ไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากเป็นคนเลว
ถือเป็นโอกาสดี ที่ได้ไปอบรมสุนทรียสนทนา เมื่อวันที่ 3-4 เมย. นี้ ตามโครงการพัฒนาบุคลากร โรงพยาบาลมโนรมย์ โดยมีแพทย์หญิงสมพิศ จำปาเงิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ  ท่านเป็นผู้นำทีมกระบวนกร มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพวกเรา (พวกที่ไม่รู้อะไรมาก่อนเลยกับสุนทรียสนทนา)
                และจากกระบวนการเรียนรู้ที่ทีมวิทยากรจัดให้ เราจึงได้ทราบว่า (ผิดถูกอย่างไรต้องขออภัย เพราะเป็นการสรุปมาจากการเรียนรู้จากทีมวิทยากรและจากผู้ที่รับการอบรมด้วยกัน)
                                สุนทรียสนทนา การให้ความสำคัญกับการฟังมากกว่าการพูด ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในสี่ข้อของหัวใจนักปราชญ์ ( สุ=ฟัง, จิ=คิด, ปุ=อ่าน, ลิ=เขียน)
              การฟังที่ดีและได้ประโยชน์ คือการฟังอย่างลึกซึ้ง ( Deep listening ) อย่างมีสติ มีสมาธิ ฟังอย่างตั้งใจ อดทนที่จะฟังคำพูดทุกถ้อย คำ อดทนที่จะไม่ขัด หรือโต้แย้ง แม้ไม่เห็นด้วย ที่สำคัญการฟังที่ดี คือการที่เราได้ยินใจของผู้พูดด้วย อย่าด่วนสรุปตัดสินตามเสียงที่เราได้ยิน Suspension) ด้วยการฟังอย่างที่กล่าวมาแล้ว จะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี
             ลืมบอกไปว่าการอบรมครั้งนี้ มีกิจกรรมสนุกๆ ให้พวกเราได้ร่วมทำหลายกิจกรรม และแต่ละกิจกรรม ก็โดนใจ.. ทำให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้  อย่างนึกไม่ถึง ตัวอย่างเช่น
                กิจกรรมสะท้อนกลับ (จับคู่ ผลัดกันเล่าเรื่องของตัวเอง ตามกติกาคือคนที่ฟังห้ามพูดหรือถามขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเล่าอยู่ เมื่อเล่าจบให้คนที่ฟังเล่าเรื่องของคู่สนทนา ) ทำให้เรานึกได้ว่า ...เมื่อตอนเป็นเด็กถ้าเราตั้งใจฟังคุณครู (ไม่ชวนเพื่อนคุย แอบกินขนม แอบวาดการ์ตูน ฯลฯ) แล้วละก็ เราต้องได้เกรด 4  แน่ๆ
                กิจกรรม Body scan ในท่าต่างๆ ตั้งแต่ ยืน นั่งนอน ทำให้เรามีสมาธิ สงบนิ่ง ได้หยุดพักและสำรวจตัวเอง (มีบางคนถึงกับหลับไปเลยในท่านอน) รู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยมานานแล้ว เหมือนได้ดูแลตัวเองเสียบ้าง...ดีเหมือนกันนะ
                กิจกรรม เชื่อใจเพื่อน ( จับคู่กัน แล้วสบตาจับมือ ส่งใจถึงกันผ่านดวงตาและมือต่างผลัดกันกล่าวคำ จงเชื่อใจฉัน และฉันจะเชื่อใจเธอ จากนั้นให้คนหนึ่งปิดตาให้อีกคนหนึ่งพาคนที่ปิดตาออกไปนอกห้องประชุม ไปรับรู้สัมผัสทั้ง 5 คือรูป รส  กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อครบแล้วให้เปลี่ยนกันทำเช่นเดิม)         ไม่น่าเชื่อว่าตอนที่เราถูกปิดตา นั้นเราได้ยินเสียงต่างๆ ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมพัด เสียงใบไม้ไหว เสียงนกต่างๆ ที่มีแตกต่างกันถึง 4-5 ชนิด ได้ยินกระทั่งเสียงฝีเท้าคนที่เดินย่ำบนสนามหญ้า เราคิดของเราเองว่าบางครั้งถ้าเราปิดตาเสียมั่งก็ดีนะ
                และกิจกรรมที่จำชื่อไม่ได้ แต่เราขอตั้งชื่อว่ากิจกรรมจิ๊ด เพราะมันให้ความรู้สึกว่าจิ๊ดจริง กิจกรรมนี้ เขาให้รวมกลุ่ม 5-6 คน แล้วให้ แต่ละคนแบ่งกระดาษ A4 เป็น 4 ช่อง โดย
-          ให้เขียน พฤติกรรมที่ เราจะโกรธ (จิ๊ดทันที) ทนไม่ได้ 5 อย่าง ในช่องที่ 2
-          ให้เขียนข้อดีของเราที่ตรงกันข้ามกับจิ๊ด 5 อย่าง ในช่องที่ 3
-          ให้มองหาข้อดีของพฤติกรรมจิ๊ด แล้วเขียนไว้ที่ ช่อง 1
-          ให้มองหาข้อเสียของพฤติกรรมที่เป็นข้อดีของเรา เขียนใส่ที่ช่อง 4
กิจกรรมนี้เล่ายาก ...ประมาณว่า ถ้าข้อดีของเราคือชอบอาสาช่วยงานคนอื่น ( ข้อเสียก็จะประมาณว่า เป็นพวก ส. สระเอือ ใส่เกือก, สาระแน เป็นต้น) ถ้าพฤติกรรมจิ๊ดคือ คนชอบนินทา (ข้อดีของเขาคือ เหมือนผู้สื่อข่าวทำให้เราได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว...ว่าเข้าไปนั่น)