ภาวะผู้นำกับการพัฒนาการศึกษาไทย

          การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่ง  ในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคม  เนื่องจากการศึกษาเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้คนได้พัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ ตลอดช่วงชีวิต  สามารถพัฒนาศักยภาพและความสามารถด้านต่างๆ ที่จะดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข   รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน   รวมเป็นพลังอันมหาศาล  สามารถพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนได้  ด้วยความสำคัญของการศึกษาดังกล่าว   ในปีพ.ศ. 2411  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5  ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินขึ้นที่ วัดมหรรณภาราม  นับเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบการศึกษาไทย  มีการปรับปรุงพัฒนาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เรื่องมาตามลำดับ  จวบจนมีการก่อตั้งกระทรวงศึกษาธิการให้ทำหน้าที่จัดการศึกษาให้แก่ปวงชนชาวไทย  มีการวางระบบการจัดการศึกษาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

                ในทัศนะของผู้เขียน  จากอดีตถึงปัจจุบันภาพระบบการจัดการศึกษาของไทยเป็นภาพปิระมิด  คือ  ส่วนยอดของปิระมิดเป็นผู้กำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาของชาติ  ส่วนกลางของปิระมิดเป็นผู้กำหนดเนื้อหาสาระ  การจัดสรรทรัพยากร  การควบคุม  การตรวจสอบและการประเมินผลการปฏิบัติ ฯลฯ   ในส่วนล่างสุดของปิระมิดเป็นผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาของชาตินั่นเอง

                                ทรัพยากรในการบริหารจัดการประกอบด้วย  คน  เงิน  วัสดุอุปกรณ์  และวิธีการ  เป็นเครื่องมือสนับสนุนและส่งเสริมให้การจัดการศึกษาสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงค์และนโยบายได้

                                คนหรือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547  ทุกคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยที่สุด  ทำไมต้องเป็นทุกคน ?  ทำไมไม่ใช่เพียงเฉพาะ  “ครู” เท่านั้น?   ผู้เขียนมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการตามศักยภาพแห่งตนทุกคน  ดังนั้นทุกคนจึงมีความสามารถในการช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ในบริบทของตนเองได้   แต่โดยที่ “ ครู ”  สวมหมวกข้าราชการซึ่งมีวัฒนธรรมองค์การที่ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น  แสดงเหตุผลและโต้แย้งได้อย่างอิสรเสรีมากนัก (ถูกครอบด้วยระบบเจ้านาย)  ทำให้กระทรวงศึกษาธิการสูญเสียโอกาสที่จะค้นพบนักคิดที่มีความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ทำให้การจัดการศึกษาของไทยเหมือนพายเรือในอ่าง  มองไม่เห็นเส้นชัยที่ต้องการได้  ในทำนองเดียวกัน หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ  ท่านวิจารณ์การจัดการศึกษาไทยสามสิบปีที่ผ่านมาว่า “เป็นการจัดการศึกษาแบบหมาหางด้วน” หรือ “การศึกษาหมาหางด้วน” ซึ่งเป็นข้อท้วงติงเพื่อสะกิดภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบายผูควบคุมนโยบาย และผู้นำนโยบายไปปฏิบัตินำไปทบทวนวิเคราะห์ วิจัย เพื่อให้รู้ความจริงและได้คำตอบว่า “ การศึกษาหมาหางด้วน ”               คืออะไร ?   ดีหรือเลวอย่างไร ?   มีวิธีการแก้ไขอย่างไร ?   และจะพัฒนาไปสู่จุดสุดยอดได้หรือไม่อย่างไร ?   ทุกคำตอบชี้ไปที่ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาทุกสังกัดว่า  “ บทบาทภาวะผู้นำที่ท่านได้มาจากกฎหมาย มีศักยภาพและประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ปัญหาการจัดการศึกษาของชาติได้หรือไม่   

                                ภาวะผู้นำแบบสั่งการสามารถแก้ปัญหาจริยธรรม  คุณธรรม  และรสนิยมของเด็กและเยาวชน  ที่ล้วนเป็นผลผลิตของกระบวนการจัดการศึกษาของไทยได้หรือไม่  อยากวิงวอนถึงผู้มีอำนาจ  ผู้ใช้อำนาจ  และผู้หลงผิดคิดว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย  นอกกฎหมายเป็นภาวะผู้นำที่จำเป็นต้องนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ  โดยไม่คิดที่จะพัฒนาภาวะผู้นำโดยธรรมะ

                                กฎหมายให้เป็นภาวะผู้นำแบบผู้มีบารมีที่เกิดจากธรรมชาติ   หรือธรรมะอันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่จะนำให้ท่านสามารถนำองค์กรได้อย่างมีความสุข  สมาชิกในองค์กรก็มีความสุข  การงานในหน้าที่ก็สามารถพัฒนาสู่จุดสูงสุดของเป้าหมายได้  และขอฝากปริศนาลายแทงไว้เพื่อเป็นเครื่องมือฝึกปรือตนเอง  ให้เชี่ยวชาญในยุทธจักรนักบริหารการศึกษา  ซึ่งมีภาวะผู้นำที่องอาจ  กล้าหาญ  และน่าเลื่อมใส  ไว้ดังนี้

                                                คุมคนด้วยใจ                         ไร้ปัญหา

                                                คุมใจด้วยงาน                       ไร้ตัณหา

                                                คุมงานด้วยแผน                   เกิดระบบ

                                                คุมแผนด้วยนโยบาย           เกิดระเบียบ

                                                คุมนโยบายด้วยคน              เกิดคุณภาพ

                                ผู้เขียนคาดหวังไว้เพียงเล็กๆว่า จะมีบุคคลที่เป็นสัมมาทิฐินำไปใคร่ครวญหาประโยชน์ได้บ้างก็ถือว่าดี   หรือแม้นว่าจะทำให้ผู้มีมิจฉาทิฐิได้ฉุกคิดบ้างก็ถือว่าดี