้หนูก็ไม่ยอมทำ
ทบทวนดูแล้วก็เป็นการสมควรที่ใจเกิดสภาวะติดล่ม ไม่เจริญ มีแต่ เสื่อม ๆ ๆ และก็ เสื่อม ในเมื่อแต่ละวัน ๆ สร้างเหตุแห่งความเสื่อมอยู่เสมอ ก็ไม่แปลกอะไร ที่ไม่มีสติ ใจก็กระด้างขึ้นเรื่อย ๆ ทำผิดครั้งแรก ก็ยังรู้สึกผิด แต่พอนาน ๆ ไป ทำบ่อย ๆ ใจกลับกระด้างขึ้น
เท่าที่เห็น หนูก็ยังหนีปัญหาอยู่ดี ไม่กล้าเผชิญ น่าสงสารจัง ยิ่งเห็นทุกข์ กลับไม่มีกำลังจะ ทำอะไรมันได้ ฝึกฝนตนเองมาตั้งมากมาย โดนกระทบนิด กระทบหน่อย ก็อยากจะหนี
หนูรู้ว่าครูเหนื่อยให้โอกาสหนูมากกว่าใคร แต่ศิษย์คนนี้ของครูกลับ แทบไม่ค่อยได้ช่วยอะไรครูเลย งานที่ได้รับมอบหมาย สิ่งที่เคยทำก็ละเลย
หนูไม่อยากสัญญาอะไรอีก ที่จะเป็นการรับประกันอนาคต แต่อยากจะบอกครูว่า “หนูขอโทษ” และหนูจะตั้งใจรับผลของการกระให้ดีที่สุด เลิกไหม กับสิ่งที่ครูปูทางให้มา หนูอยากจะบอกครูว่า มันเลิกไม่ได้ค่ะ เป็นเหมือนคำที่ก้องอยู่ภายในเสมอ ๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ แต่ก็มีเสียงต่าง ๆ มาตัด ให้ละเลย แล้วไปทำสิ่งอื่น ฟังดูและไม่น่ารักเลย แต่มันเป็นอย่างนี้จริง ๆค่ะ หนูรู้สึกว่าใจนี้เลวร้ายจัง เหมือนรู้แล้วยังทำ
บางครั้ง ณ ขณะที่กำลังหลง ก็จะมีคำพูดของครูปรากฏขึ้นมาในใจ หรือบางที ก็เห็นเป็นภาพ มาเตือนสติ หนูไม่รู้ว่ามันคือ อะไร
หนูมองไม่เห็นสิ่งที่ครูพยายามชี้ว่าทุกสิ่งมันเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ฟังเหมือนง่าย แต่คนโง่ ๆ อย่างหนูไม่เข้าใจค่ะ
หนักเข้ากับเหมือนยิ่งอยากรู้ ยิ่งทุกข์ เลยหนี
วันนี้หนูเก็บของ เพื่อจะฝากญาติไว้ แล้วก็มีงานที่ต้องแก้ไข นั่งเก็บของไปนาน ๆ รู้สึกมีความขุ่นมัวขึ้นมา ค้นเข้าไปมันเป็นความหิว จึงจะไปหาอะไรทาน เจอพี่ห้องตรงข้ามจึงไปทานด้วยกัน คุยไปคุยมา ก็กลายเป็นว่ารู้จักกันในวงการวิชาการ สักพักเจอ หมออีกคนที่อยู่หอเดียวกัน มาทานข้าวที่ร้าน เราได้นั่งคุยกัน ก็เป็นอะไรที่แปลก เราอยู่หอเดียวกันมาเป็นปี แต่พึ่งได้มีโอกาสรู้จักกัน
เขียน ๆ ไป เอะ หนูต้องการสื่ออะไร ให้ ครูฟังในจดหมายนี้กันแน่เนี่ย
...................................
เขียนจดหมายถึงตรงนี้ครูก็โทรศัพย์เข้ามาพอดี
หนูร้องไห้เลย กับการรับโทรศัพท์ครู
ทำไมหน่ะเหรอค่ะ เพราะหนูรู้สึกอยู่เสมอว่า ครูไม่เคยละหนูออกจากใจ ทุกขณะหนูรู้สึกว่ามีครูอยู่เสมอ
ที่ร้องไห้........มีทั้งความรู้สึกรัก และความรู้สึกเสียใจ
รู้สึกรัก.......เพราะความเมตตาที่ครูให้ ไม่มีประมาณ
รู้สึกเสียใจ.......เพราะที่ผ่านมา ยังทำดีไม่พอ ไม่สมกับความเหนื่อยยากของครู
ขอบพระคุณนะคะครู แม้จดหมายนี้จะถูกเขียนด้วยน้ำตา
แล้วก็ดูเหมือนว่า ไม่มีเนื้อความที่มีสาระ
แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้น
นี่คือการเริ่มต้นใหม่
เมื่อครูไม่เคยหยุดให้โอกาส
แล้วไฉนเลยหนูจะปิดโอกาสตนเอง
ลุกขึ้นมาใหม่
ลุกขึ้นมาอยู่กับความทุกข์
และก็จะอยู่กับความทุกข์ให้ดีที่สุด
แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยล้ม จะเคยแพ้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องล้ม หรือ จะต้องแพ้ เสมอ ไป
เมื่อยังมีโอกาสให้สู้อยู่ทุกขณะ แล้วจะรออะไร
กราบขอบพระคุณครูค่ะ
ศีล
ข้อ ๑ หนูเบียดเบียนตนเอง เพราะอยากหนีกับทุกข์ที่รู้สึกว่ามันไล่บี้ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ครูก็สอนวิธีรับมือ แต่หนูกลับหนี
ข้อ ๒ หนูไม่ขโมยของใครค่ะครู ทำลายของรักของผู้อื่นไหม พยายามเลี่ยงค่ะ
ข้อ ๓ หนูไม่ยุ่งกับคนมีเจ้าของ แต่กามบีบคั้นภายในตนเองก็ยังรับรู้อยู่ค่ะ
ข้อ ๔ ข้อนี้น่าละอาย หนูละทิ้งกิจวัตรของตนเอง งานที่ทำอยู่ก็ส่งล่าช้า
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้าแต่ที่ผ่านมา หลง ณ ขณะที่หลง เวลามันผ่านไปเร็วมาก ๆ ค่ะ เหมือนโดนขโมยเวลาไป ความหลงยาว ๆ มันทำให้เสียเวลาเปล่า