“ เรื่องที่หนูจะมาบอกป้า ป้ารู้หมดแล้ว แต่ป้าทำไม่ได้ ถ้าหนูจะมาให้ป้าเปลี่ยนพฤติกรรมก็มาได้นะ แต่อย่ามาคาดหวังอะไรในตัวป้ามาก …ป้าอยู่มาจนป่านนี้แล้ว ไม่เคยลดน้ำหนักมาได้ แต่ป้าแข็งแรงนะลูก”

                       ป้ารู้หมดแล้ว….

           “สิ่งที่พวกหนูจะมาบอกป้า ป้ารู้หมดแล้ว แต่ป้าทำไม่ได้หรอก”  เป็นประโยคที่คุณป้าบอกกับทีมในครั้งแรกที่ลงไปเยี่ยมบ้าน   และดิฉันเป็นพยาบาลในแผนกส่งเสริมสุขภาพหนึ่งในทีมสุขภาพ  ซึ่งในหน่วยงานของดิฉันมีความคิดที่จะเดินตามรอยผู้รับบริการที่มาตรวจสุขภาพว่าเมื่ออยู่ที่บ้านนั้น ผู้รับบริการจะปฏิบัติตัวแบบใดกัน และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในการดูแลตนเองตามที่ พยาบาลให้คำแนะนำภายหลังฟังผลการตรวจสุขภาพได้หรือไม่  ทางหน่วยงานจึงได้รวบรวมทีมกันขึ้นมา โดยจัดทำโครงการเยี่ยมบ้านซึ่งถือเป็นเป็นโครงการนำร่อง   ที่ริเริ่มตามรอยผู้รับบริการที่มาตรวจสุขภาพนั่นเอง  โดยในทีมมาคิดกันต่อว่าเราจะเริ่มต้นให้ง่ายๆได้อย่างไร  จนเรามาคลิก…..กันว่า  เริ่มจากผู้รับบริการที่มาตรวจสุขภาพแล้วพบว่าผลการตรวจสุขภาพมีความผิดปกติ ต้องมีการติดตาม และอาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียง รพ. ซึ่งเราใช้หลัก Simple  นั่นเอง   และ ผู้รับบริการที่เราได้ติดตามลงไปเยี่ยมนั้น อาศัยอยู่ในชุมชนตั้งอยู่ใกล้บริเวณ รพ. นั่นเอง  เป็นชุมชนกึ่งชุมชนเมือง เรียกว่าชุมชนบ้านจ่า และผู้รับบริการหลายท่านก็มีความรู้ในเรื่องของสุขภาพค่อนข้างดี  และสิ่งที่ดิฉันอยากเล่าถึงผู้รับบริการท่านนี้ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปราชญ์ของชุมชน และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงไปเยี่ยมชุมชน

                คุณป้าใจดี  รูปร่างท้วม อายุ  69 ปี ภูมิลำเนา บ้านจ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีบุตร 3 คน อาศัยอยู่กับบุตรชาย บุตรสะใภ้และหลาน อาชีพข้าราชการบำนาญ เป็นอาจารย์มาก่อน ช่วยเหลือตนเองได้ดี  ชอบรับประทานอาหารรสหวาน ผลไม้รสหวาน ขนมหวาน และคิดว่าตนเองไม่สามารถที่จะลดน้ำหนักตัวลงได้ และบอกว่า “ป้ามีความเชื่อแบบคนสมัยโบราณว่าต้องรับประทาน ข้าวมากๆถึงจะอิ่มท้อง ” และมีทัศนคติว่าตนเองแข็งแรง สามารถออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง 3-5 ครั้ง / สัปดาห์ มีสังคมมีเพื่อนมากมาย มองตนเองในแง่ Positive และเป็นบุคคลสำคัญของชุมชน มีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกของผู้สูงอายุในชุมชน เป็นอดีตประธานชุมชนบ้านจ่า มีความมั่นใจในตนเองสูงว่าตนเองมีความรู้ และสามารถดูแลสุขภาพที่ตนเองได้ดี จากคำพูดที่ว่า  “ เรื่องที่หนูจะมาบอกป้า ป้ารู้หมดแล้ว   แต่ป้าทำไม่ได้ ถ้าหนูจะมาให้ป้าเปลี่ยนพฤติกรรมก็มาได้นะ แต่อย่ามาคาดหวังอะไรในตัวป้ามาก …ป้าอยู่มาจนป่านนี้แล้ว ไม่เคยลดน้ำหนักมาได้ แต่ป้าแข็งแรงนะ”  ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณป้าแล้ว ดิฉันเองก็รู้สึกได้ถึงพลังที่มีอยู่ในตัวคุณป้าท่านนี้เป็นอย่างมาก   พร้อมกับคำถามที่มีอยู่ในใจว่าจะทำอย่างไรดีจึงจะสามารถเข้าถึงความเป็นตัวตนของคุณป้าท่านนี้ได้  แต่ในใจก็แอบท้อนิดๆ ก็เราเป็นแค่พยาบาลรุ่นลูก หรือรุ่นหลานก็ไม่แน่ใจ แล้วก็ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ( เล็กกว่าคุณป้าครึ่งนึง แต่ก็อวบระยะสุดท้ายในทีมเยี่ยมบ้านแล้วนะเนี่ย …แล้วคุณป้าจะเชื่อเราหรือเปล่าเนี้ยะ ) จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเข้าไปแนะนำในเรื่องของการดูแลสุขภาพให้กับคุณป้าท่านนี้ได้ยังไง

                เริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กับทัศนติที่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่  ดีอยู่แล้ว ป้าแข็งแรงดี ปรับเปลี่ยนไม่ได้หรอกและที่สำคัญคือคำว่า “อย่ามาคาดหวังอะไรกับตัวป้าน่ะ   ป้าเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ความรู้ที่หนูบอกป้าป้ารู้ทุกอย่างแต่ป้าทำไม่ได้”  คำพูดของคุณป้าดังกล่าวมันก้องอยู่ในหูทุกครั้งที่เห็นหน้าคุณป้า  แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลของคุณป้าข้างต้น เป็นสิ่งที่ทำให้ดิฉันรู้สึกถึงพลังอำนาจที่มีอยู่ในตัวของคุณป้าที่ต้องดึงออกมาให้ได้ จากตัวของคุณป้าวัยสูงอายุคนหนึ่งที่มีความสุขกับการดำรงชีวิต มีการมองตนเองในแง่ที่ดี รับรู้ว่าตนเองแข็งแรงทั้งที่มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คุณป้าท่านนี้ยอมรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการนำความรู้จากทีมรุ่นลูกไปปรับเปลี่ยน   การสร้างเสริมสุขภาพในคุณป้าท่านดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการบอกเพื่อให้คุณป้าปฏิบัติตาม  แต่เป็นการนำกลยุทธ์ในการให้คุณป้าเห็นความเป็นจริงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารในแต่ละวัน   และปัญหาทางสุขภาพที่มีอยู่จริงและนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคุณป้านั่นเอง

                สัปดาห์แรกของการเยี่ยมบ้านของคุณป้า  เริ่มด้วยการสร้างสัมพันธภาพพูดคุยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพโดยเน้นให้คุณป้าเป็นผู้เล่าให้ฟังเป็นส่วนใหญ่  โดยดิฉันจะรับฟังอย่างตั้งใจและเสริมพลังอำนาจโดยการพูดชมเชยในสิ่งที่คุณป้าปฏิบัติตนได้ดี    เช่น   การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การมีสังคมกับเพื่อนๆ การมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ให้กับชุมชน หลังจากนั้นจึงขอความร่วมมือให้คุณป้าช่วยทำการบันทึกรายการอาหาร และการออกกำลังกายในและวัน โดยแจ้งว่าจะเข้ามาเยี่ยมและขอข้อมูลที่คุณป้าบันทึกไว้ในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งขณะนั้นมีความหวังในใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นว่า…ขอให้คุณป้าช่วยบันทึกข้อมูลการปฏิบัติตัวให้ ทีเถอะ…

                แต่ผลที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ต่อมาพบว่า  คุณป้ามีการบันทึกข้อมูลการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายไว้อย่างละเอียดเพื่อมอบให้กับทางทีม   นักโภชนาการได้เริ่มคำนวณพลังงานที่คุณป้ารับประทานในแต่ละวันจากตารางบันทึก พบว่าคุณป้ามีการรับประทานอาหารที่มีพลังงานเกินจากความต้องการจริงในแต่ละวันทุกวัน และดิฉันเริ่มได้ใช้กลยุทธ์ ในการปรับเปลี่ยนตนเองด้วยข้อมูลของตัวคุณป้าเอง โดยไม่ได้มีการนำทฤษฎีใดๆ มาใช้เลย  และแจ้งให้คุณป้ารับทราบว่าพลังงานที่เกินมานี้ไม่ได้ไปไหนแต่จะสะสมในตัวของคุณป้าเอง หลังจากนั้นจึงได้วางแผนปรึกษาหารือร่วมกันกับคุณป้า  โดยให้คุณป้า คิดเมนูอาหารที่รับประทานเป็นประจำและทางทีมจะช่วยคำนวณปริมาณอาหารให้เพื่อให้คุณป้า ทราบว่าต้องรับประทานในปริมาณเท่าไรจึงจะไม่เกินความต้องการ

                ในช่วง 3 สัปดาห์แรกเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อย โดยผู้รับบริการให้ข้อมูลว่า   “ช่วงนี้ป้าพยายามลดอาหารหวานๆมันๆแล้วน่ะ   แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเนื่องจากตอนเย็นมักจะไปสังสรรค์รับประทานอาหารร่วมกันกับเพื่อนๆ ”   แต่เมื่อเริ่มเข้าสัปดาห์ที่ 4 พบว่าน้ำหนักตัวของคุณ  ลดลงไป 0.5 กก. ระดับน้ำตาลในเลือดเข้ามาอยู่ในเกณฑ์ปกติ DTX = 95 mg/dl รอบเอวลดลง 1 ซม. คำพูดหนึ่งที่คุณพูดออกมาในตอนนั้นคือ  “ แทบไม่น่าเชื่อว่าน้ำหนักป้าจะลดลงมาได้ ” ทั้งที่ผ่านมาคุณป้าก็พูดอยู่เสมอว่า “ สิ่งที่พวกหนูบอกกับป้านั้น ป้ารู้ทุกเรื่อง แต่ทำไม่ได้หรอก ป้าเป็นของป้าแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”       แต่สิ่งที่พบตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือคุณป้า ให้ความร่วมมือในการบันทึกการควบคุมอาหารเป็นอย่างดี และเริ่มมีการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารมารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง สลัด พร้อมทั้งมีการซื้ออาหาร  ( ปลานึ่ง,ลูกชิ้นปลา ) ไปให้เพื่อนๆร่วมรับประทานด้วย โดยได้บอกถึงประโยชน์ให้เพื่อนๆได้ทราบ โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

                หลังจากนั้น ดิฉันได้มีการติดตามคุณป้า เป็นประจำทุกสัปดาห์โดยการชั่งน้ำหนัก ,วัดความดันโลหิต และวัดรอบเอวน้ำหนักตัวของคุณป้า พบว่าน้ำหนักตัวของคุณป้า และรอบเอวมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ  จนกระทั่งปัจจุบัน 5 เดือน ผ่านมา พบว่าน้ำหนักตัวของคุณป้า อยู่ที่ 75 กก. ลดลงจากเดิม 5 กก. รอบเอวลดลง 9 ซม. และสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ DTX = 84 mg/dl   ดิฉันสังเกตสีหน้าท่าทางของคุณป้า ยังคงสดชื่นเหมือนเดิม มีความกระปรี้กระเปร่า ยังคงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชมรมผู้สูงอายุอย่างสนุกสนาน แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือคุณป้า มีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นที่สามารถลดน้ำหนักด้วยตัวของตนเองได้ และบอกว่าจะนำวิธีการของตนเองไปบอกกับเพื่อนๆคนอื่นๆในชมรมด้วย แถมยังมีความสุขที่ได้นำเสื้อผ้าที่เคยเก็บไว้ มาสวมโชว์ให้กับทีมดูอยู่เสมอๆ อีกทั้งยังเล่าถึงความภูมิใจที่ว่า ป้าสามารถใส่ตะขอชุดชั้นใน ตัวในสุดได้แล้วลูก

                ดิฉันรู้สึกภูมิใจที่สามารถดึงพลังอำนาจที่มีอยู่ในตัวของคุณป้า ออกมาได้ โดยที่คุณป้า ไม่ได้รู้สึกลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ว่า “ป้ารู้หมดทุกเรื่อง เพียงแต่ป้าไม่ได้ทำ” 

                                                          

                                            ส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าดีดีจากชาวชุมชนบ้านจ่า 

                                                     โดย....นส. บุษกร   ม่วงปลอด

                                                         พยาบาลแผนกส่งเสริมสุขภาพ 
                                                         โรงพยาบาลกรุงทพหาดใหญ่