เราตั้งใจพูดด้วยใจที่ปรารถนาดีอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง

กิจกรรมเวชศาสตร์ครอบครัว  โรงพยาบาลขอนแก่น    และโรงพยาบาลศรีนครินทร์   31 มีนาคม 2553

เมื่อแพทย์ต้องแจ้งข่าวร้าย

                พ.วรงค์วุฒิและพ.สิริวรรณได้เตรียมภาพถ่าย VDO การแจ้งข่าวร้ายแก่คนไข้จริงๆ  มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

                เริ่มต้น  คนยังไม่ครบ  หาผู้ดำเนินรายการก็ยังไม่ได้  เลยอาสาเป็นผู้ดำเนินรายการเองครับ

                ระหว่างรอผู้เข้าร่วม  ผมให้จัดที่นั่งเป็นวงกลม  หันหน้าเข้าหากัน  แล้วก็เปิดวงค้วยคำถามที่ว่า

“ปัญหาในการบอกข่าวร้ายในแต่ละคนเป็นอย่างไร  ทั้งที่เป็นประสบการณ์ตรงและทางอ้อม”

คำตอบที่พอสรุปได้จากทุกคน

                -ความกลัวและกังวลที่มีอยู่ภายใน  กลัวว่าผู้ป่วยจะรับไม่ได้  กลัวว่าผู้ป่วยจะร้องไห้

                -เพราะความกลัว  ทำให้แพทย์บางท่านเลือกที่จะไม่บอกเลย  หรือบอกไม่หมด หรือไม่บอกตรงๆ  พูดอ้อม  คิดว่าผู้ป่วยเข้าใจ  หรือเลือกที่จะบอกกับญาติแทน

                -บางคนก็บอกตรงๆ  บอกให้หมด  เพราะคิดว่าทำหน้าที่เต็มที่แล้ว  แต่ผลที่ตามมา  ผู้ป่วยยิ่งดูเศร้าและสิ้นหวัง

                -แพทย์บางคนบอกแล้ว  แถมตัดสินใจแทนผู้ป่วยและญาติอีกต่างหาก

                -บอกเกินความเป็นจริง  จนน่ากลัวหรือน้อยกว่าความเป็นจริง  จนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                ขั้นตอนต่อไป  ได้ให้ พ.วรงค์วุฒิ  และ พ. สิริวรรณ เปิด VDO ให้ดู  โดย case ของพ.วรงค์วุฒิ  เป็น case Hepatoma  ส่วน case พ.สิริวรรณ เป็น case DM (First diagnosis)  โปรดอย่าคิดว่าเบาหวานไม่ใช่ข่าวร้ายนะครับ  น้องอ้อม วริสรา ได้เล่าให้ฟังว่า เคยบอกการวินิจฉัยโรคว่าเป็นเบาหวานตรงๆเลย  ผลปรากฏว่า ผู้ป่วยพูดว่า “ตาย ตาย ตายแน่ๆ”  เศร้าไปเลย

                หลังจากเปิด VDO  เสร็จ  ก็เปิดโอกาสให้เจ้าของ case ได้ประเมินตนเอง   ผ่านชุดคำถาม

                -รู้สึกอย่างไรในตอนที่แจ้งข่าวร้าย

                -สิ่งที่ทำได้ดี

                -สิ่งที่คิดว่าต้องเพิ่มเติมถ้าไดแจ้งข่าวร้ายใหม่

                และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สะท้อนทั้งด้านดีและส่วนที่ควรเพิ่มเติม  โดยเน้นว่าให้ข้อแนะนำด้วยความเมตตา  เป็นกัลยาณมิตร

                ความรู้สึกของหมอทั้งสองท่านก็คือมีความอึดอัด  สับสน กังวลกลัวว่าจะไม่สามารถทำได้ครบถ้วนตามหลักการที่เรียนได้

                สิ่งที่ทำได้ดี  ก็คือนำหลักการของการแจ้งข่าวร้ายมาใช้  คือ SPIKES

                S = Setting  หมายถึง จัดสถานที่ให้เหมาะสม  เงียบสงบ  ไม่จอแจ  ปิดมือถือ  เตรียมกระดาษทิชชู่

                P = Perception หมายถึง ประเมินการรับรู้ต่อโรค  ความคิดและมุมมองที่มีต่อโรค

                I = Invitation หมายถึง ประเมินหรือถามว่าผู้ป่วยต้องการรับรู้แค่ไหน  พร้อมหรือไม่

                K = Knowledge หมายถึง การแจ้งข่าวร้าย  ต้องค่อยๆทยอยบอกข้อมูล  และประเมินเป็นระยะว่าผู้ป่วยเข้าใจมากน้อยเพียงใด

                E = Empathy หมายถึง  การแสดงความเห็นอกเห็นใจ  โดยการรับฟังและสะท้อนความรู้สึกเป็นระยะ

                S = Summary and strategy   หมายถึง เมื่อผู้ป่วยมีทีท่าสบายขึ้น  ให้สรุปข้อมูล  เปิดโอกาสซักถามและอธิบายแนวทางในการรักษาต่อไป

                แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าเป็นปัญหาในการแจ้งข่าวร้ายโดยเฉพาะมือใหม่หัดแจ้งข่าวร้าย  คือ

                -ความกังวลเกี่ยวกับเครื่องมือในการแจ้งข่าวร้าย SPIKES ที่คอยคิดอยู่ว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนไหน   จะใช้เครื่องมือไหนต่อ  ทำให้เกิดผลในข้อถัดไป

                -เมื่อกังวลหรือคิดอยู่ ทำให้ไม่สามารถอยู่กับผู้ป่วยที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของคนไข้ได้

                -ความเคยชิน  คุ้นเคยกับรูปแบบเดิมๆ  ตั้งแต่ท่าทาง  การมองที่ OPD card มากกว่าที่จะมองที่คนไข้  หรือการให้คำแนะนำที่เป็นสูตรสำเร็จมากกว่าจะสำรวจว่าทำไมผู้ป่วยจึงพูดหรือถามเช่นนั้น  และขาดการสะท้อนหรือทบทวนรูปแบบการทำงาน

                -การตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า  หรือการตั้งธงไว้ล่วงหน้า  (นึกไม่ออกเป็นอย่างไร ให้นึกถึงการเจรจาระหว่างนปชกับรัฐบาล)    บ่อยครั้งที่แพทย์ตั้งเป้าหมายต้องแจ้งข่าวร้ายให้ได้  โดยลืมการประเมินว่าผู้ป่วยนั้นพร้อมแล้วหรือยัง  ซึ่งการประเมินนอกจากจะต้องเข้าใจโรคที่ผู้ป่วยเป็นแล้ว  ต้องหาข้อมูลด้านชีวิต  ความเป็นอยู่  และครอบครังของผู้ป่วยประกอบด้วย

                อ.พรหมพิศิษฐ์ได้ให้หลักการในการพิจารณาก่อนแจ้งข่าวร้ายตามแบบวิถีพุทธที่น่าสนใจ  คือ

                1.เราตั้งใจพูดด้วยใจที่ปรารถนาดีอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง 

                2.ดูกาลเทศะ

                3.เป็นความจริงหรือไม่

                4.เป็นประโยชน์ต่อผู้รับฟังหรือไม่

                5.มีความเหมาะสมหรือไม่

                พี่ป๋อม  รุจิราลักขณ์ บอกว่าการถ่าย VDO เป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวเราเอง  แต่จริงๆแล้วกระจกสะท้อนนั้นมีอยู่ตลอดเวลา  เราควรที่จะหมั่นทบทวนตนเองเสมอๆ

                สุดท้าย ผมต้องขอชื่นชมหมอทั้งสองคนที่กล้าหาญนำประสบการณ์ตรงของตนเองมาให้ร่วมเรียนรู้  ซึ่งผมเชื่อว่าความรู้ในวันนี้จะตราตรึงในห้วงความทรงจำและถูกนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยต่อไป