แต่บางครั้งในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงและวิกฤติ ก็ต้องโหดใช้หัวใจกระทิงบ้างแต่ไม่บ่อย
สุนทรียสนทนา...ตอนจบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
manorom hospital · 6 เม.ย. 2553
Mr. ธนู ผลบุญ · 6 เม.ย. 2553
จิราภา · 6 เม.ย. 2553
จำเนียรวดี · 6 เม.ย. 2553
Eureka_au · 6 เม.ย. 2553
ประกาย~natachoei ที่~natadee · 6 เม.ย. 2553
JJ · 6 เม.ย. 2553




เท่าที่ผมทำกิจกรรมผู้นำสี่ทิศ ส่วนใหญ่จะเป็น "หนู" กันมากครับ กระทิง กับ อินทรี จะมีน้อย หมี ก็มีปานกลาง
กิจกรรมนี้ ทำให้แต่ละคนได้หันมาสำรวจตัวเองครับ พร้อมกับทำความเข้าใจคนอื่น
สวัสดีค่ะ
แวะมาส่งความระลึกถึงค่ะ
และเชิญชวนร่วมสร้างหอสมุดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ด้วยกันนะคะ
http://gotoknow.org/blog/rongkham/349984
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
มาเยี่ยมบันทึกและเก็บเอาความรู้กลับไปด้วยค่ะ
ขอบคุณสาระดีๆที่บอกเล่าในบันทึกนี้นะคะ
ใช่ค่ะ
ที่โรงพยาบาลก็มีหนูเยอะ เกินครึ่ง แต่เป็นประเภทหนูที่กลายพันธ์มาจากกระทิงและหมีเป็นส่วนใหญ่
โดยส่วนตัวคิดว่าดีค่ะ เพราะจะไม่เครียด ถ้ามีกระทิงมากๆ มีหวังขวิดกันเขาหักแน่ ถ้ามีหมีเยอะงานก็จะช้า และถ้าอินทรีย์มาก ก็จะมีแต่คนคิดไม่มีคนทำ...
ยินดีต้อนรับมิตรใหม่ค่ะ
และขอร่วมสร้างหอสมุดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ด้วย (นิดหน่อยนะคะ...อิ-อิ)
เพราะพี่จรรย์ก็กำลังระดมทุนซื้อ Projector ให้โรงเรียนเก่าของพี่เหมือนกันค่ะ
ขอให้มีความสุขสวัสดีปีใหม่ไทยนะคะ

การเปลี่ยนจากกระทิงกลายเป็นหนูนั้น ขอฟันธงว่าเกิดจากอยู่มานานครับ (ถ้าพูดแบบไม่สุนทรีย์นักคือแก่)
พออยู่ให้โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์หลายๆ รอบแล้วก็จะมีประสบการณ์ ก็แปลงตนเองให้มีนิสัยแบบสัตว์สารพัดชนิดขอรับ
เวลาทำกิจกรรมนี้ ผมมักให้แต่ละคนลองเล่าเหตุการณ์จริงของตนเองที่ทำให้คิดว่าทำไมตนจึงมีลักษณะนั้น
อีกอย่างหนึ่งคือ บอกทุกคนว่าในการทำงานปกติ จะเป็นสัตว์ใดก็ต้องทำได้ เพราะเราต้องมี competency นั้นอยู่แล้ว
แต่เหตุการณ์ที่ไม่ปกติจะเอาใครมาทำงานอะไร
อีกสิ่งหนึ่งที่มักเสนอแนะคือคนเรามักเปลี่ยนนิสัยยาก ดังนั้นแต่ละคนต้องใจเย็นเมื่อเพื่อนร่วมงานมีนิสัยที่เราขัดใจ เช่นอินทรีย์มักหงุดหงิดเพราะหมีเป็นต้น
อีกสิ่งหนึ่งคือบางทีต้องวิเคราะห์หลายๆครั้งครับ บางทีวิเคราะห์ทีแรกว่าเป็นอินทรี วันหลังมานั่นึกใหม่ เออ เป็นหนูว่ะ
หรือชายชาตรีบางท่านอยู่โรงพยาบาลเป็นกระทิง แต่พอกลับบ้านไปเจอผู้หญิงตัวเล็กๆที่บ้าน กลับลายเป็นหนูเลย
ผมพิมพ์ผิดหลายคำครับ
คนเรามักเปลี่ยนนิสัยยาก ดังนั้นแต่ละคนต้องใจเย็นเมื่อเพื่อนร่วมงานมีนิสัยที่เราขัดใจ
จะเห็นได้จากผู้ร่วมงานหลายคนหันเหไปทางเข้าวัดเข้าวา 3-7 วันแล้วแต่โอกาส กลับมาจากวัดใหม่ๆ ดูเปลี่ยนไป ใจเย็นเชียว ใครว่าอะไรไม่มีโกรธ พอสักพัก มักจะเหมือนเดิม แล้วก็ไปใหม่ เขาบอกว่าไปชำระจิตใจ ก็ดีค่ะ ส่วน BY Jan โดยส่วนตัวไม่ชอบไปอยู่วัด เพราะคิดว่าที่ไหนๆ เราก็ทำสมาธิ สำรวจใจตัวเอง หรือชำระจิตใจได้ การไปวัดของ BY Jan ก็คือไปรับฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระท่านและเก็บเกี่ยวข้อคิดต่างๆ นำมาปฏิบัติก็เพียงพอแล้ว
แต่ละกิจกรรมเมื่อเข้าร่วมแล้วก็จะเกิดผลสักพักแล้วจะกลับเป็นอย่างเดิมครับ เหมือนการง้างหนังสติ๊ก
สิ่งที่น่าศึกษาคือจะหาวิธี booster ที่เหมาะสมอย่างไร พฤติกรรมดีที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมจึงจะอยู่ได้นาน
คนเราแต่ละคนมีความแตกต่างกันครับ ผมจึงไม่เคยไปเข้าค่ายอบรมธรรมะเลย ประเภทที่ว่าต้องเดินแบบนี้ ต้องหายใจแบบนี้ ต้องตื่นตอนนี้ ซึ่งน่าจะเป็นค่ายทหารมากกว่า จึงมีผู้เข้าอบรมธรรมะแบบเข้มหลายท่านที่กว่าจะประบตัวมีความสุขในการเข้าอบรมได้ ก็เมื่อเช้าของวันสุดท้าย เพราะรู้ว่าประเดี๋ยวจะได้กลับบ้าน (บาปไหมหว่า.. คงไม่นะ เพราะเป็นแค่ความคิดเห็น)
มีคุณหมอท่านหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยนาม) ท่านบอกท่านไม่บวช เพราะการบวชเพียงไม่กี่วัน ไม่ได้ช่วยให้ใครดีได้ และท่านยังบอกอีกว่าแม้ท่านไม่บวชท่านดำรงชีวิตอยู่ในศีลธรรมและความพอเพียง ซึ่งก็จริงอย่างท่านว่า
ท่านไม่ดื่มสุราของเมา ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่คอรัปชั่น(ทั้งที่มีโอกาส)ไม่รับความช่วยเหลือจากนักการเมืองทุกกรณี (บางคนว่าท่านขวางคน)
ความเป็นอยู่ก็ถือว่าท่านสมถะพอเพียง ท่านแต่งกายสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับใดเลยแม้แต่นาฬิกา และท่านรักการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ
ที่สำคัญท่านบอกเราจะทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน...